ประวัติ Xerox ตอน 1

ประวัติ Xerox ตอน 1 : เริ่มต้นธุรกิจ

โจเซฟ วิลสัน กับเครื่องซีร็อกซ์ 914

 

แรกเริ่ม

          ปี 1944 ฮัลลอยด์ คอร์ปอเรชั่น ในโรเชสเตอร์ รัฐนิวยอร์ก ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติการณ์อย่างหนึ่ง บริษัทนี้ก่อตั้งในปี 1906 เพื่อจำหน่ายกระดาษสำหรับถ่ายภาพ และส่งวัตถุดิบป้อนให้แก่บริษัทอย่างอีสต์แมน-โกดัก หลายปีที่ผ่านมาฮัลลอย์ดเติบโตอย่างต่อเนื่องระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนที่กองทัพมีการใช้การถ่ายภาพเพื่อการสอดแนมเป็นจำนวนมหาศาล อุตสาหกรรมกระดาษสำหรับถ่ายภาพจึงรุ่งเรืองสุดขีดฮัลลอย์ด เองก็พลอยเฟื่องฟูไปด้วย ปี 1947 บริษัทเป็นบริษัททำกำไรขนาดเล็กมีรายได้สูงกว่า 7 ล้านดอลลาร์และมีผลกำไร 138,000 ดอลลาร์

            ทว่าความต้องการกระดาษของบริษัทลดลงเมื่อสงครามสงบ บริษัทจึงต้องต่อสู้ช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดที่มีขนาดเล็กลง โจเซป ซี.วิลสัน หลานปู่หนึ่งในผู้ก่อตั้งฮัลลอย์ด และเป็นบุตรชายประธานบริษัท ตอนที่ขายหุ้นให้แก่ประชาชนในปี 1935 ต่อมาในปี 1945 เขาดำรงตำแหน่งประธานบริษัท วิลสัน ตระหนักว่า ถ้าบริษัทจะอยู่รอดก็จำเป็นต้องแตกแขนงไปลงทุนในกิจการด้านอื่น ต่อจากนั้นก็มีไอเดียพัฒนากระดาษสำหรับถ่ายภาพแบบใหม่ๆ และพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับบันทึกการเกิดแผ่นดินไหวร่วมด้วย แต่ไม่มีไอเดียใดมีศักยภาพจะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในวงการอย่างที่ฮัลลอย์ดต้องการได้แม้แต่อย่างเดียว

            วิลสันและทีมงานรู้ว่า จะทำให้เป้าหมายของตนเองประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนาขนานใหญ่ กินเวลานาน และต้องใช้เงินลงทุนสูง เขาจึงเน้นเป้าหมายระยะสั้น แรกเริ่มเลยนั้น กระบวนการนี้ต้องการชื่อเรียก ปี 1948 นักวิจัยของแบทเทลคนหนึ่ง กับศาสตราจารย์ด้านวรรณกรรมคลาสสิคแห่งมหาวิทยาลัยโอไฮโอ สเตท คิดค้นคำใหม่ขึ้นมาคำหนึ่งชื่อว่า xerography มาจากความหมาย “การเขียนแบบแห้ง” ตามภาษากรีก ซึ่งผู้บริหารระดับสูงของฮัลลอย์ดชอบคำๆนี้

            ในความพยายามจะแสดงให้สาธารณชนเห็นว่า บริษัทกำลังก้าวเข้าสู่การพัฒนาสิ่งใหม่ที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ วิลสันจึงเร่งกำหนดวันสาธิตเทคนิคการพิมพ์แบบ xerography ครั้งแรก เป็นวันที่แน่นอนคือ 22 ตุลาคม 1948 อันเป็นวันครบรอบ 10 ปี ของความพยายามสร้างเครื่องถ่ายเอกสารครั้งแรกของคาร์ลสัน วันนั้นเองท่ามกลางที่ประชุมสมาคมภาพและแสงแห่งอเมริกาในรัฐดีทรอยท์ วิลสันพร้อมด้วยนักวิทยาศาสตร์สถาบันแบทเทล ได้อธิบายขั้นตอนการทำงานและนำเอากล่องแดงซึ่งผลิตสำเนาเดี่ยวภายในเวลา 1 นาที แสดงโชว์ให้ทุกคนในที่นั้นได้เห็น ไม่นานหลังจากนั้น โจเซฟ อาร์ วิลสัน บิดาของวิลสัน ก็กล่าวคำทำนายห้าวหาญ “การปรับปรุงเทคนิคถ่ายภาพแบบ xerography ในรูปของเครื่องถ่ายเอกสารซีร็อกซ์โมเดล A เพื่อการค้าครั้งแรก จะผลิตออกมาในปี 1950”

            แต่คำทำนายนี้ปรากฏว่าเพ้อฝัน นักวิทยาศาสตร์ของฮัลลอย์ดไม่สามารถทำให้เครื่องทำงานได้แม้ถึงปี 1950 แล้ว หรือกระทั่งปี 1955 แต่ละขั้นตอนมากมายของเทคนิค xerography มีความสลับซับซ้อน และการทำให้เครื่องทำงานโดยปราศจากการสะดุด ไร้ข้อบกพร่อง และเชื่อถือได้นับว่าทำได้ยาก ในขณะที่บริษัทของเขาบากบั่นเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายใหญ่กว้านี้เอง โจเซฟ ซี วิลสัน ก็ทำหลายอย่างเพื่อสร้างหลักประกันความอยู่รอดในระยะสั้นของบริษัท ในปี 1950 ลินโนวิชกับวิลสันต้องกลับมาเจรจาสัญญาของฮัลลอย์ดกับบาร์ทเทลกันใหม่เพื่อให้เป็นผู้รับสิทธิ์ผลิตสินค้าแต่เพียงผู้เดียว เพราะฉะนั้นจึงเท่ากับสะกัดกั้นบริษัทอื่นๆ ไม่ให้ใช้การค้นพบของคาร์ลสัน

            แต่การทำแบบนั้นก็ไม่ช่วยให้ความกลัวของบริษัทลดน้อยถอยลง สิทธิบัตรหลักของคาร์ลสันจะหมดอายุใน 1957 และเมื่อถึงเวลานั้นบริษัทที่มีเงินทุนหนากว่าฮัลลอย์ด ก็สามารถนำเอาเทคโนโลยีนั้นไปใช้ได้สบายๆ ในไม่ช้าวิลสันก็ตระหนักว่า วิธีเดียวที่จะการันตีเงินลงทุนและอนาคตใดก็ตามของฮัลลอย์ด คอร์ปอเรชั่น อยู่ที่ต้องส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา และจดสิทธิบัตรใหม่ๆขึ้นมารองรับ

            ช่วงระหว่างปี 1947-1960 นั้นฮัลลอย์ด คอร์ปอเรชั่นใช้จ่ายเงิน 75 ล้านดอลลาร์สองเท่าของรายได้จากการดำเนินงานหมดไปกับการวิจัยเทคนิคถ่ายภาพแบบ xerography เพื่อหาทุนมาสนับสนุนงานวิจัย บรรดาผู้บริหารระดับสูงทั้งกู้ยืม ออกหุ้นจำหน่าย และโดยทั่วไปก็กระเบียดกระเสียร ในปี 1951 บริษัทกู้เงิน 1 ล้านดอลลาร์จากธนาคารลินคอล์น อัลลายแอนซ์ พนักงานเป็นจำนวนมากซื้อหุ้นของบริษัทเพื่อแสดงการสนับสนุน การติดตามความก้าวหน้าของบริษัทเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากบริษัทใหญ่กว่าอย่างเช่น โกดัก 3M อเมริกัน โฟโตก็อปปี้ อิควิปเมนท์ และสมิธ-โคโรน่า มาร์แซนท์ ล้วนแล้วแต่กำลังพัฒนาและผลิตเครื่องถ่ายเอกสารด้วยกันทั้งสิ้น แต่ก็ต้องขอบคุณกลยุทธ์ด้านสิทธิบัตรของฮัลลอย์ด คอร์ปอเรชั่น ที่ทำให้ไม่มีบริษัทใหญ่กว่ารายใดใช้เทคนิคถ่ายภาพแบบ xerography แม้แต่รายเดียว

            ฮัลลอย์ดเองก็เชื่อว่า นี่คือจุดแตกต่างสำคัญใหญ่หลวง ที่จะกลายเป็นไม้ตายของบริษัท วิลสันนำเอาอนาคตของบริษัทเข้าเสี่ยงกับกระบวนการวิจัยครั้งนี้ เขาคอยระวังให้ฮัลลอย์ด คอร์ปอเรชั่น เป็นบริษัทอิสระ แทนที่จะดึงบริษัทใหญ่กว่าเข้ามาเป็นหุ้นส่วนเนื่องจากเขาต้องการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทั้งหมด เมื่อใดก็ตามที่ xerography สร้างผลกำไรให้ ผลที่ตามมาอย่างหนึ่งก็คือ ฮัลลอย์ดถูกบีบให้ต้องกู้ยืมและแลกเปลี่ยน เพื่อได้รับเงินทุนที่จำเป็น

            ในปี 1954 บริษัทได้รับเงินกู้ 3 ล้านดอลลาร์จากแมสซาซูเสทท์ มิวชวล ไลฟ์ อินชัวแรนส์ คัมปะนี สำหรับนำไปสร้างโรงงานแห่งใหม่บนเนื้อที่ 100 เอเคอร์ บนที่ดินที่ฮัลลอย์ดซื้อไว้ก่อนแล้วในเว็บสเตอร์ พื้นที่ไร่นาในชนบทนอกเขตโรเชสเตอร์ไปประมาณ 15 ไมล์

            สองปีหลังจากนั้นในปี 1956 ฮัลลอย์ด คอร์ปอเรชั่นก็ซื้อสิทธิบัตรเทคนิค xerography สำคัญ 4 รายการ รวมทั้งสัมปทานลิขสิทธิ์ใบอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อการปรับปรุงในขั้นต่อไปจากแบทเทล บริษัทจ่ายแลกกับธุรกรรมครั้งนี้ด้วยเงินสดหมุนเวียนที่มีอยู่ กล่าวคือ เป็นเงินสดส่วนหนึ่ง หุ้นของบริษัท บวกกับสัญญา รายละเอียดมีว่า แบทเทลจะได้รับหุ้นจำนวน 25,000 หุ้น เงินสด 500,000 ดอลลาร์ ทุก 3 ปี บวกกับการรับประกันว่า จะจ่ายให้อีก 3 เปอร์เซ็นต์ จากยอดขายเครื่องเซโรกราฟฟิคเรื่อยไปจนถึงปี 1965

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *