ประวัติ Gillette ตอน 2

ประวัติ Gillette  ตอน 2 : ช่วงก่อตั้งธุรกิจ

การก่อตั้งธุรกิจ

บริษัท  บริษัท  อเมริกัน เซฟตี้ เรเซอร์  ก่อตั้ง ณ วันที่ 28  กันยายน  1901

  • ทุนจดทะเบียน $500,000  แบ่งเป็น 50,000 หุ้น หุ้นละ $10
  • ผู้ก่อตั้งจะได้รับรับแจกใบหุ้นเป็นรางวัล
    –  ยิลเลตต์ ได้รับแจก 17,500 หุ้น
    –  เฮลเบอร์น ,แซคส์ ,นิคเกอสัน และ เอ็ดวาร์ด สจวร์ด ได้รวมกัน 12,500 หุ้น
    –  ที่เหลืออีก 20,000 หุ้นถูกแบ่งออกขายให้ผู้คนทั่วไปโดยแบ่งเป็นล๊อตๆ  แต่ละล๊อตมีหุ้น  500
        หุ้น 
  • พวกเขาขายได้เพียง 20 ล๊อต ดังนั้นพวกเขาจึงมีเงินทุนเริ่มต้นกิจการ $5,000 ซึ่งนิคเกอสันประเมินว่าเงิน $4,850 ก็น่าจะพอที่จะใช้เพื่อการจัดตั้งกระบวนการผลิตที่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ได้

 

แต่เมื่อเริ่มธุรกิจจริง พวกเขาก็พบว่าพวกเขายังต้องการเงินทุนอีกมาก เงินส่วนหนึ่งหมดไปกับการลงทุนในการผลิต ดังนั้นพวกเขาจึงตองยืมเงินของแซคส์ เพื่อนำมาใช้จ่ายเป็นค่าจ้างของลูกทีมของนิคเกอสัน 6 คน แต่พวกเขาก็ยังคงต้องการเงินทุนเพิ่มอีก

ในเวลานั้นอดีตหุ้นส่วนของนิคเกอสัน ก็ได้เสนอเงินทุนสนับสนุนเงินจำนวนเงิน $150,000 แต่แลกกับอำนาจในการถือหุ้น 51% ซึ่งพวกเขาก็ได้ปฏิเสธไป

การจะระดมเงินทุนเพิ่มนั้น ก็ทำได้ยากเนื่องจากไม่มีนักลงทุนคนใดสนใจเลย แม้แต่ Supplier ก็ไม่ยินดีที่จะยอมให้มีการชำระเงินค่าวัตถุดิบด้วยใบหุ้นแทนเงินสด ดังนั้นพวกเขาจึงมีปัญหาทางการเงินมาตลอดยาวนานกว่า 1 ปี ที่พวกเขาต้องดูแลเรื่องการเงินอย่างเข็มงวด แต่สถานการณ์ทางการเงินกลับเลวร้ายลงจนพวกเขารู้สึกสิ้นหวัง จึงได้จัดการประชุมขึ้นเพื่อพิจารณาเรื่องการเลิกบริษัท

แต่เมื่อยิลเลตต์ออกจากที่ประชุม ก็ได้นัดพบกับ จอห์น จอยส์  ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าและลูกค้าของยิลเลตต์ เมื่อทั้ง 2 พบก็เข้าเรื่องธุรกิจมีดโกนหนวดอย่างรวดเร็ว  ในครั้งนั้นยิลเลตต์ได้ใช้ศิลปะของการเป็นพนักงานขายพูดจนสามารถทำให้ จอห์น จอยส์ ให้ความสนับสนุนทางการเงินกับบริษัท

 

เกี่ยวกับ จอห์น จอยส์

            จอยส์ เป็นผู้อพยพชาวไอริชที่ร่ำรวยขึ้นมาจากธุรกิจเบียร์ และต่อมาได้เข้าไปลงทุนในโรงงานผลิตไฟฟ้า ยิลเลตต์รู้จักกับจอยส์ได้เพราะ จอยส์ซื้อจุกปิดขวดเบียร์จาก ยิลเลตต์ แต่การที่ยิลเลตต์ไม่ไปขอความช่วยเหลือทางการเงินจาก จอยส์ในทันทีนั้น เนื่องจากครั้งหนึ่ง ยิลเลตต์เคยชักชวนจอยส์ให้
ลงทุน $20,000ในบริษัท นิว อีร่า คาร์บอน เนเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ยิลเลลต์ก่อตั้ง แต่ต่อมาบริษัทนี้ได้ล้มละลายลง

            ด้วยเหตุผลในการลงทุนกับยิลเลตต์ในครั้งก่อน ทำให้ในครั้งนี้ จอยส์เลยตั้งเงื่อนไขของ
การเจรจาต่อรองไว้ค่อนข้างโหด โดยจอยส์เสนอที่จะซื้อหุ้นกู้มูลค่า $100,000  ในราคาที่ลดแล้ว 60% และหุ้นกู้แต่ละที่จอยส์ซื้อนั้น จะต้องได้รับสิทธิ์ในการซื้อหุ้นสามัญของบริษัทในจำนวนที่เท่ากันด้วย
ดังนั้นเมื่อตกลงในข้อเสนอแล้ว จอยส์เลยอัดฉีดเงิน $9,500 เข้าบริษัททันที จึงทำให้ นิคเกอสันสามารถติดตั้งเครื่องจักรที่ใช้ลับคมมีดให้แหลมและอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ ในที่สุดต้นแบบของที่โกนหนวดและใบมีดชนิดใหม่ก็ออกสู่สายตาของทุกคน แต่จอยส์ก็ยังไม่พอใจ คือจอยส์ต้องการให้สามารถผลิตให้ได้เป็นจำนวนที่มากกว่านี้ ดังนั้นจอยส์จึงอัดฉีดเงินเข้ามาอีก $8,500 เพื่อนำไปซื้อเครื่องจักรที่ใช้ลับคมมีดเครื่องที่ 2

 

การนำสินค้าเข้าตลาดครั้งแรก

สำหรับใบมีดโกน

พวกเขาเห็นพ้องกันที่จะจำหน่ายใบมีดโกนในราคาชุดละ $1 (ใบมีด 1 ชุดมีจำนวน 20 ใบ) ซึ่งใบมีดจะถูกห่อหุ้มอยู่ในกระดาษสีเขียว มีรูปหน้าของยิลเลตต์ ที่เกลี้นงเกลาปราศจากหนวดเคราอยู่บนด้านหน้าของกระดาษ

 

สำหรับตัวที่โกนหนวด

กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าควรจะขายในราคาอันละ $3 หรือ ต่ำกว่านั้น แต่จอยส์ เพียงคนเดียวเสนอราคา $5  แต่ในที่ประชุมไม่มีใครกล้าคัดค้านจอยส์สักคนเดียว ดังนั้นที่โกนหนวดจึงขายที่ราคา $5

 

 

 

 

การเปิดตัวครั้งแรก

การโฆษณา

บริษัทได้ลงโฆษณาในวารสารธุรกิจชื่อ System ในฤดูใบไม้ร่วงปี 1903 โดยในการโฆษณานั้น พวกเขาต้องการที่จะบอกผู้บริโภคให้รู้ว่า  พวกเขาได้เสนอที่โกนหนวดชนิดใหม่พร้อมใบมีดบาง ซึ่งจะรักษาความคมของมันไว้สำหรับการโกน 20-30 ครั้ง และใบมีดที่ถูกยึดไว้อย่างหนาแน่น จนไม่ทำให้เลือดออกในเวลาที่โกนหนวดอีกต่อไป

การส่งเสริมการขาย

ในส่วนการส่งเสริมการขาย  พวกเขาจะแนบคูปองชิงโชคไปกับสินค้า โดยรางวัลนั้นจะแยกเป็น 2 รูปแบบ คือ

–  สำหรับที่โกนหนวดชนิดด้ามเงิน จะมอบเงินสด $5 และใบมีดโกนอีก 20 ใบ

–  สำหรับที่โกนหนวดชนิดด้ามทอง จะมอบเงินสด $12 และใบมีดโกนอีก 20 ใบ

พอถึงสิ้นปีบริษัทสามารถขายที่โกนหนวดได้ 51 อัน และใบมีด 168 ใบ

แต่ในขณะนั้น ยิลเลตต์ยังไม่ได้ออกจากงานที่บริษัทคราวน์ คอร์ก และทางบริษัทได้เสนอให้เขาไปสำรวจจุกปิดขวดในประเทษอังกฤษ  สิ่งที่ยิลเลตต์ทำได้ในตอนนั้น คือพยายามถ่วงเวลาการเดินทางออกไปให้นานที่สุด และอีกทางคือ เขาได้ขอร้องให้จอยส์ เสนอขึ้นเงินเดือนให้เขาเป็น $6,000 ต่อปี แต่จอยส์ก็ปฏิเสธ ดังนั้นยิลเลตต์จึงต้องเดินทางไปประเทศอังกฤษ (ในขณะนั้นจอยส์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท และยิลเลตต์เป็นผู้ถือหุ้นรองจากจอยส์)

ฤดูใบไม้ร่วง ปี 1904 ยิลเลตต์ต้องรีบเดินทางกลับจากอังกฤษอย่างฉุกเฉิน เพื่อทำการขัดขวางจอยส์  ในเรื่องที่จอยส์มีความคิดที่จะขายลิขสิทธิ์การจำหน่ายในต่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาการผลิตไม่ทันต่อความต้องการ เนื่องจากเมื่อสิ้นปีนั้นยอดขายที่โกนหนวดเพิ่มขึ้นเป็น 90,884 อัน และ ใบมีด 123,648 อัน (แต่ปัญหาการผลิตไม่ทัน ในปี 1914 นิกเกอสันก็สามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยการสร้างเครื่องลับมีดอัตโนมัติขึ้นมา ทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล) 

และในการกลับมาครั้งนี้ ยิลเลตต์ ก็ได้ขอร้องจ่ายเงินเดือนให้เขาเพิ่มขึ้น เพื่อที่เขาจะได้มาดูแลบริษัทอย่างเต็มที่ ปรากฏว่าครั้งนี้ยอมตามที่เขาขอ ทำให้ยิลเลตต์ได้รับเงินเดือนเพิ่มเป็น $18,000 ต่อปี โดยรับผิดชอบงานในตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการ  และยิลเลตต์ก็ลาออกจากบริษัทคราวน์ คอร์ก

เมื่อยิลเลตต์เข้ามาทำงานในบริษัท ยิลเลตต์กับจอยส์ ก็เกิดความขัดแย้งในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการเสนอขายลิขสิทธิ์การจำหน่ายในต่างประเทศของจอยส์ ถูกยิลเลตต์ขัดขวางอย่างถึงพริกถึงขิง  ในขณะเดียวกันจอยส์ก็พยายามที่จะขัดขวางยิวเลตต์ในเรื่องการย้ายบริษัทไปอยู่ที่ นิวเจอร์ซี่ 
จนในที่สุดยิลเลตต์ก็ขู่ว่าจะถอนตัวออกจากบริษัท ยกเว้นเขาจะได้รับการแต่งตั้งดำรงตำแหน่งกรรมการ-
ผู้จัดการ ซึ่งจอยส์ก็ยอมสงบศึก โดยการลาออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เพื่อเปิดทางให้ยิลเลตต์เข้ามารับตำแหน่ง แต่เมื่อยิลเลตต์ได้รับตำแหน่งแล้ว ยิลเลตต์ก็ยังคงไม่มีอำนาจการบริษัทอย่างแท้จริง

และเมื่อข้อเสนอการขายลิขสิทธิ์การจำหน่ายในต่างประเทศเป็นอันยุติ พวกเขาก็มีความคิดว่า สินค้าของพวกเขาเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ดังนั้นพวกเขาควรจะผลิตสินค้าขายในต่างประเทศอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

กลยุทธ์ที่สำคัญในการขยายตัวสู่ต่างประเทศอย่างรวดเร็ว ทำได้โดยการเปิดสำนักงานขายและโรงงานในประเทศต่างๆ  โดยยิลเลตต์เลือกเปิดสำนักงานแห่งแรกที่อังกฤษ ในปี 1905 และในปีเดียวกันนี้ เขาก็ได้เปิดโรงงานผลิตใบมีดโกนในกรุงปารีส

ปี 1906บริษัทก็ขยายโรงงานผลิตใบมีดโกนที่แคนาดา และเปิดสำนักงานขายขึ้นที่ประเทศเยอรมันเพื่อดูแลงานขายในภาคพื้นทวีปยุโรปหลายประเทศรวมถึงรัสเซียและเปิดสำนักงานขายขึ้นที่ประเทศเม็กซิโก การขยายตัวในปีนี้ทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว

ปี 1910 ความขัดแย้งระหว่างจอยส์กับยิลเลตต์ก็ถึงจุดที่แตกหัก  จอยส์จึงได้ตัดสินใจที่จะเข้ายึดครองกิจการทั้งหมด และเขาก็ได้กว้านซื้อหุ้นในส่วนของยิลเลตต์ทั้งหมดรวมถึงส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์ในต่างประเทศของยิลเลตต์ด้วย ทำให้ยิลเลตต์กลายเป็นเศรษฐีขึ้นมาในทันที  ภายหลังยิลเลตต์ได้ขายหุ้นให้จอยส์จนหมด เขาก็ได้อพยพไปอยู่ทางใต้ของแคลิฟอร์เนีย เพื่อปลูกส้ม อินทผลัม และมะเดื่อ ใช้ชีวิตเป็นชาวไร่ เป็นนักเดินทางรอบดลก และเป็นนักสังคมสงเคราะห์

ภายหลังจากจอยส์ได้ครอบครองบริษัททั้งหมด เขาก็ได้แต่งตั้ง แฟรงค์ เจ ฟาเฮย์  ขึ้นมาเป็น
รองกรรมการผู้จัดการ และโธมัส ดับบลิว เพลแฮม ขึ้นมาเป็นผู้จัดการทั่วไป ซึ่งคนทั้ง 2 มีบทบาทอย่างสูงในการทำให้บริษัทยิลเลตต์เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ในปี 1916 จอยส์ได้เสียชีวิตลง ทำให้บริษัทยิลเลตต์ถูกขายให้ จอห์น อี วัลเดรด ชาวเมือง
นิวยอร์ก ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของจอยส์ และ วันที่ 20 กันยายน ปี 1917 เป็นวันที่เซ็นสัญญาขายบริษัทให้กับจอห์น อี วัลเดรด แต่เมื่อเขาซื้อบริษัทไปแล้ว เขาก็ได้ให้ความมั่นใจกับแฟรงค์ เจ ฟาเฮย์  ว่าจะไม่เข้ามาแทรกแซงการบริหารของบริษัท

ในปี 1917 ประธานาธิบดีวู้ดโรว์ วิลสัน ก็ได้ทำการประกาศสงคราม แต่การเข้าร่วมสงครามในครั้งนี้ของสหรัฐฯ กลับสร้างผลดีกับบริษัทยิลเลตต์ คือ กองทัพสหรัฐฯ ได้ทำการสั่งซื้อที่โกนหนวดจำนวน 3.5 ล้านอัน และใบมีดโกนจำนวน 32 ล้านใบ ในปี 1918 ส่งผลให้บริษัทยิลเลตต์ได้กำไรอย่างมากมาย และการที่กองทัพสหรัฐฯสั่งมีดโกนของบริษัทยิลเลตต์แต่กลับไม่สั่งมีดโกนของยี่ห้อออโต้สโตรปและ
เอเวอร์ชาร์ป เนื่องจากว่าที่โกนหนวด  ยี่ห้อ   ยิลเลตต์ ไม่ต้องพกพาหนังลับมีดแนบติดตัวไปด้วยเหมือนยี่ห้ออื่นๆ

หลังจากสงครามโลกสิ้นสุดลง นิสัยการโกนหนวดของเหล่าคนหนุ่มหลายล้านคนที่ถูกบังคับให้ต้องโกนหนวดนั้น ก็ได้ติดหลงเหลือกลับมาด้วย ทำให้ยิลเลตต์เป็นชื่อที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี

ในปี 1921 สิทธิบัตรในการคุ้มครองก็หมดอายุลง ทำให้คู่แข่งขันจำนวนมากมายกระโดดเข้ามาแข่งขัน ซึ่งบริษัทยิลเลตต์ก็ได้เตรียมการสำหรับเหตุการณ์นี้ โดยการเสนอที่โกนหนวดรุ่นใหม่ และทำการหีบห่ออย่างสวยงาม และตั้งราคาขายที่ $5 ส่วนรุ่นเก่าเสนอขายที่ $1 ซึ่งคู่แข่งขันจะขายโดยเฉลี่ยที่ราคา $3.5  ดังนั้นผลิตภัณฑ์ของยิลเลตต์จึงได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลาม

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *