บันไดของการลงทุน

บันไดของการลงทุน
อาทิตย์นี้ขอนำเรื่องเบาๆ สบายๆ เกี่ยวกับการลงทุนมาเล่าให้ฟัง เพื่อให้เข้าบรรยากาศ อาจจะนอกเรื่องหุ้นไปสักหน่อย คงไม่ว่าอะไรกัน

สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันกระเตื้องขึ้นมามาก เมื่อเทียบกับช่วงวิกฤติเศรษฐกิจลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อเจ็ดแปดปีที่แล้ว จีดีพีเพิ่มสูงขึ้น อัตราการว่างงานลดลง ประชาชนมีรายได้มากขึ้น ขณะเดียวกันผู้คนเริ่มใช้จ่ายมากขึ้น อัตราการออมของคนไทยเริ่มลดลง มีการกู้หนี้ยืมสินมากขึ้น ของฟุ่มเฟือยหลายอย่างในสมัยก่อนกลายเป็นของจำเป็นในชีวิตปัจจุบัน เช่น รถยนต์ ทีวีจอแบน หรือแม้กระทั่ง โทรศัพท์มือถือก็กลายเป็นมาตรฐานการดำรงชีพของครอบครัวไทยไปเสียแล้ว

ถ้าท่านผู้อ่านสังเกตดูคนรอบๆ ข้างในสังคมปัจจุบันจะพบว่า มีผู้คนเป็นจำนวนมากที่นิยมใช้”บัตรเครดิต” ในการชำระสินค้า ถึงแม้จะเป็นสินค้าที่มีมูลค่าไม่มากนัก เช่น การซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือ การรับประทานอาหารนอกบ้าน รวมทั้งมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งที่นิยมใช้”บัตรเงินผ่อน”่ ในการซื้อสินค้าที่มีมูลค่าค่อนข้างสูง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า ทีวี ตู้เย็น แอร์ หรือ เฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งบ้าน

สภาวะเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับครอบครัวที่มีรายได้น้อยเพียงอย่างเดียว ครอบครัวที่มีรายได้มากก็ประสบกับปัญหานี้เช่นเดียวกัน จะเห็นว่ามีหลายครอบครัวมีเงินเดือนสูง มีบ้านหลังใหญ่ มีรถหลายคัน แต่ใช้เงินเดือนชนเดือน ไม่มีเงินเก็บ

ขณะเดียวกันหลายครอบครัวอยู่อย่างประหยัดมัธยัสถ์ สามารถเก็บหอมรอมริบนำเงินออมไปฝากธนาคาร หรือนำไปลงทุนอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าฝากธนาคารไว้เฉยๆ จะเห็นว่านิสัยใช้จ่ายเงินของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเข้าใจในการลงทุนของแต่ละคนที่แตกต่างกันอีกด้วย ถ้าเปรียบเทียบการลงทุนเหมือน ”การปีนบันได” ที่ต้องเริ่มจากขั้นแรกก่อนที่จะขึ้นไปขั้นต่อๆ ไป เราสามารถแบ่งระดับการลงทุนของแต่ละคนได้ 7 ระดับดังต่อไปนี้

ระดับศูนย์: ไร้ระดับ (Non-Existent)

คนที่อยู่ในขั้นนี้เรียกว่า ไม่มีความรู้เรื่องการเงินเอาเสียเลย ไม่มีทั้งเงินเก็บและเงินลงทุนแต่อย่างใด เรียกว่ามีเงินเท่าไหร่ก็ใช้หมด ถ้าถามพวกเขาว่าพวกเขามีปัญหาอะไร จะได้คำตอบว่าเพราะหาเงินได้น้อยเกินไป คนกลุ่มนี้มักจะบอกว่าถ้าพวกเขาหาเงินได้มากกว่านี้ก็จะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ จริงๆ แล้วพวกเขาไม่เข้าใจว่า ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเพราะหาเงินได้ไม่พอ แต่ปัญหาเกิดจากนิสัยการใช้จ่ายเงินเกินตัวของตนเองมากกว่า

ระดับหนึ่ง: ช่างกู้ (Borrower)

ดูๆ ไปแล้ว พวก”ช่างกู้” มักจะมีสถานะทางการเงินแย่กว่าพวก”ไร้ระดับ”เสียอีก คนอยู่ในระดับนี้มักจะใช้เงินที่หาได้ไปซื้อนู้นซื้อนี่จนหมด เรียกว่าใช้เงินเดือนชนเดือน ถ้ามีเงินไม่พอใช้ วิธีแก้ปัญหาของชนกลุ่มนี้ก็คือ “กู้เพิ่ม” ถ้าสมัครเครดิตการ์ดได้อีกหลายๆ ใบเพื่อเอาเงินบัตรใหม่มาหมุนจ่ายหนี้บัตรเดิมได้ ดูจะเป็นวิธีการที่วิเศษสุดๆ รวมทั้งการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ หรือเงินกู้ยืมจากญาติพี่น้องก็เป็นทางเลือกสำหรับการแก้ปัญหาทางการเงินของคนกลุ่มนี้ ไม่จำเป็นว่า ปัญหาจะเกิดเฉพาะกับผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น คนที่มีรายได้สูงแต่หาเงินได้ไม่พอใช้จ่ายก็อาจจะตกอยู่ในสภาพหนี้ท่วมหัวได้เช่นเดียวกัน

พวก“ช่างกู้”มักจะพบว่าตนเองตกอยู่ในวังวนของหนี้สินเมื่อไม่มีหนทางให้กู้เพิ่มเติมได้อีกแล้ว เมื่อถึงจุดนั้น ส่วนใหญ่จะหมดหวังและจบลงในสภาพฐานะทางการเงินล้มเหลว ถ้าคนกลุ่มนี้ไม่มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง รวมทั้งแก้ไขปรับปรุงนิสัยการใช้จ่ายของตนเองแล้ว โอกาสที่จะ”ล้มละลาย”มีอยู่สูงทีเดียว

ระดับสอง: ช่างเก็บ (Saver)

“ช่างเก็บ” มักจะเก็บออมเงินที่หาได้ในแต่ละเดือนอย่างสม่ำเสมอ เงินที่เก็บได้ก็มักจะฝากเอาไว้ในธนาคารที่มี ”ความเสี่ยงต่ำ” ถึงต่ำที่สุด เช่น บัญชีออมทรัพย์ หรือ บัญชีเงินฝากประจำ คนกลุ่มนี้มักจะเก็บเงินเอาไว้เพื่อ ”ใช้จ่าย” มากกว่านำไป ”ลงทุน” เช่น เก็บเงินเพื่อซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ หรือ ซื้อเครื่องเสียงชุดใหม่ ฯลฯ

พวกเขาไม่ชอบ”ความเสี่ยง” แม้แต่นิดเดียว วิธีการลงทุนที่เยี่ยมยอดของคนกลุ่มนี้ก็คือ การซื้อประกันแบบสะสมทรัพย์ หรือฝากเงินไว้กับธนาคารที่เขามั่นใจได้ว่าเงินต้นไม่มีวันลดลง ซึ่งในความเป็นจริง พวกเขาไม่เข้าใจว่าผลตอบแทนจากเงินฝากธนาคารที่แท้จริงนั้นติดลบ เพราะอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันสูงกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับ ในระยะยาวแล้วเงินออมที่มีอยู่อาจจะไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในอนาคต เมื่อถึงคราวเกษียณ พวกเขาอาจจะต้องพึ่งพาลูกหลาน หรือเงินบำเหน็จบำนาญในการเลี้ยงชีพเป็นหลัก

ระดับสาม: นักลงทุนผู้ล้าหลัง (Passive Investor)

นักลงทุนประเภทนี้ รู้สึกว่าตนเองมีความจำเป็นจะต้องลงทุนบ้าง ส่วนใหญ่มักจะลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือลงทุนในกองทุนรวมอื่นๆ พูดได้ว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนฉลาด มีการศึกษาดี ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม”คนชั้นกลาง”ของประทศ แต่ถ้าพูดถึงเรื่อง”การลงทุน”แล้ว คนกลุ่มนี้เรียกว่าแทบจะไม่มีความรู้เรื่องการเงินแต่อย่างใดหรือถ้ามีก็มีน้อยมาก

นักลงทุนผู้ล้าหลังประเภทหนึ่งเรียกว่า พวกชอบอยู่ในกระดอง (Gone-into-a-shell Passive Investor) คือ กลุ่มคนที่มักจะคิดอยู่เสมอว่า ตนเองไม่มีวันที่จะเข้าใจเรื่องเงินๆ ทองๆ ได้ คำพูดส่วนใหญ่ของคนในกลุ่มนี้ที่มักจะได้ยินก็คือ…

“ผมหรือดิฉันไม่เก่งเรื่องตัวเลข, มันยุ่งยากเกินไป, บริษัทและผู้จัดการกองทุนดูแลผลประโยชน์ได้ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง, ฉันยุ่งจนไม่มีเวลาคิดเรื่องลงทุน ฯลฯ” ทั้งหมดดูเหมือนจะเป็นเพียงคำแก้ตัวเพื่อให้ตัวเองปลอดจากความรับผิดชอบในเรื่องเงินของตนเองซะมากกว่า

ในบทความคราวหน้าจะกล่าวถึงนักลงทุนในขั้นต่อๆ ไป ว่าแต่ว่าอ่านมาจนถึงตอนนี้ ท่านพอจะทราบหรือยังว่าท่านอยู่ระดับไหนของ “บันไดของการลงทุน”?

เรื่อง : วิบูลย์ พึงประเสริฐ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *