บิล เกตส์ วอร์เร็น บัฟเฟตต์ และจุดพลิกผัน

บิล เกตส์ วอร์เร็น บัฟเฟตต์ และจุดพลิกผัน
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมากรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าเพียงสัปดาห์กว่าๆ หลังจากมหาเศรษฐีหมายเลข 1 ของโลก บิล เกตส์ ประกาศจะสละตำแหน่งใหญ่ๆ ในบริษัท ไมโครซอฟท์เพื่ออุทิศเวลาให้กับมูลนิธิการกุศลของเขา มหาเศรษฐีหมายเลข 2 ของโลก วอร์เร็น บัฟเฟตต์ ก็ประกาศว่า เขาจะสละทรัพย์สินซึ่งมีมูลค่าเกือบ 31,000 ล้านดอลลาร์ ให้กับมูลนิธินั้น
ดังที่เล่าไว้ในคอลัมน์นี้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน มูลนิธิของบิล เกตส์ เป็นมูลนิธิที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพราะมีทรัพย์สินซึ่งได้รับจากเขา และภรรยาแล้วกว่า 29,000 ล้านดอลลาร์ และจะได้รับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มูลนิธินี้จึงนับวันจะเติบใหญ่ และกลายเป็นอภิมหามูลนิธิสมกับที่ก่อตั้งโดยยอดอภิมหาเศรษฐีของโลก
คงเป็นที่ทราบกันดีเช่นกันว่า วอร์เร็น บัฟเฟตต์ กับ บิล เกตส์ เป็นเพื่อนสนิทกันมานาน แม้วัยจะต่างกันราวพ่อกับลูกก็ตาม ตอนนี้วอร์เร็น บัฟเฟตต์ อายุ 75 ปี ส่วนบิล เกตส์ อายุเพิ่งจะ 50 ปีเท่านั้น วอร์เร็น บัฟเฟตต์ เป็นนักลงทุนระดับยอดเซียน เพราะสามารถเปลี่ยนเงินฝากของชาวบ้านเพียง 105,000 ดอลลาร์ ให้กลายเป็นทรัพย์สินของตนเองได้ถึงราว 44,000 ล้านดอลลาร์ และทำให้ผู้ฝากเงินไว้กับเขาเป็นมหาเศรษฐีไปตามๆ กันด้วย
ในวันที่เขาแถลงข่าวการยกทรัพย์สินให้มูลนิธิของบิล เกตส์ นั้น เขาประกาศด้วยว่าเขาจะยกทรัพย์สินอีกราว 6,200 ล้านดอลลาร์ ให้แก่มูลนิธิของทายาท 3 คน และของภรรยาผู้ล่วงลับไปแล้ว
การอุทิศทรัพย์สินราว 85% ให้แก่การกุศลโดยเฉพาะการยกส่วนใหญ่ให้แก่มูลนิธิของผู้อื่นอาจมองได้หลายแง่ การไม่ยกทรัพย์สินส่วนใหญ่ให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทสะท้อนคำพูดของวอร์เร็น บัฟเฟตต์ ที่ว่า “มหาเศรษฐี ควรยกมรดกให้ทายาทมากพอ ที่ทายาทจะสามารถทำอะไรก็ได้ แต่ไม่มากถึงขนาดที่ทายาทไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย”
บิล เกตส์ ก็คิดในแนวเดียวกันเพราะครั้งหนึ่งเขาเคยพูดว่า จะกันทรัพย์สินเพียง 5% เท่านั้นไว้ให้ลูก ส่วนที่เหลือจะยกให้แก่มูลนิธิ ทั้งวอร์เร็น บัฟเฟตต์ และบิล เกตส์ เชื่อว่าทายาทของเขาโชคดีที่มีโอกาสสารพัดอย่างและพูดบ่อยๆ ว่าเขาเป็นหนี้สังคมสูงมาก จึงต้องการตอบแทนคุณของสังคม ด้วยการอุทิศทรัพย์สินส่วนใหญ่เพื่อเพิ่มโอกาสให้แก่ผู้อื่น
การยกทรัพย์สินส่วนใหญ่ให้แก่มูลนิธิของเพื่อน แทนที่จะเป็นมูลนิธิของลูก ๆ หรือตั้งมูลนิธิขึ้นมาใหม่โดยใช้ชื่อตัวเอง วอร์เร็น บัฟเฟตต์ อธิบายง่ายๆ ว่าเวลาเราต้องการผลตอบแทนสูงสุดเราจะฝากเงินให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการลงทุน นำเงินนั้นไปลงทุนแทนเรา ในทำนองเดียวกัน เวลาเราต้องการอุทิศทรัพย์สินเพื่อให้เกิดกุศลสูงสุด เราก็ต้องมอบให้แก่มูลนิธิที่มีความเชี่ยวชาญในด้านงานการกุศลสูงสุดด้วย มูลนิธิของบิล เกตส์ ได้รับการยกย่องว่ามีประสิทธิภาพสูงมากเพราะนำหลักการบริหารแผนใหม่มาใช้อย่างเข้มงวด
นอกจากนั้นผู้ที่รู้จักวอร์เร็น บัฟเฟตต์ ยังไม่แปลกใจเพราะแนวคิด และการดำเนินชีวิตของเขาบ่งบอก ถึงความไม่มีอัตตามาตลอด เช่น แม้จะมีทรัพย์สินมากจนยากที่จะจินตนาการ เขายังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเก่า ซึ่งเขาสร้างขึ้นเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเขายังไม่เป็นเศรษฐี
แม้จะได้รับความเชื่อมั่นว่ามีความเชี่ยวชาญสูง มูลนิธิของบิล เกตส์ ก็มิใช่จะประสบความสำเร็จทุกครั้งหลังก่อตั้งมากว่า 10 ปีและบริจาคเงินไปแล้วกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ตัวอย่างเช่น โครงการช่วยเหลือโรงเรียนในกรุงเดนเวอร์ โดยการแยกโรงเรียนขนาดใหญ่ให้เป็นขนาดเล็กหลายๆ โรงประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
หรือ โครงการแจกยาเพื่อป้องกันโรคร้ายให้แก่คนจนในประเทศแซมเบีย ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะผู้ที่ได้รับยาอดอยากมาก จนกินยาเข้าไปก็ไม่เกิดผล มูลนิธิของบิล เกตส์ จึงต้องร่วมมือกับองค์กรอื่น เช่น มูลนิธิร็อกกี้ เฟลเลอร์ เพื่อหาทางแก้ปัญหาความยากจนด้วย
เรื่องการตั้งมูลนิธิขนาดใหญ่ของมหาเศรษฐีอเมริกันคงเป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวางแล้ว เพราะมูลนิธิจำนวนมาก มีทรัพย์สินหลายพันล้านดอลลาร์และสนับสนุนโครงการทั่วโลก เช่น มูลนิธิของครอบครัวฟอร์ด และของครอบครัวร็อกกี้ เฟลเลอร์ซึ่งมีทรัพย์สินเกิน 10,000 ล้านดอลลาร์ และมีโครงการในเมืองไทย
อย่างไรก็ตามในสหรัฐ มีมูลนิธิ และองค์กรการกุศลมากกว่า 1 ล้านแห่งและส่วนมากมีขนาดเล็ก มูลนิธิเหล่านี้มีบทบาทสูงมาก ในสังคมอเมริกัน แต่การบริหารจัดการ มักไม่ค่อยทันสมัยเช่นเดียวกับองค์กรที่มุ่งแสวงหากำไรอื่นๆ ฉะนั้นบรรดาลูกศิษย์ และผู้ที่ติดตามงานเขียนของศาสตราจารย์ปีเตอร์ ดรักเกอร์ จะทราบดีว่า อาจารย์ใช้เวลาให้คำปรึกษาแก่องค์กรการกุศลมากขึ้น ในตอนปลายของชีวิตเพราะอาจารย์เชื่อว่า ในสังคมทุนนิยมองค์กรการกุศล มีบทบาทสำคัญในการถ่วงดุลกับองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหากำไร
ผู้ที่ติดตามความเป็นไปในสหรัฐ จะทราบดีด้วยว่า ไม่เฉพาะองค์กรการกุศลเท่านั้น ที่มีความสำคัญต่อการช่วยเหลือสังคม องค์กรซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อแสวงหากำไรก็มักมองเห็นความสำคัญของกิจการด้านการช่วยเหลือสังคมด้วย ฉะนั้นท่ามกลางข่าวความฉาวโฉ่ของบริษัทใหญ่ๆ เช่น เอนรอน และไทโค จึงมีบริษัทอเมริกันอีกจำนวนมากอุทิศทรัพย์สิน และความเชี่ยวชาญเพื่อการช่วยเหลือสังคม
ไม่เฉพาะจะช่วยเหลือเมื่อเกิดแผ่นดินไหวหรือภัยธรรมชาติอื่นๆ เท่านั้น หากช่วยเหลือแบบต่อเนื่อง ประเด็นนี้ Marc Benioff และ Karen Southwick นำมาเล่าไว้อย่างน่าสนใจในหนังสือเรื่อง Compassionate Capitalism: How Corporations Can Make Doing Good an Integral Part of Doing Well ซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อต้นปี 2547
การแถลงข่าวใหญ่ในเวลาไล่เลี่ยกันของบิล เกตส์ และวอร์เร็น บัฟเฟตต์ ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในสังคมอเมริกัน และได้รับการวิจารณ์ว่าจะช่วยกระตุ้นให้มหาเศรษฐีอื่นๆ เข้าร่วมงานการกุศลเพิ่มขึ้นด้วย การกระทำของเขาทั้งสองจะก่อให้เกิด “จุดพลิกผัน” หรือ “จุดหักเห” ดังที่ Malcolm Gladwell เสนอไว้ในหนังสือยอดนิยมเรื่อง The Tipping Point หรือไม่ จึงอาจมองได้เป็น 2 ประเด็นคือ
(1) เงินและความพยายามของเอกชน จะสามารถขจัดปัญหาใหญ่ๆ เช่น โรคร้าย และความไม่รู้หนังสือให้หมดไปจากโลกหรือไม่ ?
(2) การมองเห็นความสำคัญของการแทนคุณแก่สังคมของเศรษฐีที่สร้างความร่ำรวยด้วยการทำธุรกิจในระบบทุนนิยม จะนำสังคมโลกไปสู่ยุคหลังวัตถุนิยม (Post Materialism) หรือไม่ ?
ถ้าจะให้ฟันธงผมคงต้องฟันลงไปว่า “ไม่” เพราะการเป็นคนไทยทำให้ผมมองโลกผ่านแว่นของสังคมไทย และทุกครั้งที่มองผ่านแว่นนั้น ผมยังเห็นโรคร้าย ความไม่รู้หนังสือ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอภิมหาเศรษฐีที่ขาดจิตสำนึก

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *