ปรัชญาสางขยะ

ปรัชญาสางขยะเป็นปรัชญาที่เก่าแก่ และมีอิทธิพลต่อวรรณคดีโบราณของอินเดียอย่างแพร่ หลาย บางครั้งก็เรียกว่า”สางขยะสูตร”สำหรับคัมภีร์ฉบับย่อและคัมภีร์ฉบับละเอียดเรียกว่า สางขยปรวจนะ

สางขยะ หรือสางขยา แปลว่า จำนวน การนับ หรือความรู้อันถูกต้อง โดยการระบุสิ่งที่เป็นรากฐานของความรู้หรือความรู้ขั้นสมบูรณ์

# ความรู้ที่สามารถแยกปุรุษะออกจากประกฤติ
จัดเป็นทวินิยม คือกล่าวถึงความรู้ความจริง 2 ประการคือ ปุรุษะ และประกฤติ

# มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับปรัชญาโยคะมาก จนถือกันว่าปรัชญาสางขยะเป็นภาคทฤษฎี โยคะเป็นภาคปฏิบัติ

ญาณวิทยา ของปรัชญาสางขยะ
โลกนี้มีสิ่งที่มีอยู่จริงๆเพียง 2 อย่างเท่านั้น คือปุรุษะ และ ประกฤติ
1. ปุรุษะ อยู่อย่างอิสระ จาก ประกฤติ และมีสภาพถาวร
2. ประกฤติ อยู่อย่างอิสระ จาก ปุรุษะ และมีสภาพถาวร
ความรู้แท้คือการรับรู้อารมณ์ที่ถูกต้องตามความเป็นจริง การรับรู้อารมณ์นั้น
ปุรุษะเป็นผู้รับรู้ผ่านทางพุทธิปัญญา ( intellect ) มนัส ( mind) ( อายตนะ ) ทั้งหลาย
การรับรู้อารมณ์ครั้งหนึ่งๆ จะต้องประกอบด้วยองค์ 3 องค์คือ
1. ประมา = ผู้รู้ = ปุรุษะ
2. ประเมยะ = คืออารมณ์ที่รู้ ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ
และธรรมารมณ์
3. ประมาณ = คือเครื่องมือที่ให้ความรู้มา

อภิปรัชญาของสางขยะ

กล่าวถึง ทฤษฏี ต่างๆเกี่ยวกับเหตุและผล ประกฤติ ปุรุษะ พันธะ และโมกษะ
ทฤษฎีเหตุและผล ผลมีอยู่ในเหตุ
1. ผลทุกๆอย่างมีอยู่แล้วในเหตุ ( วัตถุเหตุของมัน )
ก่อนที่จะถูกผลิตออกมา
2. ผลกับเหตุจึงเป็นอันเดียวกัน ผลเป็นสาระที่แท้จริงของเหตุ
3. ผลคือเนื้อหาที่แฝงเร้นอยู่ในเหตุ
4. ผลกับเหตุมาพร้อมๆกันการสร้างจึงไม่ใช่การทำให้ผลเกิดใหม่
ผลผลิตไม่ใช่ของใหม่ซึ่งเกิดขึ้นเพราะการผลิต
5. การผลิตหรือการสร้างเป็นเพียงการทำให้ผลซึ่งแฝงเร้นอยู่ในวัตถุ
( เหตุ ) ปรากฏรูปออกมาเท่านั้นเอง ทั้งหมดดังกล่าว นักปรัชญาอินเดีย
เรียกว่า ทรรศนะ สัตการวาท คือ ทฤษฏีผลมีอยู่แล้วในเหตุ

ผลมีความสัมพันธ์กับเหตุ
= เหตุของวัตถุหนึ่งสามารถผลิตผลชนิดที่สัมพันธ์กับมันเท่านั้น
มันไม่สามารถจะผลิตผล ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับมันได้ โดยทางหนึ่งทางใด
และมันก็ไม่สามารถสัมพันธ์กับสิ่งที่ไม่มีอยู่

ผลไม่ต่างไปจากเหตุ
= ผลไม่ต่างไปจากเหตุ ( วัตถุเหตุ ) ของมัน ผลย่อมมีส่วนสาระสำคัญ
เหมือนกับเหตุของมัน เป็นสภาพที่แฝงอยู่ในวัตถุ ( เหตุ ) นั้น โดย
แบ่งเป็น 2 แบบ คือ
1. ผลที่ผลิตแล้ว จะมีการ เปลื่ยนแปลง ตัวเหตุมาเป็นผล
2. การเปลื่ยนแปลง เหตุมาเป็นผลนั้น เป็นเพียงปรากฎการณ์เท่านั้น

ทฤษฎีเรื่องประกฤติ

ผลทางวัตถุทั้งหมดนั้น เป็นเพียงรูปแบบที่เปลื่ยนแปลงมาจากประกฤติ ผลคือสิ่งต่างๆ ที่เราเห็นนั้นมีอยู่แล้วในประกฤติ ซึ่งเป็นธาตุที่เที่ยงแท้ถาวรอยู่ชั่ว นิรันดร์ ผลออกมาจากประกฤติเมื่อคราวอุบัติ และจะกับไปสู่ประกฤติ เมื่อ ถึงคราวอวสานของมัน
ดังนั้นการตายการดับสูญ ก็คือการที่ผลกลับสู่สภาพเดิมของมันนั่นเอง
ประกฤติคือเหตุขั้นมูลฐานของวัตถุโลก เป็นเหตุสูงสุดของโลกวัตถุนี้

ประกฤติเป็นต้นเหตุของวัตถุทั้งหลาย
ดังนั้นมันเองจึงไม่มีเหตุเมื่อต้นเหตุของสิ่งทั้งหลายปราศจากเหตุ มันก็เป็นนิตย์ นิรันดร์ และมีอยู่ทั่วไปทุกหนแห่งประกฤติ เป็นเหตุผลธรรมชาติที่ละเอียด เช่น จิต และ ปัญญา ลึกลับ และ ละเอียดและมีพลังที่มหาศาล เป็นต้นเหตุของความเจริญและความเสื่อมของโลก ( สลาย ) ประกฤติจึงเที่ยงแท้ถาวร ไม่มีขอบเขต

ประกฤติประกอบด้วย คุณ3ชนิด คือ ไตรคุณ

1. สัตตวะ ความดี ความสุข แจ่มใส เบาสบาย สว่าง และสีขาว
2. รชะ ความชั่ว ความทุกข์ เร่งเร้า เคลื่อนไหว และสีแดง
3. ตมะ ความมืด มัวเมา โง่ เขลา หลง เฉย ยุ่งสับสน และสีดำ
ไตรคุณเป็นธาตุแท้ เป็นเนื้อหาสาระของประกฤติ มีลักษณะขัดแย้งกัน แต่ทำงานร่วมกันร่วมกับวัตถุของโลก สิ่งทั้งปวงประกอบด้วยไตรคุณ เพราะสร้างมาจากประกฤติ
ไตรคุณจะเปลื่ยนแปลงเสมอ ไม่คงที่ตลอดกาล เปลื่ยนรูปไป
ไตรคุณไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยอายตนะ คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย แต่สามารถอนุมานได้ด้วยความรู้สึก มนัส
ไตรคุณจะ เปลื่ยนแปลงรูปแบบไปเสมอตลอดเวลา เป็น 2 แบบ คือ
1. สวรูป= การ เปลื่ยนเปลง ตัวเอง
โดยไม่สามารถสร้างหรือผลิตสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้น มาได้ มันไม่ได้ขัดแย้ง
ไม่มีวัตถุใดเกิดได้
2. วิรูป =การ เปลื่ยนเปลง ในภาวะที่ต่างกันคือจุดเริ่มต้น
ในการการวิวัฒนาการ ของโลก

ทฤษฎีของปุรุษะ
ปุรุษะ = อัตตา =อาตมัน คือวิญญาณอันบริสุทธิ์ซึ่งเป็นธาตุรู้สึกนึกคิด
= ผู้รู้=เป็นประธานของความรู้ เป็นธาตุแท้หรือลักษณะของอัตตา
เชื่อว่าปุรุษะ เป็นตัวการทำให้คุณทั้ง3 เปลื่ยนแปลงไปจนกลายเป็น
วัตถุต่างๆ แต่ปุรุษะไม่ได้เปลื่ยนแปลงไปด้วยเพราะปุรุษอยู่เหนือ
คุณทั้ง 3 นี้ ปุรุษะมีจำนวนนับไม่ถ้วน ปุรุษะมีความสัมพันธ์กับ
ประกฤติ

พันธะและโมกษะ
ปุรุษะรู้พันธะและโมกษะผิดพลาดไปเพราะอวิชชาจึงติดอยู่กับพันธะเมื่อปุรุษะรู้ธรรมชาติแท้จริงของตนก็จะบรรลุโมกษะ

พระเจ้า
ในตอนแรกสางขยะจัดว่าเป็นเทวนิยม แต่ต่อมาได้รับอิทธิพลของปรัชญาพุทธ เชน จึงกลายเป็นทวิเทวนิยม

จริยศาสตร์
ปฏิบัติธรรมเพื่อละทุกข์ถึงบรมสุของชีวิต คือโมกษะ การบรรลุโมกษะ ได้ ต้องแยก ปุรุษะ ออกจากประกฤติ โดยเด็ดขา ไม่หลงผิดยึดติดแนวปฎิบัติ ให้บรรลุโมกษะ
ถือตามแนวปรัชญาโยคะ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *