บัณฑิตที่ธุรกิจปรารถนา

บัณฑิตที่ธุรกิจปรารถนา
Money Time : เสถียร ตันธนะสฤษดิ์ กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2552
คราวนี้ขออนุญาตชวนคุยกันเรื่องนอกกรอบของเราสักเล็กน้อยนะครับ ประจวบกับการที่ผมได้มีโอกาสไปบรรยายให้กับกลุ่มนักศึกษาที่เพิ่งจบการศึกษาและสมัครมาเข้าโครงการนักลงทุนรุ่นเยาว์ของธนาคารทหารไทย หัวข้อการบรรยายก็ยังเป็นหัวข้อที่ผู้จัดการโครงการเห็นว่าผมมีความถนัดอยู่ แต่สิ่งที่จะเล่าในครั้งนี้ จะมุ่งประเด็นไปที่บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษานั้นมีความตรงใจและ “โดน” กับสิ่งที่ธุรกิจต้องการมากน้อยแค่ไหน
จากประสบการณ์ของผม ซึ่งได้รับจากการไปบรรยายในสถาบันการศึกษาหลายแห่งในหลายปีที่ผ่านมา ประกอบกับการได้สัมผัสตัวตนของบัณฑิตที่มาสมัครงาน และผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ผมก็พอจะสรุปได้ว่าโรงเรียนที่ผลิตบัณฑิตต่างๆ ออกมาไม่สามารถสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้เลย (ทั้งนี้ จากกลุ่มบัณฑิตที่จบมาทางด้านสังคมศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ และมาสมัครงานกับภาคการเงินที่ผมอยู่เท่านั้นนะครับ) สิ่งที่บัณฑิต “ขาด” มีหลายอย่าง จะขอเรียงเป็นข้อๆ เพื่อความชัดเจนเลยนะครับ
1 ขาดวุฒิภาวะ จริงๆ แล้ว เรื่องวุฒิภาวะไม่ใช่ปัญหาของเด็กไทยรุ่นนี้เท่านั้น แต่เป็นปัญหาของคนไทยโดยทั่วไป เพียงแต่ว่าในเด็กรุ่นปัจจุบัน ที่กำลังเข้าไปอยู่ในตลาดแรงงาน (ประมาณอายุ 20 ปีขึ้นไป) ผมมีความรู้สึกว่า มีระดับวุฒิภาวะที่ต่ำมากๆ ลักษณะการขาดวุฒิภาวะดังกล่าว จะทำให้ตลาดแรงงานที่ต้องการความชำนาญพิเศษทั้งทางด้านเทคนิคและทางด้านอุปนิสัยจะพบกับการขาดแคลนคนที่จะเข้ามาในตลาดเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น งานในห้องค้าเงินซึ่งต้องการคนที่มีวุฒิภาวะสูงๆ เพราะต้องทำงานภายใต้แรงกดดันตลอดเวลา และมีส่วนได้ส่วนเสียมากๆ ประกอบกับการที่ต้องมี technical skill สูงๆ ทางด้านคำนวณและภาษา ผมสัมภาษณ์เด็กจบใหม่ 10 คน อาจจะได้บุคคลที่มีศักยภาพเพียง 1 คน หรือไม่ได้เลย เคยมีคนบอกว่าลองสัมภาษณ์พวกจบนอกดูสิ น่าจะมีวุฒิภาวะสูงกว่า ผมก็อยากจะบอกว่าไม่จำเป็นเสมอไป พวกจบนอกบางคนสัมภาษณ์แล้วรู้สึกสงสารพ่อแม่และเสียดายตังค์มากกว่า
2.เรียนเก่ง แต่ไม่รอบรู้ ผมพบว่าเด็กๆ สมัยนี้เรียนกันเก่งๆ ทั้งนั้น จบดีๆ มา GPA สูง ๆ (สูงกว่าตอนผมจบเยอะ) พอมาสัมภาษณ์งาน หาน้อยคนมากที่จะรู้อะไรนอกเหนือจากตำราที่ตัวเองเรียนและสอบได้ A ผมเคยพบและตกใจมากว่าบัณฑิตจบทางด้านธุรกิจการเงินได้เกียรตินิยม ไม่รู้จัก Greenspan แต่เขารู้จัก ว่านaf เป็นอย่างดี ดูเคเบิ้ลทีวีไม่รู้ว่า CNBC อยู่ช่องไหน (จริงๆ ไม่รู้ว่า CNBC คืออะไรด้วยซ้ำ) แต่รู้ว่า the master อยู่ช่องไหน ลักษณะเช่นนี้ทำให้นึกถึงสิ่งที่อาจารย์ป๋วยเคยเขียนหนังสืออยู่เรื่องหนึ่ง ซึ่งผมจำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร แต่มีวลีอมตะซึ่งผมจำได้ตลอดเวลาก็คือ คนเราจะ “เรียนเพื่อสอบ สอบเพื่อเรียน หรือ เรียนเพื่อเรียน”
3.รู้แบบท่องจำแต่ไม่เข้าใจ สืบเนื่องจากข้อ 2 บางคนรู้ว่าต้องสัมภาษณ์กับผม (อาจจะไปทำการบ้านจากเพื่อนๆ) ก็เตรียมมาพอดี แต่พอซักเข้าไปลึกอีกเล็กน้อย ความก็เลยแตกว่า รู้แบบนกแก้วนกขุนทอง ตัวอย่างเช่น ถามเรื่องการดำเนินนโยบายการเงิน ก็ตอบได้ว่าใครเป็นคนดูแล และดูแลอย่างไร แต่พอถามไปถึง open market operations ก็ตอบไม่ได้ ก็เลยรู้ว่าไม่รู้จริง
ภาคธุรกิจนั้นจริงๆ แล้วไม่ได้ต้องการคนที่จบด้วย GPA สูงๆ เลย ผมเชื่อว่าเราต้องการคนที่คิดเป็น ทำเป็น และมีปฏิภาณไหวพริบ สมองระดับเป็นเลิศ อาจจะเหมาะไปทำงานอย่างอื่นก็ได้ GPA สูงๆ อาจจะบ่งชี้ว่าเด็กมีสมองดี มีหยักมาก แต่ GPA ไม่ได้บอกเลยว่าเด็กๆ เหล่านั้นโตพอจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพหรือยัง พร้อมจะรับผิดชอบภาระหน้าที่ที่หนักอึ้งแทนรุ่นเก่าๆ ที่กำลังจะอำลาวงการไปในอนาคตอันใกล้ แล้วเราจะทำอย่างไรดี ให้ได้บัณฑิตที่มีวุฒิภาวะ, เรียนดีและรอบรู้และมีความเข้าใจในความเป็นไปของสิ่งแวดล้อมรอบข้าง เพื่อที่จะเป็น labor force ที่คิดเป็น ทำเป็น มีปฏิภาณไหวพริบ
ผู้ปกครอง คงต้องเปลี่ยนทัศนคติเสียใหม่ในการดูแลลูกๆ ของเรา การพร่ำสอนให้ลูกเรียนหนังสือเก่งๆ ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่คงต้องเพิ่มทัศนคติในสิ่งอื่นๆ มากขึ้น เช่น การรู้คุณค่าของประวัติศาสตร์ (ที่มากกว่าการท่องจำ) การอ่านเอาเรื่อง หรือ skill เรื่องการอ่าน (ที่มากกว่าการอ่านเพื่อสอบ) แม้กระทั่งการให้ลูกๆ มีหน้าที่รับผิดชอบงานภายในบ้านให้มากขึ้น (นอกเหนือจากการอ่านหนังสือเพื่อไปสอบ) ลักษณะเช่นนี้จะทำให้เด็กๆ มีความรอบรู้และปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี สร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และผู้ปกครองจะได้ไม่ถูกตำหนิว่าเป็น “พ่อแม่รังแกฉัน” ในอนาคต
โรงเรียนและครู คงต้องคิดให้หนักและตอบให้ได้ว่า เราต้องการแบบไหน ระหว่างเรียนเพื่อสอบ สอบเพื่อเรียน เรียนเพื่อเรียน โรงเรียนคงต้องเน้นเรื่องการ “ติว” พิเศษให้น้อยลง ปลูกฝังสิ่งที่เป็นการสร้างเสริม “Qualitative Factors” ให้มากขึ้น เด็กจะได้คิดเป็น คงต้องเริ่มจากครูก่อน ไอ้ประเภทออกข้อสอบให้ตรงกับเนื้อหาที่ตนเองสอนพิเศษ เพื่อให้เด็กไปเรียนพิเศษกับตัวเองต้องละเว้น เพราะมันเป็นอาชญากรรม (Crime) อาจารย์มหาวิทยาลัยประเภทเน้นจัดหลักสูตรพิเศษ โดย leverage ชื่อของมหาวิทยาลัยแล้วเก็บเงินแพงๆ ก็ให้เพลาๆ ลงมาบ้าง คงห้ามไม่ได้แต่ขอให้อยู่ในระดับที่ดูไม่น่าเกลียด เวลาจะสอนอะไรที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสถานการณ์ปัจจุบัน ต้องทำการบ้านเยอะๆ ปลูกฝังให้เด็กคิดเป็น อย่าทำตัวเป็นเสือนอนกิน เตรียมการสอนครั้งเดียว สอนได้สิบปี
หากทำได้ตามนี้ เราก็จะได้บัณฑิตที่ธุรกิจปรารถนา และท้ายที่สุดสังคมไทยก็จะได้แรงงานที่มีคุณภาพสำหรับขับเคลื่อนประเทศของเราแทนพวกเราได้ต่อไป

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *