นักโภชนาการแนะพลิกวิกฤติเป็นโอกาส เลิกกินน้ำตาลป้องกันโรคเบาหวาน!

นักโภชนาการแนะพลิกวิกฤติเป็นโอกาส เลิกกินน้ำตาลป้องกันโรคเบาหวาน!
• คุณภาพชีวิต
รักษาสุขภาพ ลดวิกฤต

วิกฤติน้ำตาลแพง กระทบไปทั่วทุกสาขาอาชีพ รวมถึงในอุตสาหกรรมอาหาร ขนม เครื่องดื่มต่างๆ ผู้ประกอบกิจการกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก เนื่องจากน้ำตาลซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหาร เครื่องดื่ม และขนมหวานอื่นๆ ปรับราคาสูงขึ้นจากเดิมอีก 5.35 บาทต่อกิโลกรัม

จากปัญหาดังกล่าว รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาอย่างสุดความสามารถ อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่ง นายสง่า ดามาพงศ์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข และนักโภชนาการ กรมอนามัย เปิดเผยภายหลังร่วมงานเสวนามหกรรมเบาหวานสี่มุมเมือง จัดโดยสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ณ เซ็นทรัล พลาซ่า พระราม 2 ว่า ปัญหาน้ำตาลขึ้นราคาอีกกิโลกรัมละ 5.35 บาท แม้จะส่งผลกระทบทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ปรับราคาสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ตนอยากให้มองในเชิงบวกมากกว่า เพราะเป็นเรื่องที่ดีที่คนไทยจะได้ลดการบริโภคน้ำตาลลง

เนื่องจากข้อมูลพบว่า ปัจจุบันคนไทยบริโภคน้ำตาลเกินกว่ามาตรฐานกำหนด 3 เท่า คือ บริโภคน้ำตาลสูง คนละ 29.6 กิโลกรัมต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 20 ช้อนชา ขณะที่ค่ามาตรฐานกำหนดให้บริโภคได้ไม่เกินคนละ 10 กิโลกรัมต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 6-8 ช้อนชาเท่านั้น

ทั้งนี้ ส่วนใหญ่คนไทยบริโภคน้ำตาลทางตรง คือ การเติมน้ำตาลลงในอาหารประเภทต่างๆ ขณะเดียวกันการบริโภคน้ำตาลทางอ้อมก็เป็นปัญหาอย่างมาก โดยเฉพาะน้ำตาลที่อยู่ในเครื่องดื่มสำเร็จรูปอย่างน้ำอัดลม น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพรรสหวานจัด รวมถึงขนมหวาน ขนมกรุบกรอบ และอาหารอื่นๆ ด้วย

ดังนั้นจึงถือว่าขณะนี้คนไทยบริโภคน้ำตาลแบบฟุ่มเฟือย ซึ่งน้ำตาลเป็นอาหารที่ไม่มีคุณประโยชน์ ให้เฉพาะพลังงานสูงเท่านั้น ไม่มีสารอาหารที่ร่างกายต้องการ ที่สำคัญร่างกายไม่จำเป็นต้องได้พลังงานจากน้ำตาล เพราะมีอาหารอื่นๆ สามารถให้พลังงานทดแทนได้ เช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เป็นต้น

“ปริมาณน้ำตาลที่บริโภคเกินความต้องการของร่างกาย เมื่อใช้พลังงานไม่หมดจะเป็นพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายสะสมให้เป็นไขมัน ทำให้เกิดภาวะอ้วนลงพุงได้ ซึ่งขณะนี้มีคนไทยอ้วนลงพุงแล้ว 10 ล้านคน ที่สำคัญยังเป็นตัวการทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือโรควิถีชีวิต เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเส้นเลือดอุดตัน เป็นต้น โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ขณะนี้มีคนไทยป่วยสูงถึง 10 ล้านคนเช่นกัน นอกจากนี้น้ำตาลยังเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ฟันผุในเด็กเล็กด้วย”

ที่ผ่านมา สธ. ได้พยายามแก้ปัญหาการบริโภคน้ำตาลโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมา กรมอนามัยได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดโครงการรณรงค์ เช่น โครงการคนไทยไร้พุง โครงการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน เน้นการอบรมการบริโภคอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ คือ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ซึ่งได้รับความสนใจและการตอบรับจากกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีหนังสือเวียนแจ้งไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ กำหนดให้โรงเรียนในสังกัดห้ามจำหน่ายน้ำอัดลมภายในโรงเรียนโดยเด็ดขาด ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก

“การรณรงค์เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ควรจะมีมาตรการเชิงรุกด้วย ซึ่งขณะนี้กรมอนามัยได้ร่วมมือกับสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโรงงานอุตสาหกรรมผลิตขนมกรุบกรอบ จำนวน 4 แห่ง คิดค้นสูตรขนมที่ปราศจากน้ำตาล ไขมัน และเกลือ เพื่อสุขภาพของผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มเด็กในวัยเรียน ซึ่งสามารถผลิตขนมได้สำเร็จ โดยขนมยังมีความอร่อยแม้จะไม่มีน้ำตาล โดยทีมวิจัยอยู่ระหว่างการยื่นขอขึ้นทะเบียนอาหารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คาดว่าภายในเดือนมิถุนายนนี้จะสามารถผลิตขนมออกจำหน่ายสู่ตลาดทันที”

นอกจากนี้ยังมีโครงการศึกษานำร่องผลิตสูตรขนมไทยอ่อนหวาน 10 ชนิด เช่น ถั่วแปบ ขนมชั้น ข้าวตู ทองเอก เป็นต้น โดยลดน้ำตาลลงร้อยละ 20-25 เพื่อให้เวลารับประทานในหนึ่งอิ่ม หรือ 1 ครั้ง ร่างกายจะได้มีแคลอรีไม่เกิน 50 แคลอรี ซึ่งผลการศึกษาเป็นที่น่าพอใจ

ทางกรมอนามัยจะมีการเปิดตัวสูตรขนมไทยนี้ภายในเดือนมิถุนายนเช่นกัน และโครงการประชุมได้ผล คนได้สุขภาพ โดยจัดอาหารว่างระหว่างการประชุมให้เป็นเมนูสุขภาพ ลดอาหารรสหวาน มัน เค็ม ลง เช่น น้ำผลไม้สด นม น้ำเปล่า ผลไม้สดตามฤดูกาล และขนมไทย แทนการดื่มกาแฟ โอวัลติน น้ำผลไม้รสหวานจัด เบเกอรี่ เป็นต้น

นายสง่า กล่าวว่า เมื่อคิดดูแล้ว การบริโภคน้ำตาลเกินความจำเป็นส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย และทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทำไมไม่ลองพลิกวิกฤติเป็นโอกาสด้วยการลด ละ เลิก การบริโภคน้ำตาล จากที่เคยกินของหวานหลังอาหาร จากที่เคยดื่มแต่น้ำอัดลม จากที่เคยใส่น้ำตาลปรุงรสในน้ำแกง เพียงแต่งดกินของหวาน งดน้ำอัดลม ลดปริมาณน้ำตาลที่เป็นเครื่องปรุงลง เท่านี้คุณก็สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากแล้ว

“ผมคิดว่าในช่วงแรกๆ สำหรับคนที่ติดหวานอาจจะรู้สึกแปลกๆ อยู่ แต่เชื่อว่าถ้าคุณลดการกินหวานไปได้ระยะหนึ่งแล้ว สักพักลิ้นของคุณก็จะปรับสภาพความเคยชินตามไปได้เอง และยิ่งไปกว่านั้น สักพักคุณจะรู้สึกได้ว่าสุขภาพของคุณจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด น้ำหนักตัวลดลง ไขมันในเลือดลดลง เป็นผลที่ตามมาอีกด้วย”

อย่างไรก็ตาม ได้เคยทำหนังสือไปถึงผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ ให้ลดปริมาณน้ำตาลลง แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ เพราะเอกชนมองว่าถ้าลดปริมาณน้ำตาลในอาหาร หรือเครื่องดื่ม จะทำให้รสชาติเปลี่ยนไป และลูกค้าก็จะไม่บริโภคสินค้า ส่งผลกระทบต่อธุรกิจไปด้วย

ด้าน ศ.พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานคณะกรรมการจัดงานมหกรรมเบาหวานเบาใจ กล่าวว่า สถานการณ์ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานทั่วโลกในขณะนี้อยู่ที่ 246 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 380 ล้านคน ในอีก 18 ปี พ.ศ.2568 หรือเฉลี่ยปีละ 7 คน และทุกปีมีประชากรเกือบ 3.8 ล้านคนตายด้วยโรคเบาหวาน หรือโรคที่สัมพันธ์กับเบาหวาน ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 คือ เบาหวานไม่พึ่งอินซูลิน ซึ่งคนไทยกว่า 95 เปอร์เซ็นต์เป็นโรคเบาหวานชนิดนี้

สำหรับคนไทย สาเหตุการตายเกิดจากการติดเชื้อและโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นผลพวงมาจากโรคเบาหวานทั้งสิ้น นอกจากนี้โรคเบาหวานทำให้อายุคนเราสั้นลงได้ถึง 12-14 ปีอีกด้วย

ที่มา : ประชาทรรศน์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *