ประวัติศาสตร์ความรู้สึกว่าด้วยความรู้สึก "ยาก" (2)

ประวัติศาสตร์ความรู้สึกว่าด้วยความรู้สึก “ยาก” (2)
ใต้กระแส : อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ กรุงเทพธุรกิจ วันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม 2549
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ดังได้กล่าวมาแล้วในคราวก่อนว่า แบบแผนของการเลี้ยงดูบุตรของชนชั้นกลางได้ทำให้เด็กไม่เคยตระหนักถึงความซับซ้อนของ “ปัญหา” และการแก้ “ปัญหา” ซึ่งทำให้เมื่อนักเรียนจะต้องทำอะไรเองก็มักจะเลือกอะไรที่มัน “ง่าย” โดยหลีกหนีสิ่งที่เห็นว่า “ยาก” อยู่ตลอดเวลา
“ระบบการศึกษา” ของสังคมไทยได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ตอกย้ำให้นักเรียนรับรู้และเกรงกลัวความ “ยาก” โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำลายการเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว
น่าเห็นใจที่ระบบการศึกษาไทยถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดเวลา ว่าเป็นสาเหตุของความล้มเหลวของการศึกษา และมักจะพยายามผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงภายในระบบ เช่น ความพยายามจะทำให้เป็นการศึกษา แบบเด็กเป็นศูนย์กลาง ซึ่งก็ถูกกระแหนะกระแหนจากนักเรียนบางกลุ่มว่าเป็น “ควายเซ็นเตอร์”
ต้องเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่า ระบบการศึกษาไม่ได้แยกออกจากสังคม ดังนั้น หากจะประณามระบบการศึกษา ก็ต้องประณามระบบสังคมด้วย ว่าทำไมปล่อยให้การศึกษาล้มเหลวได้ถึงเพียงนี้ ปัญหาของการศึกษาจึงเป็นปัญหาของสังคมอย่างชัดเจน
ปัญหาหลักในการที่สังคมทำลายระบบการศึกษา ก็คือ เป็นการทำลาย “อัตลักษณ์” ของระบบการศึกษา
การศึกษาแผนใหม่ที่เกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับการยกย่องว่า เป็นกลไกสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ช่วยยกระดับชาติบ้านเมืองให้ก้าวไปสู่ “ความศิวิไลซ์” ความสำคัญของระบบการศึกษาที่มีต่อสังคมไทยจึงมีความหมายที่ลึกซึ้ง
หลัง พ.ศ.2475 ถึงอย่างน้อย พ.ศ. 2500 การศึกษาไทยได้ถูกให้ความหมายว่า เป็นกลไกในการสร้างระบอบประชาธิปไตย อันเป็นเครื่องค้ำประกันการก้าวเข้าสู่สังคมอารยะอย่างทัดเทียมกับชาติอารยะทั้งหลาย
อัตลักษณ์ของระบบการศึกษาที่สังคมให้ความหมายอย่างสำคัญนี้ ส่งผลให้เกิดอัตลักษณ์ของโรงเรียน และครูที่มีคุณค่า และความสำคัญอย่างสูงต่อชาติ โรงเรียนเป็นหลักหมายของปัญญาของพลเมืองไทยที่จะช่วยกันทำให้ชาติบ้านเมืองก้าวหน้า ครูเป็นผู้ทรงภูมิปัญญาของสังคมในทุกระดับ การคัดเลือกนักเรียนที่เรียนเก่งที่สุดในแต่ละพื้นที่ เพื่อส่งไปเรียนต่อที่วิทยาลัยครูที่มีชื่อเสียงสี่-ห้าแห่งในกรุงเทพฯ ถือว่าเป็นสุดยอดของความสำเร็จ ครูที่มีวุฒิการศึกษาไม่สูง ก็ต้องขวนขวายหาทางศึกษาด้วยตนเอง เพื่อที่จะมีวุฒิและความรู้สูงขึ้น ไม่จะเป็นครู ปป. ปม. พม.
ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงระบอบเศรษฐกิจ ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์จนถึงปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ของ “การศึกษา”, “โรงเรียน” และ “ครู” อย่างลึกซึ้งทีเดียว
ความจำเป็นในการขยายตัวทางการศึกษา ได้ทำให้ต้องเปิดวิทยาลัยครูเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเร่งผลิตครูในระดับต้นเพื่อส่งไปสอนในโรงเรียนที่เปิดใหม่ ครูระดับ ปกศ.ต้นเพิ่มมากขึ้นพร้อมๆ กับการเพิ่มวุฒิครูด้วยการเปิดสอนระดับ ปกศ.สูง และ กศบ.ทั้งภาคกลางวันและภาคค่ำ
การจัดการศึกษาภาคบังคับ อันถือได้ว่าเป็นขยายตัวทางการศึกษาครั้งสำคัญที่สุดของสังคมไทย กลับไม่ได้ทำให้เกิดการสืบต่ออัตลักษณ์ของ “ครูซึ่งผู้เป็นผู้นำทางปัญญา” ของสังคมอีกต่อไป เพราะการขยายตัวของการศึกษานั้นถูกทำให้อยู่ภายใต้กรอบความคิดหลักของ “การพัฒนา” ไปเสียแล้ว
เมื่อ “การพัฒนา” ถูกทำให้มีความหมายเพียงแค่การเพิ่มคนทำงานในภาคการผลิตสมัยใหม่ที่กำลังขยายตัว ตามสโลแกนของรัฐบาลสมัยสฤษดิ์ที่ว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” การศึกษาจึงตกอยู่ในสภาวะของโรงงานที่ผลิตคน ให้อ่านออกเขียนได้ เพื่อที่จะไปหางานนอกภาคเกษตรเท่านั้นเอง
เมื่ออัตลักษณ์ของระบบการศึกษาถูกลดความหมายลง ความพยายามจะสร้างแรงบันดาลใจ ให้ครูที่จำเป็นต้องอยู่ในชนบทก็เกิดขึ้น เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ครูที่อยู่ในที่ห่างไกลก็คงไม่สามารถทนรับใช้ระบบที่ครูเอง ไม่เห็นความหมายของตนเองได้
อัตลักษณ์ของครูจึงถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ เพื่อปลอบประโลมใจให้ครูจำทนอยู่ภายใต้เงื่อนไขของความลำบากยากเข็ญ เพลง “แม่พิมพ์ของชาติ” (ผมคิดว่าน่าจะเป็นชื่อนี้นะครับ คงพอจะจำเนื้อหาเพลง “แสงเรืองๆ ที่ส่องประเทืองอยู่ทั่วเมืองไทย…” ได้นะครับ ผมร้องได้จนจบแต่จำชื่อเพลงได้คลับคล้ายคลับคลา) ที่เน้นว่าครูคือผู้เสียสละเพื่อ “สร้างชาติไทยให้วัฒนา…” และ “หวังสิ่งเดียวคือขอให้เด็กของไทยในพื้นธานี ได้มีความรู้เพื่อช่วยเชิดชูไทยให้ผ่องศรี”
รวมไปถึงการปลอบประโลมใจครู ที่ความก้าวหน้าในชีวิตมีไม่มากนัก ด้วยการสร้างอัตลักษณ์ว่า “ครูเปรียบเสมือนเรือจ้าง” ที่พานักเรียน “ข้ามฝั่ง” ไปสู่ความสำเร็จ โดยที่ครูยังคงพายเรือต่อไป แต่ทั้ง “ความวัฒนาของชาติ” และ “ความสำเร็จของนักเรียน” คืออะไร ล้วนไม่ชัดเจน
ความไม่เข้าใจต่อความหมายการสร้างอัตลักษณ์ครูเช่นนี้ จึงทำให้อดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาสมัยหนึ่ง ประกาศตอนขึ้นรับตำแหน่งว่า จะทำให้ครูเปลี่ยนจากเรือจ้างมาเป็นเรือรบ โดยที่ไม่รู้ความหมายอีกเช่นกัน ว่าจะรบกับอะไรและรบอย่างไร
เมื่อระบบการศึกษาสูญเสียความหมายที่มีค่าต่อสังคมไป จึงเหลือแต่เพียงการสร้างอัตลักษณ์ครู ให้ครูมีความภูมิใจ ซึ่งก็เป็นการสร้างอัตลักษณ์ให้แก่ครูเพื่อที่จะได้กดครูให้ทนยอมกับการสูญเสียโอกาสของชีวิตเท่านั้นเอง
ความเปลี่ยนแปลงในระยะหลัง ยิ่งทำให้ครูสูญเสียอัตลักษณ์ “ความเป็นครู” มากขึ้น ทำให้คนในระบบการศึกษาไทยทั้งหมด มองไม่เห็นว่าตนเองจะทำอะไรไปเพื่ออะไร
ผมอยากจะบอกว่า ความยากลำบากไม่ใช่เรื่องใหญ่ของครู หากแต่ต้องเป็นความยากลำบาก ที่ครูตระหนักรู้ว่า ตนกำลังทำเพื่อใคร และทำเพื่ออะไร ครูคนหนึ่งที่จังหวัดพัทลุงได้เชื่อมตนเองเข้ากับระบบนิเวศของคลองลำปำ ก็ได้ชักชวนเด็กนักเรียนในแต่ละรุ่น เข้าร่วมกันทำความสะอาดคลองจนประสบผลสำเร็จ ความยากลำบากในการชักชวนนักเรียน และความยากแสนเข็ญในการทำให้ชุมชนลำปำ มองเห็นถึงคุณค่าการทำความสะอาดคลอง รวมทั้งกระตือรือร้นศึกษาระบบนิเวศของคลองชายฝั่ง ไม่ใช่เครื่องกีดขวางการทำงานเมื่อครูท่านนั้น ซึ่งมีอัตลักษณ์ของครูผู้เป็นหลักของชุมชน
ความรู้สึก “ยาก” และต้องการหลีกหนีความยากลำบากของคนในระบบการศึกษา จึงเป็นเรื่องของการสูญเสียอัตลักษณ์ ของระบบการศึกษา หากเราสามารถคืนอัตลักษณ์ที่มีค่าให้แก่ระบบการศึกษา ซึ่งหมายรวมถึงโรงเรียนและครู การสร้าง “สังคมความรู้” ก็จะบรรลุผลอย่างแน่นอน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *