บริหารโลจิสติกส์สินค้าอันตราย

บริหารโลจิสติกส์สินค้าอันตราย
Source: มนัญญา อะทาโส

เทรนด์การค้าคุมเข้ม Responsible Care & Packaging
การบริหารโลจิสติกส์สินค้าอันตรายชูหัวใจความปลอดภัยภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสม ชี้กลยุทธ์สร้างแต้มต่อทางธุรกิจต้องปฏิบัติตามมาตรฐาน-ก้าวให้ทันเทรนด์การค้าและข้อกำหนดใหม่ๆ ระบุ 5 ปีนับจากนี้กระแสด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมมาแรง-เข้มงวดเรื่องบรรจุภัณฑ์
การบริหารจัดการโลจิสติกส์สารเคมีและสินค้าอันตรายแตกต่างจากสินค้าทั่วไป เพราะหัวใจสำคัญต้องเน้นเรื่องมาตรการประกันความปลอดภัยตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางเป็นอันดับแรก ก่อนคำนึงถึงเรื่องต้นทุนที่ต่ำที่สุด ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ประกอบการในธุรกิจสินค้าอันตรายตลอดซัพพลายเชนต้องมี คือยึดหลักมาตรฐานในการทำงาน มีความรู้ความเข้าใจในสินค้าที่ดูแลเป็นอย่างดี มีแผนปฏิบัติงานเป็นขั้นตอนชัดเจนอุปกรณ์และพาหนะที่ใช้ในการขนส่งต้องได้มาตรฐานที่กำหนด และมีการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินตลอดเวลา

ในแต่ละปีประเทศไทยใช้สารเคมีทั้งในภาคอุตสาหกรรม และการเกษตรเป็นจำนวนมาก จากสถิติของกรมศุลกากรระบุว่า ในปี 2551 มีการนำเข้า และผลิตสารเคมีกว่า 29.4 ล้านตัน แบ่งเป็นการผลิตในประเทศกว่า 24 ล้านตัน หรือคิดเป็น 80% ของจำนวนสารเคมีทั้งหมด และมีการนำเข้า 5.4 ล้านตัน

จากสถิติดังกล่าว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่กระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอันตรายทั้งในการเคลื่อนย้าย ใช้งาน เก็บรักษา และกำจัดเมื่อใช้แล้ว ต้องดำเนินการอย่างได้มาตรฐานภายใต้ความปลอดภัย คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบทางสังคมด้วย

กฎหมาย ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอันตรายเป็นส่วนในการควบคุมมาตรฐาน ซึ่งทั้งกฎหมายระดับสากลและในประเทศไทยเองได้มีการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ และความร้ายแรงของสารเคมีอยู่ตลอดเวลา ผู้ประกอบการธุรกิจสินค้าอันตรายจึงต้องตื่นตัวและก้าวให้ทันอยู่เสมอ เพราะนอกจากเป็นการปฏิบัติให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลแล้วยังหมายถึงการสร้างโอกาสทางการค้าด้วย

สำหรับกฎหมายใหม่ๆ ของประเทศไทยที่กระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการ เช่น พระราชบัญญัติวัตถุอันตรายฉบับที่ 3 พ.ศ. 2551 ที่มีข้อแตกต่างทั้งในเรื่องการกำหนดอายุเอกสารสำคัญ จากเดิมที่ พ.ร.บ.ฯ ฉบับที่ 2 ไม่ได้กำหนดไว้ รวมทั้งได้ยกเลิกค่าธรรมเนียมรายปี และปรับปรุงค่าธรรมเนียมเอกสารสำคัญใหม่ให้เหมาะสมด้วย

สำหรับเทรนด์ร้อนทางธุรกิจที่จะมีผลจากนี้ถึง 5 ปีข้างหน้า ผู้คร่ำหวอดในวงการให้ความเห็นตรงกันว่า มาตรการด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมจะมาแรง ทำให้ข้อกำหนดหรือโครงการที่เกี่ยวข้องมีบทบาทต่อระบบการค้ามากขึ้น เช่น ระบบสากลในการจัดกลุ่มสารเคมี หรือระบบ GHS (The Globally Harmonized System on classification and Labeling of Chemicals) โครงการด้านความปลอดภัยและดูแลสิ่งแวดล้อมระดับโลกในนาม Responsible Care

นอกจากนี้ในอนาคตจะมีความเข้มงวดมากขึ้นในการใช้บรรจุภัณฑ์ โดยจะยึดตามรูปแบบ UN Packaging เป็นหลัก แต่ปัจจุบันพบว่าประเทศไทยมีผู้ประกอบการที่จำหน่ายบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานตามกรอบ UN เพียงไม่กี่ราย

ในด้านมาตรฐานของผู้ประกอบการขนส่งสินค้าอันตรายในประเทศไทย พบว่า ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าอันตรายมืออาชีพตื่นตัวด้านมาตรฐานความปลอดภัย และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดอยู่แล้ว แต่มีผู้ประกอบการขนส่งบางส่วนที่ยังขาดความตระหนัก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนส่งทั่วไปที่รับขนส่งสินค้าอันตรายด้วย แล้วไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ดีหากเปรียบเทียบเรื่องศักยภาพมาตรฐานในภาพรวมกับนานาประเทศ หลายฝ่ายให้ความเห็นว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับต้นๆ และไม่แพ้ใครในภูมิภาคเอเชีย

ในภาวะที่ทุกธุรกิจต่างมุ่งลดต้นทุนเพื่อความอยู่รอด แต่ธุรกิจสินค้าอันตรายกลับต้องสวนกระแส มาตรฐานและความปลอดภัยต้องมาก่อนต้นทุนที่ต่ำสุด ควบคู่กับจิตสำนึกรับผิดชอบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *