นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ ชื่อ ไกรยุทธ ธีรตยาคีนันท์

นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ ชื่อ ไกรยุทธ ธีรตยาคีนันท์
คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ โดย นวพร เรืองสกุล มติชนรายวัน วันที่ 06 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10406
ย้อนกลับไปเมื่อกันยายน 2545 คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดพิมพ์งานเขียนของ ศาสตราจารย์ ดร.ไกรยุทธ ธีรตยาคีนันท์ ออกมาเป็นหนังสือ 4 เล่มชุด ชื่อ สรรสาระ วิชาการ เศรษฐศาสตร์สาธารณะ
ศาสตราจารย์ไกรยุทธ ทำงานเป็นนักวิชาการเศรษฐศาสตร์อยู่เป็นระยะเวลาประมาณ 27 ปี และได้ลาออกจากราชการตามโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดเมื่อปี 2542
งานเขียนชุดนั้นน่าเกรงขามมาก ด้วยความหนาแต่ละเล่มประมาณ 1 นิ้วฟุต แต่ศาสตราจารย์ ดร.เทียนฉาย กีระนันทน์ ระบุว่า “ได้ตัดสินใจเลือกสรรพิมพ์เผยแพร่เฉพาะเพียงบางผลงาน นับแล้วได้เพียง 52 ผลงาน ซึ่งไม่ถึงร้อยละ 10 ของผลงานทั้งหมด”
เมื่อหนังสือชุดนี้จัดพิมพ์สำเร็จเรียบร้อย คณะเศรษฐศาสตร์จัดให้มีการสัมมนา แต่ว่าผู้เขียนมิได้มาร่วมงานด้วย เพราะว่าในเวลานั้นป่วยอยู่โรงพยาบาล
ศาสตราจารย์ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร กล่าวถึงศาสตราจารย์ไกรยุทธว่า “เป็นนักวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่โดดเด่น เป็นคนจริงจัง เสียดายที่มีปัญหาสุขภาพ”
เมื่อจบงานสัมมนา เราได้พากันไปเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาลบางโพ
เราได้พูดกันถึงผลงานที่น่าทึ่งของศาสตราจารย์ไกรยุทธ ที่ไม่ว่าจะเขียนประเด็นไหนในสังคม จะนำกระบวนการทางเศรษฐศาสตร์ ไปใช้อธิบายได้เสมอ เช่น กระบวนการประชาธิปไตยทำไมถึงมีแป๊ะเจี๊ยะโรงเรียน ประยุกต์ใช้ได้แม้ในกรอบของเรื่องทางวัฒนธรรม นอกจากนี้ ยังเป็นคนมีผลงานสูงมาก มีงานเขียนสม่ำเสมอ ตอนนี้ไม่ค่อยมีใครทำกันเลย
บทความของศาสตราจารย์ไกรยุทธ นำเสนอความคิดอย่างลึกซึ้ง รอบด้าน แต่ละเรื่องยาวหลายสิบหน้ากระดาษ เป็นการเขียนบทความเพื่อผู้สนใจเฉพาะด้าน หรือคนที่รู้เศรษฐศาสตร์ และยังผลิตตำราเพื่อนักศึกษาอีกมาก โดยที่ตำราส่วนมากเป็นระดับกลางและระดับสูง
ศาสตราจารย์ไกรยุทธ เป็นแรงบันดาลใจกับนักวิชาการมานานแล้ว ดร.ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ รำลึกให้ฟังว่า “อาจารย์ไกรยุทธ มีส่วนช่วยให้วงการวิชาการเศรษฐศาสตร์มีชีวิตชีวาใน 2 ด้าน คือ ด้านแรก งานเขียนของอาจารย์ เป็นพลังดึงให้นักเศรษฐศาสตร์ร่วมสมัยอีกหลายคน ให้สนใจผลิตงานในประเด็นที่เป็นเรื่องเฉพาะหน้าของสังคมในประเทศ และด้านที่ 2 ได้สร้าง “ตลาดวิชาการขึ้นมา” มีการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน การหันมามองศาสตร์ของตนเอง และการพัฒนาองค์ความรู้ในประเทศไทยเองและเมื่อผลิตงานเขียนออกมาแล้ว มีการเผยแพร่วิจารณ์ และการตอบขยายความกันและกัน (Comment และ Response)”
“ความโดดเด่นอีกเรื่องหนึ่งคือเป็นนักวิชาการที่เน้นการวิจัยเชิงวิเคราะห์ไม่เน้นการหาข้อมูล เก็บตัวเลข และออกแบบสำรวจ ดังที่นักวิจัยอื่นๆ มักจะทำ อาจารย์ไกรยุทธให้น้ำหนักส่วนใหญ่ที่การวางกรอบความคิด (Conceptualization) ว่าองค์ประกอบต่างๆ ทำงานอะไร อย่างไร จึงก่อตัวเป็นโลกทรรศน์ นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ทำนายได้”
ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ ศิษย์เก่ารุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน ที่ศาสตราจารย์ไกรยุทธได้รับทุน ก.พ.ไปศึกษาในระดับปริญญาตรี และต่อมาเป็นอาจารย์ร่วมคณะเศรษฐศาสตร์ด้วยกันย้อนความทรงจำที่คล้ายกัน
“อาจารย์ไกรยุทธบอกว่า นักเศรษฐศาสตร์คือคนที่ต้องใช้เศรษฐศาสตร์เท่านั้น ถ้าไม่ได้ใช้วิธีคิดทางเศรษฐศาสตร์ ก็ไม่ถือว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ คืออาจารย์ให้ความสำคัญกับกระบวนการคิดเป็นอย่างมาก”
กระบวนการคิดที่รัดกุมต้องสื่อความด้วยคำที่เจาะจงด้วย ศาสตราจารย์ไกรยุทธจะระมัดระวังมาก เกี่ยวกับคำศัพท์เพื่อให้ได้คำที่จำเพาะ เช่น ผล (result) ผลผลิต (output) ผลลัพธ์ (outcome) ผลที่ตามมา (consequence) และมักจะไม่ยอมเขียนไทยคำฝรั่งคำ ดังนั้น จะพยายามสรรหาคำไทยให้ตรงกับความที่ต้องการมากที่สุด บางคำค้นมาจากศัพท์ที่ราชบัณฑิตบัญญัติไว้แล้ว แม้จะเป็นคำที่ยังไม่เป็นที่รู้จักหรือนิยมใช้ในเวลานั้น ศาสตราจารย์ไกรยุทธก็ยืนยันว่าจะใช้ เพราะมีการบัญญัติไว้แล้ว เมื่อหาไม่ได้จริงๆ จึงพยายามคิดคำขึ้นมา เช่น Exti-voice theory ใช้คำว่า ทฤษฎีการถอนตัวและการโวยวาย เป็นต้น
ศาสตราจารย์ ดร.เมธี ครองแก้ว นักวิชาการในสาขาวิชาที่ใกล้เคียงกับวิชาการคลังสาธารณะของศาสตราจารย์ไกรยุทธ ยกตัวอย่างที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลงานว่า
“ดร.ไกรยุทธเป็นผู้บุกเบิกในวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่หลายเรื่องขอยกเรื่องเด่นๆ ขึ้นมา 3 เรื่อง
เรื่องแรก ดร.ไกรยุทธเน้นเรื่องหลักปรัชญาเศรษฐศาสตร์มาก แก่นสารของเศรษฐศาสตร์ของ ดร.ไกรยุทธ เป็นเอกสารทางวิชาการที่อธิบายปรัชญาเศรษฐศาสตร์เล่มแรกและอาจจะเป็นเล่มเดียวที่มีอยู่ และเพื่อนในวงวิชาการก็ใช้กันอยู่นานทีเดียว
เรื่องที่สอง ดร.ไกรยุทธมีบทบาทเกี่ยวกับการปฏิรูประบบภาษีอากรเพื่อให้เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ โดยการเปลี่ยนระบบภาษีการค้า เป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม อาจจะไม่ค่อยมีใครรู้ แต่ว่า ดร.ไกรยุทธเป็นผู้ศึกษา และปูทางอยู่มากทีเดียว ที่ทำให้มีการนำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้
เรื่องที่สาม เป็นเรื่องระบบงบประมาณที่ทำให้มีประสิทธิภาพและความคล่องแคล่ว ดร.ไกรยุทธมีบทบาทอยู่มากในการแก้ไขให้ระบบงบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตรงตามหน้าที่ของรัฐบาล
ดร.ไกรยุทธเป็นผู้บุกเบิกที่สำคัญคนหนึ่งในแวดวงวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ ขอเน้นว่าเป็นเรื่องงานวิชาการจริงๆ ดร.ไกรยุทธไม่ได้ใช้วิชาการไปสนับสนุนหรือคัดค้านในเรื่องที่นอกวิชาการเศรษฐศาสตร์ เขาสนใจมากๆ เพื่อคนที่จะใช้ประโยชน์กับวิชาการเศรษฐศาสตร์ ในเวลาต่อมานักเศรษฐศาสตร์รุ่นหลังที่อยากจะรู้ว่า ในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์เขาพูดอะไรกันเมื่อ 20 ปีก่อนก็ต้องอ่านงาน ดร.ไกรยุทธ”
ผู้เขียนเป็นรุ่นน้องของศาสตราจารย์ไกรยุทธที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ที่ลอสแองเจลิส (UCLA) สมัยที่เรียนปริญญาโท ได้ยืมตำราเรียนและได้พึ่งให้ศาสตราจารย์ไกรยุทธช่วยติวให้ในเวลาที่ติดขัด ในฐานะที่ได้รับทุนเป็นผู้ช่วยสอน และกำลังศึกษาปริญญาเอกอยู่
เมื่อกลับมาประเทศไทย ตีเทนนิสด้วยกันอยู่พักใหญ่ที่สนามของจุฬาฯ ในสมัยที่สนามเทนนิส ยังไม่ค่อยมีแพร่หลายและกีฬาเทนนิสยังไม่เป็นที่นิยมนัก
ได้เคยไปหาศาสตราจารย์ไกรยุทธที่คณะเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นห้องทำงานเล็กๆ แคบๆ เต็มไปด้วยหนังสือ (เป็นสมัญลักษณะของห้องทำงานอาจารย์นักวิจัยทุกคน) จากห้องและกองหนังสือเหล่านั้น ศาสตราจารย์ไกรยุทธได้ผลิตผลงานทางวิชาการออกมาอย่างสม่ำเสมอด้วยต้นฉบับลายมือเขียน
ฉันทะ ความชอบในวิชาเศรษฐศาสตร์ และวิริยะในการผลิตงานด้านวิชาการ ของศาสตราจารย์ไกรยุทธ เป็นเลิศอย่างเหลือเชือ ความเสมอต้นเสมอปลายกับการทำงานเป็นสิ่งที่ดูเหมือนธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา ไม่เรียกร้องหา ไม่รอสิ่งแวดล้อมหรือแรงจูงใจด้านตำแหน่งหน้าที่การงานหรือการเงินมาเป็นเงื่อนไขในการเริ่มงาน อาจารย์ทำงานเพื่องานเพราะพอใจกับการทำงานแม้งานช่วงแรกๆ ไม่ได้รับความสนใจนัก และใช้เวลานานมากกว่านักวิชาการในคณะจะยอมรับ และใช้เวลานานมากเหมือนกันกว่าจะได้ปริญญาเอก
พวกเราเคยพูดกันว่าจากผลงานที่ศาสตราจารย์ไกรยุทธ ผลิตออกมาจนได้ตำแหน่งทางวิชาการเป็นรองศาสตราจารย์แล้ว ถึงไม่ได้ปริญญาเอกก็ไม่มีผลอะไรกับผลงาน แต่อาจารย์ก็แก้ไขงานแล้วส่งไปอย่างไม่เสียความตั้งใจ ไม่เสียอารมณ์ เป็นการทำเรื่อยไปเหมือนกับการผลิตผลงานอื่นๆ
ผู้เขียนได้อ่านบทความที่พิมพ์โรเนียวของศาสตราจารย์ไกรยุทธหลายเรื่อง และเคยคิดเกินกว่า 1 ครั้ง ว่าจะหยิบเรื่องของเพื่อนรุ่นพี่คนนี้มาทำให้ง่ายให้คนทั่วไปได้อ่านสักที แต่ไม่เคยสำเร็จเพราะเมื่ออ่านแล้วก็ย่อไม่ลง จะเขียนใหม่ก็ขาดวิญญาณของผู้เขียนไปมาก เพราะความรอบด้านไม่หลุดประเด็น สมมติฐานรัดกุมเป็นลักษณะเด่นในงานของศาสตราจารย์ไกรยุทธ ที่หากย่อลงก็จะเสียเอกลักษณ์นั้นไป
หนึ่งในบทความกระดาษโรเนียวที่ศาสตราจารย์ไกรยุทธ เคยอวดผู้เขียนด้วยความพอใจว่า สามารถนำหลักเศรษฐศาสตร์ มาใช้ได้ในการบริหารนักเศรษฐศาสตร์ด้วยกันคือ การคิดวิธีการประเมินผลงานของอาจารย์ทั้งคณะอย่างมีหลักมีเกณฑ์ ทำออกมาจนเป็นคะแนนที่วัดเทียบกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานด้านวิชาการ งานสอน งานวิจัย หรือว่างานบริหาร โดยให้น้ำหนักทั้งปริมาณและคุณภาพของงาน
แนวคิดก็คือว่า ให้อาจารย์ทุกคนได้ทำในสิ่งที่ตัวถนัด ใครไม่ชอบบริหารก็ไม่ต้องทำ แต่ก็สามารถมีผลงานได้ถ้าทำงานด้านอื่นได้มาก และดี
วิธีการประเมินเช่นนี้ช่วยลดการให้เงินเดือนสองขั้นที่พึ่งความใกล้ชิด หรือความพึงพอใจของฝ่ายบริหารที่มีต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดลงได้มาก เกิดการได้เงินเดือนตามผลของงาน (Meritocracy) ขึ้นมาในคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเชื่อว่าทำเป็นคณะแรกในประเทศ
ศาสตราจารย์ไกรยุทธทำงานวิชาการด้านการคลังอย่างสมบูรณ์แบบมาก ในยุคนั้นที่ไม่ค่อยมีใครสนใจหลักและทฤษฎีเรื่องเศรษฐศาสตร์สาธารณะ (Public sector economics) แต่งานของนักวิชาการผู้นี้ครบถ้วน
ขอยกตัวอย่างชื่อบทความบางเรื่องที่อยู่ในหนังสือ สรรสาระวิชาการฯ มาพอให้เห็นความหลากหลายของหัวข้อและประเด็น ดังนี้
การคลังและการภาษี ประกอบด้วยส่วนที่เกี่ยวกับการคลังสาธารณะ การภาษี และการคลังท้องถิ่น
การงบประมาณ ประกอบด้วยส่วนที่เกี่ยวกับระบบงบประมาณ และวิธีการงบประมาณ
เศรษฐศาสตร์ภาครัฐ ประกอบด้วยส่วนที่เกี่ยวกับระบบราชการ และรัฐวิสาหกิจ
การพัฒนา การเมือง และสังคม
ดร.ไพโรจน์ เสริมว่า “เศรษฐศาสตร์การคลังสมัยอาจารย์ไกรยุทธรุ่งเรืองสูงสุด น่าเสียดายที่นักวิชาการรุ่นหลังสนใจน้อยลงมาก และคนที่สนใจมักเจาะลงไปเฉพาะเรื่อง เช่น การคลังท้องถิ่น เป็นต้น เราขาดคนสนใจด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณะ ทั้งๆ ที่ภาครัฐขยายตัวมหาศาล”
นอกจากงานเรื่องต่างๆ ที่กล่าวไปแล้ว มีผู้จำได้ว่าศาสตราจารย์ไกรยุทธเคยทำงานวิจัยพระราชดำรัส และผลงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในด้านการพัฒนาประเทศ โดยเน้นด้านทรัพยากรมนุษย์ เป็นผลงานวิจัยด้วยทุนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไว้นานแล้ว
น่าเสียดายที่ไม่มีการนำงานนี้ออกมาเผยแพร่ในปีนี้ที่เป็นปีเฉลิมฉลองการครองราชสมบัติครบ 60 ปี
วันที่ 2 กันยายน 2549 ศาสตราจารย์ไกรยุทธ เหลือเพียงชื่อและความทรงจำไว้ให้เพื่อนร่วมงานและครอบครัว มีภรรยาและบุตรหนึ่งคนได้รำลึกถึง
ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ สรุปว่า “รำลึกถึงเสมอ คิดว่าอาจารย์มีความเป็นนักวิชาการค่อนข้างสูง ไม่หยุดนิ่งในการติดตามแนวคิดใหม่ๆ และเป็นผู้นำประเด็นใหม่ๆ มาสู่วงวิชาการมาตลอด”
สำหรับผู้เขียน ศาสตราจารย์ ดร.ไกรยุทธ ธีรตยาคีนันท์ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ของนักเศรษฐศาสตร์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *