ปังเว้ย…เฮ้ย!!!แค่ชื่อก็กินขาด

ปังเว้ย…เฮ้ย!!!แค่ชื่อก็กินขาด
การตั้งชื่อแบรนด์สินค้าถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของการสร้างแบรนด์ให้จดจำได้ง่าย อย่างร้านปังเว้ย…เฮ้ย!!! แค่ฟังชื่อก็สะดุดหู และเมื่อมาเจอลูกค้าที่ยืนต่อแถวคิวยาวเป็นหางว่าวเพื่อรอซื้อขนมปัง เชื่อว่าคงทำให้ใครก็ตามที่ผ่านไปหน้าร้านแบบตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็อยากเข้าไปซื้อขนมปังมาทดลองรับประทานว่าจะอร่อยสะดุดลิ้นเหมือนกับชื่อร้านที่ตั้งไว้หรือไม่
สูตรสำเร็จของร้านปังเว้ย…เฮ้ย!!! ต้องยกให้ ทนงศักดิ์ รุ้งวราห์รัตน์หนึ่งในหุ้นส่วนกับการตั้งชื่อร้านไอเดียกวนๆ ที่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับร้านขนมปังในตลาดได้เป็นอย่างดี
ทนงศักดิ์ เล่าว่า ร้านปังเว้ย…เฮ้ย เป็นการต่อยอดสูตรขนมปังจากรุ่นบิดา ที่เปิดร้านขายขนมปังมานาน แต่ไม่มีชื่อร้านเมื่อมาถึงรุ่นตน จึงสานต่อกิจการด้วยการคิดการตลาดให้กับธุรกิจขนมปัง จึงได้ร่วมกับหุ้นส่วนรวมเป็น 3 คน เปิดเป็นร้านขนมปังขึ้นมา ด้วยการคิดชื่อที่สื่อถึงความหมายของร้านขนมปัง เพราะร้านขนมปังส่วนใหญ่จะต้องชื่อภาษาอังกฤษ แต่ตนต้องการใช้ชื่อแบบไทยๆ และควรสื่อถึงคนรุ่นใหม่ จึงเกิดชื่อร้านปังเว้ย…เฮ้ยขึ้นมา
“การตั้งชื่อเป็นการคิดระหว่างหุ้นส่วนซึ่งเป็นผู้ชายทั้งหมด เราก็เลยตั้งว่าร้านปังเว้ย…เฮ้ย เพราะเป็นภาษาที่ผู้ชายพูดกัน สามารถสื่อถึงตัวตน สื่อถึงผู้ชายทั้ง 3 คน ที่มาทำร้านเบเกอรี”
นอกจากชื่อร้านที่เป็นจุดเด่นของแบรนด์ปังเว้ย…เฮ้ยแล้ว ตัวผลิตภัณฑ์หรือขนมปังก็เป็นอีกหนึ่งจุดขายของร้านเช่นกัน
เป็นสูตรที่ขายมาตั้งแต่รุ่นบิดาซึ่งขายดีมากเป็นขนมปังสอดไส้ อีกทั้งราคาที่วางไว้
ตกอยู่ที่ชิ้นละ 20 บาท เป็นระดับราคาตลาดรับได้ คือไม่แพงเมื่อเทียบกับวัตถุดิบชั้นดีที่นำมาทำขนมปัง โดยเจาะกลุ่มเป้าหมายทุกเพศทุกวัย
ทนงศักดิ์ เน้นว่าจุดเด่นไม่ใช่แค่การตั้งชื่อ หากแต่มองที่ด้านราคาด้วย อย่างทั่วๆ ไป ขนมปังสอดไส้จะมีการทำเป็นชิ้นใหญ่ หรือขนมปังแถวยาว แต่พอมาทำแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ ราคาก็อยู่ที่ 20 บาท อีก
ทั้งการทำขนมปังจะเน้นทำสด ใหม่ เสมอ
สำหรับขนมปังร้านปังเว้ย…เฮ้ย มีไส้หลากหลายถึง 15 ไส้ ได้แก่ ลูกเกด ผงไม้รวม ไส้กรอกแฮม เบคอน มายองเนส หมูหยอง หมูหยองน้ำพริกเผา แฮมสลัด มะพร้าวอ่อน เนยสด หมูแดง ไก่และกุ้ง วานิลลา สังขยา เผือก และถั่วแดง ซึ่งมั่นใจในรสชาติ เพราะมีฐานลูกค้าเก่าตั้งแต่เปิดร้านครั้งแรกที่แถวเกษตร-รามอินทรา และยังได้สร้างฐานลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นมา
ทนงศักดิ์ กล่าวว่า เริ่มแรกของการทำตลาดร้านปังเว้ย…เฮ้ย จะมีการจ้างพนักงาน (พริตตี) มาช่วยทำการตลาดให้ด้วยมองว่าการสร้างแบรนด์ขึ้นมาใหม่ คือต้องการจุดเด่นให้กับแบรนด์ เพราะนอกจากชื่อร้านจะต้องสะดุดแล้ว ยังต้องมีกิจกรรมที่ดึงดูดให้คนสนใจร้านด้วย เมื่อคนรู้จักและทดลองชิมขนมปัง ก็เข้ามาเป็นลูกค้าครั้งต่อมาก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ปัจจุบันร้านปังเว้ย…เฮ้ย เปิดดำเนินการมาแล้ว 3 ปี มีสาขาทั้งหมด 6 สาขาได้แก่ สาขารัชโยธิน เกษตร-นวมินทร์หลักสี่ ห้าแยกวัชรพล ทาวน์อินทาวน์และล่าสุดกับสาขาลำลูกกา คลอง 1
การขยายสาขาจะดูจากความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก เช่น ลูกค้าที่มาซื้อขนมปัง จะมีการสอบถามว่าบ้านที่พักอยู่ไหนเป็นส่วนใหญ่ ขั้นตอนต่อมาก็จะมองว่าที่พักของลูกค้าส่วนใหญ่ เป็นชุมชนเมืองหรือไม่ ก็จะตระเวนไปดูสถานที่และเปิดสาขาขึ้นมา
รูปแบบในการขยายสาขาจะเน้นการเปิดเป็นร้านเดี่ยว (สแตนด์ อะโลน) ขึ้นมาคือซื้อกลับบ้าน ไม่มีการเปิดสาขาผ่านห้างสรรพสินค้า เพราะมองว่าไม่คุ้มกับค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายให้กับห้าง เนื่องจากเรียกเก็บส่วนแบ่งตลาดสูงกว่าการเปิดร้านแบบเดี่ยวขึ้นมาเองมาก
ขณะที่การขยายสาขาผ่านระบบแฟรนไชส์ยังไม่คิดดำเนินการ เพราะต้องหาระบบที่สามารถควบคุมมาตรฐานได้ทุกสาขาเสียก่อน หากทำได้ก็อาจมีการขยายสาขาผ่านระบบแฟรนไชส์เป็นเรื่องอนาคตไม่มีการตั้งเป้าว่าจะต้องทำได้ภายในกี่ปีเพราะต้องการค่อยๆ ขยายธุรกิจ ไม่เน้นเชิงปริมาณ คือเติบโตอย่างช้าๆ แต่มั่นคงไม่อยากให้กระแสของร้านขนมปังหายไปเหมือนกับขนมปังโรตี-บอย ที่เคยโด่งดังสักระยะแล้วก็จางหายไป
“ก็มีลูกค้ามาสอบถามว่าเปิดขายแฟรนไชส์หรือไม่ แต่ตอนนี้ยังไม่คิด เป็นแผนในอนาคต เพราะควรหาระบบดูแลมาตรฐานให้ได้ก่อน เพราะการทำธุรกิจอาหาร สิ่งสำคัญอยู่ที่คุณภาพ”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะยังไม่มีการขยายสาขาผ่านระบบแฟรนไชส์ ทำให้สาขาร้านปังเว้ย…เฮ้ย ยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ในเร็วๆนี้จะมีการขายสินค้าผ่านระบบไปรษณีย์ทนงศักดิ์บอกว่ากำลังอยู่ระหว่างการคุยกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย เพื่อจัดส่งสินค้าไปให้ลูกค้าตามต่างจังหวัด เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการเจาะตลาดผ่านระบบเดลิเวอรีให้กับลูกค้าสามารถซื้อขนมปังได้ง่ายขึ้นเพราะขนมปังของทางร้านบางไส้สามารถเก็บไว้ได้ 1-3 วัน
สำหรับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ไม่มีผลต่อยอดจำนวนผู้ซื้อให้ลดลง แต่มีผลต่อต้นทุนการบริหารจัดการร้านเองมากกว่าอย่างเมื่อเทียบกับ 3 ปีก่อน ต้นทุนวัตถุดิบจะถูกกว่าปัจจุบันมาก เพราะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่ไม่ว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นเท่าใด ทางร้านไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้า โดยยังคงยืนยันขายขนมปังในราคา 20 บาทเท่าเดิม เพราะไม่ต้องการผลักภาระให้กับลูกค้า ทำให้ปัจจุบันแต่ละสาขายังคงขายขนมปังได้เฉลี่ย 400-600 ชิ้น/วัน”
ทนงศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างแบรนด์ให้กับสินค้าถือเป็นสิ่งสำคัญ อย่างร้านปังเว้ย…เฮ้ย ที่ประสบความสำเร็จทุกวันนี้ นอกจากตัวสินค้าต้องดีแล้ว แบรนด์ก็ต้องเป็นที่รู้จัก อย่างถ้าขายขนมปังแล้วไม่มีแบรนด์ ถึงขายดีอย่างไร การบอกต่อแบบปากต่อปากก็ทำได้ยาก อย่างกระแสร้านปังเว้ย…เฮ้ย ก็มาจากการสร้างแบรนด์แล้วมีการบอกปากต่อปากเช่นกัน
“เราไม่ได้เน้นเรื่องการโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ หรือทีวี แต่อย่างใด แต่เป็นกระแสที่บอกต่อปากต่อปาก ทำให้เป็นที่รู้จัก และสื่อต่างๆ ก็ตามเข้ามา เพราะเห็นถึงความแปลกใหม่ในธุรกิจของเรา”
สนใจทดสอบความอร่อยสอบถามได้ที่โทร. 08-1802-5341 m–จบ–

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *