ทิ้งการคิดทางลบให้ได้

ทิ้งการคิดทางลบให้ได้
ถึงวันนี้ในวงการธุรกิจโดยเฉพาะผู้บริหารต่างรู้ซึ้งว่า จำเป็นต้องมีความคิดสร้างสรรค์ เพราะความคิดสร้างสรรค์ช่วยให้ คิดเร็ว คิดคล่อง และคิดได้ทันการ ไม่ว่าจะเป็นการคิดกลยุทธ์ คิดวางแผน คิดแก้ปัญหา คิดปรับปรุงงาน คิดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มนวัตกรรม หรือคิดเพิ่มประสิทธิภาพ

ผู้บริหารธุรกิจยุคใหม่รู้ความจริงเหล่านี้มากขึ้น ผิดกับเมื่อก่อนที่มองไม่เห็นความจำเป็นของความคิดสร้างสรรค์ว่ามีต่อความมั่นคงและความก้าวหน้าของงานมากแค่ไหน

ผู้บริหารธุรกิจและนักธุรกิจรวมถึงคนทำงาน ถามกันว่า ถ้าอยากพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของตนเองจะเริ่มได้อย่างไร

พอดิฉันบอกไปก็จะมีข้อโต้แย้งว่าคงยาก ลำบาก ด้วยเหตุผลมากมาย ซึ่งล้วนฟังขึ้น และเห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้ ดิฉันจึงค่อยๆ มองเห็นภาพความคิดในใจของคนได้ชัดเจนมากขึ้นๆ จนพบว่า อุปสรรคใหญ่ของความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งรวมไปถึงความสุขในการดำเนินชีวิต คือ “การคิดทางลบ” (Negative Thinking )

การคิดทางลบ และ การคิดทางบวก มีอยู่ในคนทุกคน สิ่งสำคัญคือ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง มีเหตุการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้นมา มันขึ้นอยู่กับว่าการคิดทางลบหรือการคิดทางบวกในใจของคนๆ นั้น สิ่งไหนที่เข้มแข็งกว่ากัน

ถ้าการคิดทางลบมีกำลังมากกว่าก็จะเป็นผู้บัญชาการความคิดตอนนั้น การคิดทางลบจะผลิตความคิดทั้งหลายทั้งมวลที่บอกว่า “แย่แล้ว ลำบากแล้ว ยากจริงๆ หมดหวังแน่ เป็นไปไม่ได้เลย เดี๋ยวจะเกิดปัญหาตามมาอีกมากมาย เพราะมีเหตุผลมากมายคือ… ฯลฯ”

ฉะนั้นด้วยเหตุด้วยผลอันครบถ้วนมากมาย ทำให้เห็นได้ว่า อุปสรรคที่กีดขวางอยู่นั้น มันทำให้สุดวิสัยที่จะคิด หรือจะหาทางทำอะไรได้

ความคิดทางลบจึงทำให้เราไม่ออกแรงไปในทางที่จะคิดให้ได้ตามที่ต้องการ เพราะเราเชื่อว่าคิดอย่างไรก็คงคิดไม่ได้

ถึงแม้คิดได้ก็คงนำไปใช้ไม่ได้หรอก เพราะจะมีปัญหาตามมาอีกแน่นอน ดังนั้นจึงป่วยการที่จะคิด แต่น่าจะไปตำหนิคนที่ทำให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เราน่าจะไปสืบค้นหาว่าใครเป็นสาเหตุของเรื่องนี้ เขามีเจตนาอะไรกันแน่ คงไม่ใช่เจตนาดีแน่นอน และมีใครเป็นคนที่ร่วมมือบ้าง

นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่พอทำให้เราเห็นว่า ถ้าการคิดทางลบในใจของเราเข้มแข็ง มีกำลังมาก และมีอิทธิพลครอบงำการคิดของเราในสถานการณ์นั้น เราจะไม่คิดในช่องทางที่ควรคิด แต่จะเลี้ยวไปคิดในช่องทางที่ไม่ควร ทำให้เสียเวลาคิดเพราะช่องทางนั้นจะไม่พาไปที่จุดหมายปลายทาง

เปรียบเสมือนกับที่เราขับรถผิดทางไปคนละทิศ จะไปทางเหนือแต่ขับรถไปทางใต้

นอกจากการคิดทางลบจะไม่พาให้ไปตรงเป้าหมายแล้ว การคิดทางลบมัก จุดความรู้สึกไม่พอใจ และความวิตกกังวลขึ้นมาในใจ ตั้งแต่รับทราบเหตุการณ์ หรือถ้าเป็นคนทำงานก็ตั้งแต่รับงานแล้ว

การคิดทางลบทำให้จิตใจของผู้คิดร้อนรุ่ม กระสับกระส่ายตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มคิดเสียด้วยซ้ำ

คนทำก็ต้องคิดหาทางแก้ ถ้าความคิดทางลบครอบงำคนๆ นั้นอยู่ เขาจะรู้สึกไม่พอใจตั้งแต่ต้น เช่น หงุดหงิด โมโหว่าทำไมอะไรต่างๆ มาเกิดขึ้นกับเขา และจะโวยวายและบ่น เพื่อระบายความไม่พอใจ เมื่อบ่นและโวยวายวนเวียนอยู่กับอารมณ์หงุดหงิดรำคาญ ใจจึงไม่ว่างที่จะคิดหาทางแก้ไขให้ได้หลายๆ วิธีเผื่อนำมาเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดได้

การบ่นและโวยวายเป็นผลของการคิดทางลบ คือ ความไม่พอใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และความวิตกกังวลหรือความกลัว เช่น กลัวงานจะเสีย กลัวตนเองจะเดือดร้อน กลัวจะกระทบลูกค้า กลัวผู้บริหารตำหนิ กลัวเสียหน้า กลัวคนเขาจะไม่เชื่อ กลัวเสียภาพพจน์ กลัวว่าจะไม่ได้ผล กลัวมีอุปสรรคตอนจะแก้ปัญหา กลัวว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัด กลัวจะไม่มีคนช่วย กลัวว่าคนอื่นจะดูถูกซ้ำเติมว่าไม่มีฝีมือ แก้ปัญหาแค่นี้ก็ไม่ได้

ความคิดทางลบมีผลร้ายต่อจิตใจของเราทุกคนเป็นอย่างมาก ยิ่งคิดยิ่งน่ากลัว ยิ่งกลัวยิ่งคิดไปกว้างขึ้น และลึกขึ้น มองเห็นเป็นภาพชัดเจนเลยว่าเหตุการณ์จะยิ่งร้ายมากขึ้นๆ ขนาดไหน

บางคนกลัวมากเท่าไรก็ยิ่งบ่นและโวยวายแสดงความไม่พอใจมากเท่านั้น

บางคนไม่พูดอะไรเลย ไม่พอบอกให้ใครรู้ ปล่อยปัญหาไว้อย่างนั้น พอความเดือดร้อนเกิดขึ้น งานเสียหาย ผู้คนเสียหาย ต้องมีคนซักไซ้ไล่เลียงจนมาถึงตัว เขาจึงรับว่าเขารู้ว่ามีปัญหา แต่ไม่รู้จะแก้อย่างไร จึงปล่อยทิ้งไว้และไม่กล้าปรึกษาใคร เพราะกลัวเขาว่าหรือตำหนิว่าไม่มีฝีมือที่ปล่อยปัญหาทิ้งไว้ทำให้งานเสียหายมากมาย ซึ่งจริงๆ แล้วก็ทุกข์ใจและกังวลใจอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร มองไม่เห็นทางออกจริงๆ

การคิดทางลบทำให้คนตัดสินใจผิดพลาด เนื่องจากคิดดำดิ่งไปในทางที่มืดมนอย่างสุดโต่ง แต่ไม่มีใครคิดว่าตนเองสุดโต่ง เพราะที่ตนคิดทั้งหลายทั้งมวลนั้น ล้วนมีเหตุผลอันสมควรทั้งสิ้น หารู้ไม่ว่านั่นเป็นการคิดเอียงไปด้านเดียว เพราะอารมณ์กลัวและไม่พอใจครอบงำไว้อย่างแน่นหนามาก

ผลของการคิดเอียงไปทางมืดมนจนหมดหนทางนี้ ทำให้คนๆ นั้นมีความคิดเห็นและความเข้าใจที่กลับตาลปัตรจากความเป็นจริงและะธรรมชาติ

เช่น สิ่งที่ควรทำกลับเห็นว่าไม่ต้องทำ มีปัญหาต้องแก้ไขควรรีบหาทางแก้ทันที แต่กลับปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ หรือกลับใช้เวลาไปบ่น โวยวาย ไปเล่าให้คนโน้นคนนี้ฟัง ระบายความทุกข์ ฆ่าเวลาไปมากมาย และเสียค่าโทรศัพท์ก็ไม่ใช่น้อย แต่ตนคิดว่าคุ้ม เพราะได้ความสบายใจ

พาชีวิตให้ลุกขึ้นยืนใหม่ให้องอาจ และเข้มแข็งยิ่งกว่าเดิมด้วยการทิ้งการคิดทางลบ คือ ความไม่พอใจ ความกลัว และความวิตกกังวลให้ออกจากใจให้ได้ทุกเมื่อ

ถ้าเราใช้แต่การคิดทางบวก เพื่อมองแต่หนทางที่จะทำให้เป็นไปได้ในทางดีงามและสร้างสรรค์ บากบั่นมุ่งมั่นจนสำเร็จ เปรียบเสมือนคนเดินไปถูกทิศ ก็มีโอกาสไปถึงเป้าหมายได้

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *