บริษัทประกิต แอนด์ เอฟซีบี จำกัด ตอน 2 (จบ)

บริษัทประกิต แอนด์ เอฟซีบี จำกัด ตอน 2

การก่อตั้งบริษัท
หลังจากบริหาร ลีโอเบอร์เนทท์ ดีทแฮล์ม ได้ 2-3 ปี เขาก็ได้เดินทางไปดูงานโฆษณาของ ลีโอเบอร์เนทท์ ที่สหรัฐอเมริกา ทำให้เขาได้ไอเดียในการบริหารงานโฆษณา เขาจึงนำไอเดียนี้เสนอผู้จัดการฝรั่งว่า ควรจะแยกงานบริหารตามประเภทของลูกค้า ซึ่งสามารถแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ
1. ลูกค้าต่างประเทศ ชอบพิธีการ ภาพลักษณ์ที่ดูดีในการเข้าไปติดต่อ
2. ลูกค้าท้องถิ่นหรือคนไทย ซึ่งเป็นประเภทติดดิน ต้องลุยแบบถึงลูกถึงคน ติดต่อคบหาทำ
ธุรกิจกันแบบเพื่อน
แต่ความคิดนี้ถูกผู้จัดการฝรั่งปฏิเสธ เขาจึงรู้สึกเบื่อ และในตอนนั้นเขามองว่าดีทแฮล์มเติบโตมาถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ลูกค้ามากพอทำกำไร ผู้บริหารเลยไม่มีความคิดขยายกิจการ เขาเลยขอลาออก เมื่อเขาลาออกลูกค้าส่วนหนึ่งของดีทแฮล์ม ก็จะถอนโฆษณาออกจากดีทแฮล์ม เนื่องจากทุกวันนี้ที่พวกเขามาใช้บริการของดีทแฮล์ม ก็เพราะรู้สึกชอบพอประกิตเป็นการส่วนตัว

ปี 2521
ดังนั้นเมื่อประกิตลาออก ลูกค้าส่วนหนึ่งจึงถอนโฆษณาออกมาด้วย พร้อมทั้งช่วยกันลงขันกันให้ประกิตตั้งบริษัทของตัวเอง และประกิตก็ได้นำเงินที่ได้จากการขายหุ้น 8% มาใช้ในการตั้งบริษัทนี้ด้วย ทำให้บริษัทนี้มีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท ในปี 2521
เงินมากกว่าครึ่งหนึ่ง ถูกนำไปใช้ในเรื่องค่าเช่าสถานที่ ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าแรง และที่เหลือถูกนำไปใช้ในส่วนของงานสร้างสรรค์ งานสื่อโฆษณา การวางแผนโฆษณา งานผลิต และงานวิจัย ฯลฯ
สำหรับการพนักงานในบริษัทนั้น ส่วนหนึ่งเป็นลูกน้องเก่าที่ดีทแฮล์ม ที่ลาออกมาอยู่กับประกิต เนื่องจากชื่นชอบประกิต แม้เงินเดือนที่ได้รับจะน้อยลง ส่วนพนักงานที่ยังขาดอยู่ ประกิตเลือกที่จะรับนักศึกษาจบใหม่ เขาให้เหตุผลที่รับเด็กจบใหม่ว่า เด็กจบใหม่นั้นกำลังมีไฟแรง และมีความคิดสร้าง-สรรค์ ไม่โก่งค่าตัว และไม่ต้องกลัวถูกแย่งตัวด้วย
ประกิตใช้วิธีคัดเลือกพนักงานที่เป็นเด็กจบใหม่ในตอนนั้น โดยใช้วิธีการลงโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ท้าทายคนที่มีไฟอยากเป็นนักสร้างสรรค์ เขียนสมัครเข้ามาเล่าถึงความใฝ่ฝัน หากใครได้รับเลือกก็จะรับเข้าทำงานทันที โดยมีพี่เลี้ยงคอยช่วยปรับปรุงให้เข้ารูปเข้ารอยในเวลาทำงาน
พอถึงสิ้นปี 2521 บริษัทเขามีรายได้ 10 ล้านบาท ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากลูกค้าเก่าที่ถอนโฆษณาจากดีทแฮล์ม

ปี 2522
ในปี 2522 ช่อง 7 ได้มีการนำดาวเทียมมาใช้ในการถ่ายทอดรายการ ทำให้วงการโฆษณาคึกคักเพิ่มขึ้น และบริษัทเขาก็ได้รับลูกค้าเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากบริษัทเขามีจุดเด่นตรงที่สามารถซื้อเวลาโฆษณาได้ในช่วงที่ดี และถูกกว่าที่อื่นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากาการที่ประกิตนั้นได้สร้างความสัมพันธ์กับคนในวงการนี้มาอย่างยาวนาน เมื่อมีช่วงเวลาดีคนเหล่านี้ก็จะมาขายให้ประกิตก่อนใคร และตัวประกิตเองไม่เคยเสียเครดิตในเรื่องการเงินด้วย ชำระเงินตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันไว้เสมอ ดังนั้นใน
ปีนี้ บริษัทเขาจึงมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 30 ล้านบาท

ปี 2527
ราคาน้ำมันแพง ส่งผลให้เศษฐกิจทั่วโลกตกต่ำรวมทั้งประเทศไทยด้วย ซึ่งทำให้บริษัทเอเยนซี่โฆษณาหลายรายต้องล้มกิจการลง หรือต้องยุบรวมกันเพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งในตอนนั้นประกิตจะเข้ม-งวดในการใช้จ่ายมาก เขาจะทำการตรวจสอบรายละเอียดการใช้จ่ายชนิดวันต่อวันเลย และไม่ทำอะไรเกินตัว ทำให้บริษัทของเขาไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ในส่วนของรายได้ของเขาก็อยู่ที่ 100 ล้าน ไม่โตแต่ก็ไม่ลดลงเหมือนอย่างบริษัทอื่นๆ
ในช่วงเศษฐกิจตกต่ำ ประกิตกำลังมองว่า ถ้าเศษฐกิจฟื้นตัว สภาพตลาดเอเยนซี่โฆษณาจะเปลี่ยนโฉมหน้าไป เนื่องจากบริษัทท้องถิ่นต่างปิดตัวไปมาก ในขณะที่บริษัทใหญ่ในประเทศส่วนใหญ่ก็มีการทำโฆษณากันเอง และยักษ์ใหญ่ทางธุรกิจเอเยนซี่โฆษณาากยุโรปและอเมริกาก็ต้องการที่จะขยายเครือข่ายออกสู่ประเทศที่มีแนวโน้มการเจริญเติบโต

ปี 2529
ประกิตจึงคิดที่จะจับมือร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติ เพื่อที่เอเยนซี่ต่างชาติจะได้ช่วยหาลูกค้ามาให้ ขณะที่ประกิตกำลังมองหาว่าจะร่วมทุนกับใครดีนั้น FCB ซึ่งเป็นเอเยนซี่ที่ครอบคลุมทั่วทวีปอเมริกาและยุโรป แต่ยังไม่มีสาขาอยู่ที่ทวีปเอเชียเลย ก็กำลังมองบริษัทในประเทศเอเชียเพื่อร่วมทุนเช่นกัน ซึ่ง FCB ก็ได้ติดต่อเจรจากับบริษัทของประกิตด้วย ในการเจรจานั้น ประกิตได้ยื่นเงื่อนไขเด็ดขาด 3 ข้อ คือ
1. จะไม่ขายกิจการ และคนไทยต้องถือหุ้นใหญ่
2. ต้องบริหารโดยคนไทย
3. ซื่อบริษัทต้องไม่หาย
ซึ่งทาง FCB ก็ยอมรับเงื่อนไขทั้ง 3 ประการ จึงทำให้การเจรจาในรายละเอียดใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง
ก็เป็นอันตกลงกันได้ โดยบริษัทประกิต แอนด์ แอสโซซิเอทส์ ถือหุ้น 70% ส่วน FCB ถือหุ้น 30% และบริษัท ประกิต แอนด์ FCB ก็เกิดขึ้นในปี 2529

ปี 2533
เศษฐกิจในประเทศไทยเฟื่องฟูมาก ซึ่งตอนนั้น บริษัท ประกิต แอนด์ FCB มีรายได้ 400 ล้าน-บาท ประกิตก็มีความคิดที่จะขยายกิจการ จึงนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยการกระจายหุ้นส่วนไม่กี่เปอร์เซ็นต์ซึ่งจะไม่ทำให้การบริหารดำเนินกิจการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้

ปี 2540
เศรษกิจประเทศไทยตกต่ำลงอย่างมาก ทำให้บริษัทเอเยนซี่จำนวนมากต้องปิดตัวลง แต่เนื่องจากประกิตบริหารงานด้วยแนวคิดที่อนุรักษ์นิยม ดังนี้คือ
1. ทำธุรกิจต้องมีเงินสดสำรอง
2. จัดพนักงานให้เหมาะสมกับงาน
3. ไม่ลงทุนในสิ่งที่ไม่รู้
4. ลงทุนไม่มาก
5. ดูเรื่องเงินให้รู้สภาพของตัวเองตลอดเวลา
6. มีลูกค้ามั่นคง เลี่ยงความเสี่ยง
จาก แนวทางการบริหาร 3 ข้อนี้ จึงทำให้บริษัท ประกิต แอนด์ FCB สามารถผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *