ปริศนาความสัมพันธ์ดาวเคราะห์น้อยกับอุกกาบาต

ปริศนาความสัมพันธ์ดาวเคราะห์น้อยกับอุกกาบาต
5 กันยายน 2551 รายงานโดย: วิมุติ วสะหลาย (wimut@hotmail.com)
ไม่มีใครไม่รู้จักหรือไม่เคยเห็นดาวตก มันส่องแสงสว่างไสวเป็นทางยาวยามค่ำคืน บางครั้งก็ตกลงถึงพื้นเป็นลูกอุกกาบาต นักวิทยาศาสตร์ทราบมานานแล้วว่าดาวตกเกิดจากสะเก็ดดาวหรือดาวเคราะห์น้อยที่ล่องลอยอยู่ในอวกาศที่พุ่งเข้าใส่โลก

แต่ยังมีปริศนาเกี่ยวกับดาวตกข้อหนึ่งที่สร้างความงุนงงให้นักดาราศาสตร์มาเป็นเวลานาน นั่นเพราะเขาพบว่า สัดส่วนของชนิดดาวตกที่พบบนโลกต่างกับสัดส่วนของชนิดดาวเคราะห์น้อยที่มีวงโคจรใกล้โลกเป็นอย่างมาก

เนื่องจากอุกกาบาตส่วนใหญ่ก็คือเศษของดาวเคราะห์น้อยที่ตกลงมาโลก ดังนั้นชนิดของอุกกาบาตที่พบก็ควรจะตรงหรือใกล้เคียงกับชนิดของดาวเคราะห์น้อยด้วย ความไม่สอดคลอ้งที่พบจึงยากจะอธิบาย

แต่วันนี้คณะนักดาราศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาจูเซตส์ได้พาเราเข้าใกล้คำตอบขึ้นอีกนิด เขาพบว่า ลูกอุกกาบาตขนาดเล็กที่พบบนพื้นโลกน่าจะมาจากแถบดาวเคราะห์น้อยหลักมากกว่าที่จะมาจากกลุ่มที่มีวงโคจรใกล้โลก

แถบดาวเคราะห์น้อยหลักคือแถบรอบดวงอาทิตย์ที่อยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี เป็นแถบที่มีดาวเคราะห์น้อยจำนวนมากที่สุด

การค้นพบนี้เกิดจากการศึกษาสมบัติของดาวเคราะห์น้อยมาเป็นเวลานานของศาสตราจารย์จากเอ็มไอที ริชาร์ด บินเซล และลูกศิษย์ ร่วมกับนักวิจัย พี. เวอร์นาซซา จากอีซา และ เอ. ที. โตะกุนะกะ ผู้อำนวยการสถาบันดาราศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาวาย นักวิทยาศาสตร์คณะนี้ได้เปรียบเทียบสเปกตรัมของดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกกับลูกอุกกาบาตที่เก็บได้บนพื้นโลกนับพันลูก และได้พบว่า ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกราวสองในสามเป็นชนิดแอลแอลคอนไดรต์ ในขณะที่ลูกอุกกาบาตบนพื้นโลกมีชนิดนี้เพียงร้อยละแปดเท่านั้น

ส่วนดาวเคราะห์น้อยในแถบดาวเคราะห์น้อยหลักมีหลากหลายชนิดมากกว่า และมีสัดส่วนของชนิดต่าง ๆ ใกล้เคียงกับลูกอุกกาบาตที่พบบนโลกด้วย

แล้วกลุ่มดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ไกลถึงนอกวงโคจรของดาวอังคารจะเข้ามาชนโลกได้อย่างไร?

คำตอบคือ ปรากฏการณ์ยาคอฟสกี

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ นักดาราศาสตร์รู้จักปรากฏการณ์นี้มาเป็นเวลานานแล้ว แต่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่ามันมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์น้อยมากถึงเพียงนี้

ดาวเคราะห์น้อยที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ก็มีการหมุนรอบตัวเองเช่นเดียวกับดาวเคราะห์ทั่วไป เมื่อด้านหนึ่งหันเข้าหาดวงอาทิตย์ก็จะถูกแดดเผาและกักความร้อนไว้ เมื่อดาวเคราะห์น้อยหมุนไปก็จะหันเอาด้านร้อนนั้นไป และความร้อนก็แผ่รังสีออกมา ความไม่สมดุลเพียงเล็กน้อยนี้ได้เปลี่ยนแปลงเส้นทางการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์น้อยไปทีละน้อย ปรากฏการณ์นี้คือ ปรากฏการณ์ยาคอฟสกี

“เราคาดว่าปรากฏการณ์ยาคอฟสกีจะมีผลชัดเจนต่อวัตถุขนาดเล็กระดับไม่กี่เมตร และมีผลไปทั่วทั้งแถบดาวเคราะห์น้อยหลัก ไม่ใช่มีผลเพียงขอบด้านในเท่านั้น” บินเซลกล่าว “ส่วนวัตถุที่ใหญ่ระดับกิโลเมตรจะไม่ได้รับผลจากปรากฏการณ์นี้มากนัก”

การศึกษาของบินเซลยังได้ข้อสรุปว่า ดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกดวงใหญ่ส่วนใหญ่จะมาจากขอบด้านในของแถบดาวเคราะห์น้อยหลัก ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยที่คาดว่าเป็นเศษที่หลงเหลือจากการชนกันของดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ ปรากฏการณ์ยาคอฟสกีได้เริ่มดึงให้ดาวเคราะห์น้อยขนาดระดับกิโลเมตรขยับย้ายมาอยู่ที่ขอบด้านในขอบแถบหลักก่อน แล้วต่อมาก็ถูกแรงรบกวนระหว่างดาวเคราะห์ดึงเข้ามาอยู่ในวงโคจรใกล้โลกในที่สุด

ที่มา:
Puzzle of meteorite-asteroid link solved – astronomy.com

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *