นวัตกรรมแห่งการเรียนรู้โลจิสติกส์ยุคใหม่

นวัตกรรมแห่งการเรียนรู้โลจิสติกส์ยุคใหม่

Written by Administrator
Friday, 20 June 2008 04:07
Sample image
นวัตกรรมแห่งการเรียนรู้โลจิสติกส์ยุคใหม่
Dr.Sitichai Farlangthong
วิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก
เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ร่วมกับ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การจัดทำกรณีศึกษาสำหรับหลักสูตรด้านโลจิสติกส์ โดยมี ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษว่า ในอดีตเป้าหมายของอุดมศึกษาคือผลผลิตสุดท้ายคือ บัณฑิต ต่อมาทาง สกอ.ก็มุ่งไปที่ คณาจารย์ แต่ปัจจุบันความเจริญเติบโตของมหาวิทยาลัยมีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อคุณภาพบัณฑิตและจำนวนบัณฑิตที่เกินความต้องการของตลาดแรงงานและไม่ได้คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบสนองในด้านการพัฒนากำลังคนด้านโลจิสติกส์ จึงได้มีนโยบายพัฒนากำลังคนแบบองค์รวม (Holistic) และตอบสนองความต้องการของสถานประกอบการ (Demand Side) โดยเฉพาะการพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมที่เป็นลักษณะต้นแบบแห่งความร่วมมือสถาบันการศึกษาจับมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติที่มีทักษะตามความต้องการของสถานประกอบการ ด้วยการเรียนรู้ในลักษณะการใช้กรณีศึกษา (Case Study) ซึ่งผู้สอนจะต้องมีความเชี่ยวชาญทั้งความรู้และประสบการณ์จริง
สำหรับวัตถุประสงค์ก็เพื่อที่จะส่งเสริมให้อาจารย์ที่สอนในหลักสูตรด้านโลจิสติกส์มีความรู้ ความสามารถในการเขียนกรณีศึกษาจากข้อมูลจริงของสถานประกอบการ ซึ่งเป็นการปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนและมีการจัดทำเป็นกรณีศึกษาที่เป็นบริบทของอุตสาหกรรมในประเทศไทย เพื่อสร้างและเขียนกรณีศึกษาเก็บไว้เป็นคลังกรณีศึกษาโดยทุกสถาบันสามารถนำใช้ไปได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย รวมทั้งคณาจารย์จะเกิดทักษะความรู้ความสามารถความชำนาญในการเขียนและใช้กรณีศึกษาปรับปรุงการเรียนการสอนต่อไป รวมทั้งจะเป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างภาคทฤษฎีกับภาคปฏิบัติอีกด้วย
ลำดับต่อมาเป็นการเสวนาเรื่อง “ลบช่องว่างในโลกโลจิสติกส์ ทฤษฎีแน่น ปฏิบัติคล่องด้วยกรณีศึกษา โดย คุณพจมาน ภาษวัธน์ ประธานคณะทำงานโครงการโลจิสติกส์คลินิกเพื่อพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม สภาอุตสาหกรรมฯ รศ.ดร.ดวงพรรณ กริชชาญชัย ผู้อำนวยการศูนย์การจัดการโลจิสติกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ ดร.สถาพร โอภาสานนท์ สาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ดำเนินรายการเสวนา
บทสรุปของการเสวนานั้น กล่าวได้ว่า การเรียนการสอนสมัยใหม่ควรมีการใช้กรณีศึกษาที่จะต้องเป็นของคนไทยโดยเฉพาะที่จะเป็นการเชื่อมโยงความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม วิธีในการจัดทำกรณีศึกษานั้น ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยชื่อของสถานประกอบการ ข้อมูลตัวเลขรายรับ-รายจ่าย ยอดขาย ฯลฯ ซึ่งขั้นตอนในการจัดทำกรณีศึกษาจะใช้ในการแก้ไขปัญหา การหาปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factor : KSF) หรือหากเป็นผู้ประกอบการ/ผู้จัดการควรมีวิธีแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างไร? ซึ่งคณาจารย์ที่เข้าร่วมโครงการจัดทำกรณีศึกษาไม่ต้องกังวลว่าสถานประกอบการจะไม่ให้ความร่วมมือ การที่ สกอ. มีเครือข่ายร่วมมือกับสมาพันธ์การผลิตและโลจิสติกส์ไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถานประกอบการที่เป็นสมาชิกของสมาคมต่าง ๆ ได้มีการลงนามให้ความร่วมมือในการที่จะอำนวยความสะดวกด้านข้อมูลในการจัดทำเป็นกรณีศึกษาของประเทศไทยเพื่อใช้ในการเรียนการสอนในการพัฒนากำลังคนด้านโลจิสติกส์ต่อไป
ส่วนแหล่งที่มาของกรณีศึกษานั้น สามารถสร้างได้จาก 1. การเข้าไปเป็นที่ปรึกษาบริษัท 2. การทำวิจัย 3. การวิเคราะห์เอกสาร 4. การแปลหรือดัดแปลง Text Book จากต่างประเทศ การใช้กรณีศึกษาจากต่างประเทศ อย่าทิ้ง เพราะบางอย่างยังถืออยู่ในระดับมาตรฐานการศึกษา ซึ่งมาตรฐานในการทำงานของประเทศที่เจริญแล้ว นิยมทำหรือแก้ไขปัญหาด้วยหลักวิชาการอย่างไร 5. การสัมภาษณ์ผู้บริหาร 6. จากประสบการณ์ที่เคยได้เข้าไปทำงานภายในบริษัทต่าง ๆ 7. จากการส่งนักศึกษาไปร่วมทำงานสหกิจศึกษากับสถานประกอบการ และ 8. จากการเขียนขึ้นเองจากประสบการณ์สอนในวิชานั้น มายาวนาน
สำหรับการใช้กรณีศึกษาที่จะพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนนั้น ดร.สิทธิชัย ฝรั่งทอง หัวหน้าสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ วิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก ได้ให้ทัศนะเพิ่มเติมว่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ในการเรียนการสอนระดับอุดมศึกษา แต่ในศาสตร์สาขาอื่น ๆ ก็ได้มีการใช้กรณีศึกษาพัฒนาการเรียนการสอน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการจัดการ การตลาด วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น แต่ที่ถือว่าใหม่ในศาสตร์สาขาโลจิสติกส์นั้น ก็เพราะว่ายังไม่ได้มีการสร้างกรณีศึกษาที่เป็นบริบทในอุตสาหกรรมด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทย และถ้าใช้กรณีศึกษาในการปรับรูปแบบการจัดการการเรียนการสอน ต้องอย่าลืมว่า หากนักศึกษายังไม่มีความแม่นยำในหลักการและทฤษฎีก่อนการใช้กรณีศึกษา อาจทำให้การเรียนรู้เกิดความไม่สมบูรณ์ รวมทั้งมิใช่กรณีศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ผู้สอนจะต้องหาวิธีการต่าง ๆ อันจะทำให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ในห้องเรียนได้ตลอดเวลาร่วมด้วย เช่น การใช้สื่อ VCD หรือเกมส์ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี ดร.สิทธิชัย ฝรั่งทอง ยังได้กล่าวอีกว่า ข้อดีของการใช้กรณีศึกษา 1.เพื่อให้นักศึกษาเกิดการดูดซับความรู้ เกิดการเรียนรู้เข้าใจได้อย่างรวดเร็ว เข้าใจแก่นของทฤษฎี และเป็นการฝึกวิธีคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ 2. นักศึกษามีสถิติการเข้าห้องเรียนเพิ่มขึ้น 3. บรรยากาศในการเรียนการสอนเกิดความสนุกสนานไม่เครียดและผ่อนคลาย และ 4. นักศึกษามีส่วนร่วมในการซักถามและตอบ ส่วนข้อเสียก็คือ 1. หากให้นักศึกษาทำงานเป็นกลุ่ม จะมีนักศึกษาที่ทำงานจริงๆในแต่ละกลุ่มเพียงไม่กี่คน และคำตอบที่ได้ก็จะไม่มีความหลากหลายเพื่อประโยชน์ต่อการแก้ไขกรณีศึกษานั้น ๆ 2. กรณีศึกษาที่ใช้ในการเรียนการสอนมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริง แต่นักศึกษาไม่มีประสบการณ์ในการทำงานมาก่อน ทำให้ขาดความสามารถในการประยุกต์จาการเรียนด้านวิชาการเพื่อใช้ในชีวิตจริงได้
สำหรับข้อเสนอแนะการใช้กรณีศึกษาประกอบการเรียนการสอนนั้น ดร.สิทธิชัย กล่าวว่า ควรมีการทบทวนเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ใช้กรณีศึกษานั้นๆ อย่างเพียงพอ เพื่อเป็นการลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการทำกรณีศึกษา โดยให้เริ่มใช้กรณีศึกษาที่ง่าย ๆ ก่อนแล้วค่อยๆ เพิ่มความยาก โดยมีการกำหนดขอบเขตคำถามที่ชัดเจน เพื่อให้นักศึกษาเคยชินและเพิ่มกำลังใจในการเรียน และให้นักศึกษาในชั้นเรียนมีส่วนร่วมในการทำกรณีศึกษาในรูปแบบการสัมมนาแบบมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดการโต้แย้งกันในประเด็นต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้นักศึกษาวิเคราะห์และประยุกต์ได้ดีขึ้น รวมทั้งอาจารย์ควรใช้อุปกรณ์ในการสอน หรือสร้างบรรยากาศเสมือนจริง เพื่อเป็นแรงจูงใจในการเรียนการสอน และควรสอนบรรยายโดยใช้คำพูดที่กระชับ ชัดเจน ได้ใจความยิ่งขึ้น
ส่วนปัญหาที่ว่า มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ออกไปไม่สามารถทำงานได้ทันทีนั้น ดร.สิทธิชัย ได้ให้คำตอบว่า ในการปฐมนิเทศและการพัฒนาบุคลากรใหม่ ถือว่าเป็นหน้าที่ของสถานประกอบการที่จะต้องเพิ่มกระบวนการเรียนรู้ในการทำงาน เนื่องจากคนใหม่ยังไม่เข้าใจระบบวิธีการทำงานและจะต้องสร้างทัศนคติที่ดีในการทำงานให้กับเขาด้วย ดังนั้น แม้สถานศึกษาจะปรับวิธีการเรียนการสอนและพัฒนาคุณภาพบัณฑิตในลักษณะสหกิจศึกษา แต่ก็ยอมว่าก็ยังไม่สามารถก้าวหน้าหรือก้าวทันกับสิ่งที่ธุรกิจก้าวตามสภาพแวดล้อมทางการแข่งขันได้
อย่างไรก็ตาม นี่คือความท้าทายจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่มหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนจะต้องปรับตัว และเป็นสิ่งที่ท้าทายองค์กรธุรกิจที่จะต้องมียุทธศาสตร์ทางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพราะสภาพแวดล้อมภายนอกนั้น จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นอันตรายอย่างมากกับธุรกิจ หากไม่ทำอะไรเลยหรือขยับทำอะไรบ้างเพียงเล็กน้อย ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย อันจะสร้างความสามารถทางการแข่งขันในอนาคตได้ต่อไป.

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *