ปรับวิถีประจำวัน ‘กระดูกสันหลัง’ ไม่เสื่อมก่อนวัย

ปรับวิถีประจำวัน ‘กระดูกสันหลัง’ ไม่เสื่อมก่อนวัย
• คุณภาพชีวิต
แนะการปฏิบัติตนถูกวิธี..ห่างไกลโรค

โรคเกี่ยวกับกระดูกสันหลังและคอ สร้างปัญหากับชีวิตมนุษย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลกพบอัตราผู้ป่วยเป็นโรคกระดูกสันหลังและคอหลายล้านคน ในขณะที่เมืองไทยก็พบปัญหาของคนที่เป็นโรคดังกล่าวเป็นจำนวนหลายหมื่นคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี หากไม่ได้รับการเยียวยาและปฏิบัติอย่างถูกวิธี อาจกลายเป็นมัจจุราชแห่งความเจ็บป่วยภายหลัง

กระดูกสันหลังเปรียบได้กับโครงสร้างสำคัญที่ค้ำจุนร่างกายให้คงอยู่ ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุร้ายกับส่วนนี้ จึงเป็นเรื่องใหญ่ของทุกคน เพราะการผ่าตัดกระดูกสันหลังเป็นเรื่องใหญ่หลวงของชีวิต

กิจกรรมในชีวิตประจำวันบางอย่างอาจทำให้หมอนรองกระดูกสันหลังบาดเจ็บ เช่น พนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ หรือการก้มตัวเพื่อยกของหนัก หรือเล่นกีฬาที่ผิดท่าหรือรุนแรง ก่อให้เกิดอาการปวดคอ ปวดหลังเรื้อรัง ร้าวชาลงแขนหรือขา กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง เหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณของภาวะหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท

นพ.ธีรศักดิ์ พื้นงาม หัวหน้าศูนย์ LESS (Laser Endoscopic Spine Surgery) หรือศูนย์เลเซอร์ผ่าตัดหมอนรองกระดูกผ่านกล้อง โรงพยาบาลพญาไท เปิดเผยว่า อาการเจ็บปวดที่สามารถบอกเหตุได้เด่นชัดคือ หากเกิดขึ้นบริเวณคอกับหลัง มักเกิดอาการหมอนรองกระดูกเสื่อม หินปูนงอกออกมาทับเส้นประสาท มีการเคลื่อนตัว ทรุดตัวของกระดูก หลังจากหมอนรองกระดูกเคลื่อน ความเสื่อมจะแสดงออกได้หลายรูปแบบ

โรคที่พบมากคือ หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หมอนรองกระดูกเสื่อม ที่ผ่านมาเมื่อพบผู้ป่วยที่มีอาการ แพทย์จะทำการตรวจอย่างละเอียดด้วยเครื่อง “MRI” หรือเครื่องตรวจวินิจฉัยโรคด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ตรวจหาความผิดปกติเพื่อวางแผนการรักษา

ที่มาและสาเหตุของโรค

1.อากัปกิริยา การเคลื่อนไหวของมนุษย์ในวันหนึ่งๆ นั้นคือหากมีการกระทำที่รุนแรงเกินความเหมาะสม เช่น พนักงานออฟฟิศที่ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ หรือการก้มตัวเพื่อยกของหนัก หรือเล่นกีฬาที่ผิดท่าหรือรุนแรง ก่อให้เกิดอาการปวดคอ ปวดหลังเรื้อรัง ร้าวชาลงแขนหรือขา กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง

2.อายุที่มากขึ้น คือ ความเสื่อมสภาพตามวัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป คือกลุ่มคนที่มีอัตราความเสื่อมของกระดูกดังกล่าว หรือมีการออกกำลังที่ไม่เพียงพอ

3.ภาวะข้อเสื่อม/ข้ออักเสบ เกิดจากกระดูกเสื่อมสภาพ

4.สาเหตุมาจากอวัยวะหรือโรคอื่น โรคที่ทำให้ปวดหลังได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่ กระเพาะอาหารอักเสบ โรคไต เป็นต้น

5.ความเครียดทางจิตใจ เช่น จากหน้าที่การงาน ปัญหาครอบครัว และสิ่งแวดล้อม

6.ความอ้วน น้ำหนักเกินก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเรื่องกระดูกสันหลังเสื่อม เพราะแบกรับน้ำหนักมากเกินไป หากลดน้ำหนักลง 5-10% จะช่วยแก้ปัญหาได้

ปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงอาการปวดหลัง

ปรับเปลี่ยนอิริยาบถต่างๆ ในชีวิตประจำวัน อาทิ ท่านอนหงาย ควรมีหมอนหนุนใต้โคนขาเพื่อให้เข่างอเล็กน้อย ช่วยลดอาการแอ่นตัวของหลัง, ท่านอนตะแคงเป็นท่านอนที่ดีที่สุด โดยหาหมอนวางระหว่างขา, ท่านอนคว่ำ เป็นท่านอนที่ไม่ดี เพราะทำให้ปวดหลังได้ ควรมีหมอนหนุนใต้ท้อง

ปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงอาการปวดคอ

1.ระวังอิริยาบถ ขณะทำงานอย่าให้คอต้องก้มๆ เงยๆ มาก และนานเกินไป

2.ขณะทำงานควรหาเวลาหยุดพัก หรือเปลี่ยนอิริยาบถสัก 2 – 3 นาที ทุกๆ ชั่วโมง

3.เก้าอี้ที่นั่ง ควรเลือกเก้าอี้ที่มีพนักพิงที่แข็งแรงและหนุนคอพอดี

4.ควรมีการพักผ่อนที่เพียงพอ

5.ใช้หมอนที่ไม่สูงและไม่ต่ำจนเกินไป

6.ไม่สะพายของหนัก

7.อย่านอนคว่ำอ่านหนังสือ

8.หมั่นออกกำลังกล้ามเนื้อคออย่างสม่ำเสมอ

วิวัฒนาการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติต่อการเยียวยารักษาชีวิตมนุษย์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะให้นวัตกรรมเหล่านี้เข้ามามีบทบาทชี้นำชีวิต เราเองในฐานะเจ้าของชีวิตมีหน้าที่ต้องดูแล รักษา ระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการรุมเร้าของโรคต่างๆ เป็นอันดับแรก

วิธีการรักษาทั่วไปกรณีปวดหลัง

1.ยาแก้ปวดลดอาการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ

2.ทำกายภาพบำบัด หรือการบริหารร่างกาย

3.การใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงหลัง

4.การฉีดยาเฉพาะที่ หรือฉีดยาเข้าช่องสันหลัง

5.การผ่าตัด เมื่อมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน

วิธีการรักษาทั่วไปกรณีปวดคอ

1.นอนพัก เพื่อให้กล้ามเนื้อคอได้พัก โดยนอนราบหนุนหมอนใบเล็กๆ รูปทรงกระบอกที่ก้านคอ

2.ไม่ควรบีบนวดหรือจับเส้นในระยะเวลาที่มีอาการปวดเฉียบพลัน เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้น

3.ประคบด้วยความเย็น ประมาณ 15 – 20 นาที เพื่อลดอาการปวดภายใน 24 ชั่วโมงแรก

4.ประคบด้วยน้ำร้อน ประมาณ 15 – 20 นาที เมื่อมีอาการปวดเกิน 24 ชั่วโมง

5.รับประทานยา

6.รักษาทางกายภาพบำบัด

แนวทางการรักษา

1.ใช้กล้องขนาดเล็ก หรือกล้องเอ็นโดสโคป ซึ่งเป็นวิวัฒนาการรักษาที่ผ่านมา คือ หากพบว่าผู้ป่วยมีอาการปวดหลังเรื้อรังและมีอาการปวดร้าวลงขาอันเนื่องมาจากมีส่วนของหมอนรองกระดูกยื่นไปกดทับเส้นประสาทไขสันหลัง โดยเจาะและสอดกล้องที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 4 มิลลิเมตร แผลจึงมีขนาดเล็กเพียง 8 มิลลิเมตร ผู้ป่วยจึงฟื้นตัวเร็ว ระยะเวลาพักในโรงพยาบาลสั้น

2.การลดแรงดันในหมอนรองกระดูก คือ หากผู้ป่วยมีอาการหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทไม่รุนแรง โดยการปวดมักเป็นจากแรงดันในหมอนรองกระดูกที่สูงขึ้นมาก ทำให้เกิดการบวมไปกดทับเส้นประสาท โดยสอดเข็มขนาดเล็กเข้าไปในหมอนรองกระดูก โดยอาศัยการตรวจสอบตำแหน่งจากเครื่องเอกซเรย์ และสอดใยแก้วนำแสง Laser ขนาดเล็กผ่านทางเข็มเข้าไปส่งพลังงานความร้อนเพื่อระเหยน้ำในหมอนรองกระดูกออก หมอนรองกระดูกถูกระเหยเป็นแก๊สออกไปเพื่อลดแรงดันในหมอนรองกระดูก

3.การนำเทคโนโลยีเลเซอร์เข้ามาใช้ผ่าตัดควบคู่กับกล้องเอ็นโดสโคป ซึ่งเป็นนวัตกรรมล่าสุดของวงการแพทย์ ใช้เลเซอร์สอดผ่านกล้องเอ็นโดสโคปเข้าไปตัดหรือสลายหมอนรองกระดูกบริเวณที่มีปัญหา ในกรณีการผ่าตัดในที่แคบไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างละเอียด Laser จะทำได้แม่นยำและดียิ่งขึ้น จึงใช้เวลาในการผ่าตัดสั้นและระยะพักฟื้นน้อยลง ให้ผลลัพธ์การรักษาที่สมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิม

วิธีการรักษาทั้งหมดนี้เรียกว่า การผ่าตัดที่ทำให้เกิดการบอบช้ำน้อยที่สุด เป็นการผ่าตัดที่เน้นการรักษาโดยไม่มีการเปิดแผลผ่าตัด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของนวัตกรรมชั้นยอดของวงการแพทย์ เพราะมีความเสี่ยงน้อยกว่าการผ่าตัดชนิดอื่นๆ

คุณสมบัติที่ดีของ Laser ในการผ่าตัด

– ใช้ในการผ่าตัดเนื้อเยื่อ ซึ่งแม่นยำและขนาดเล็กกว่าใบมีด เสียเลือดเนื้อน้อยกว่าการผ่าตัดทั่วไป

– การผ่าตัดในที่แคบ เครื่องมือผ่าตัดถึงแม้ว่าจะมีขนาดเล็กแต่ทำได้ยาก การใช้ Laser ตัดในพื้นที่แคบๆ ทำได้ง่ายกว่า

– สามารถที่จะทำให้เนื้อเยื่อบางอย่างที่ต้องการกำจัดระเหยไป จากพลังงาน Laser

– การผ่าตัดในปัจจุบันมักเป็นการผ่าตัดแผลเล็ก โดยเฉพาะการผ่าตัดผ่านกล้อง Endoscope การใช้ Laser ทำงานได้ดีกว่าเครื่องผ่าตัดธรรมดา

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *