ทำดีคนเดียว ได้ดีหลายคน

ทำดีคนเดียว ได้ดีหลายคน
หน้าต่างความคิด : เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2550
ไม่มีใครเลยสักคนที่ไม่เคยทำความดี และไม่มีใครที่ไม่อยากทำดี แล้วทำไมคนทำดีถึงมีน้อยลงทุกวัน? หรือว่าคนดีเริ่มจะสูญพันธุ์แล้ว? คิดไปคิดมาก็ไม่น่าจะใช่ เพราะถ้าสังคมไทยเราขาดแคลนคนดีขนาดนั้น ป่านนี้บ้านเมืองคงได้ลุกเป็นไฟไปแล้ว
ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น การทำดีถือเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหมือนกับการซื้อเสื้อผ้า การกู้เงิน การทำมาค้าขาย เนื่องจากหากใครสักคนต้องการทำดี เขาต้องเปรียบเทียบต้นทุนจากการกระทำของเขากับประโยชน์ที่ได้รับกลับมา เมื่อใดเขาคิดว่าประโยชน์ที่ได้มากกว่าต้นทุนที่เกิดขึ้นเขาก็จะตัดสินใจทำความดี ในทางกลับกัน การทำดีจะไม่เกิดขึ้นถ้าเข้าคิดว่าทำแล้วได้ไม่คุ้มเสีย ปัญหาก็คือ แต่ละคนมีคำนิยามของ “ประโยชน์จากการทำความดี” กับ “ต้นทุนของการทำความดี” ไม่เหมือนกัน
บางคนคิดว่า ประโยชน์ที่ได้จากทำความดีควรเป็นตัวเงินหรือการยอมรับชมเชยจากคนรอบข้างเปิดเผย จึงเลือกทำเฉพาะความดีที่มีผลตอบแทนและมีคนเห็นเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริง การทำความดีส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนแก่ผู้ทำในลักษณะนี้ เราจึงมักได้ยินคนสมัยนี้พูดกันอยู่เสมอว่า “ทำความดีแล้วได้อะไร?” “ทำดีไปก็ไม่มีใครเห็น” พอคิดว่าไม่มีใครเห็น ก็เลยไม่อยากจะทำ
การคิดเช่นนี้คือการเอาตนเองเป็นที่ตั้ง โดยไม่ได้คิดว่า ความดีนั้นมีคุณค่าด้วยตัวของมันเอง การทำความดีก็คือ การให้สิ่งที่ดีกับคนอื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน การเป็นผู้ให้จะช่วยให้เราลดความอยาก เมื่อความอยากลดลง ความต้องการก็ลดลง จึงไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายหาชื่อเสียงเงินทองมาสนองกิเลสของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ชีวิตจึงมีความสุขมากขึ้น
ไม่ว่าจะเลือกกำหนดนิยามความสำเร็จไว้อย่างไรก็ไม่ควรลืมว่า เราทำงานเพื่อให้มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข หากหน้าที่การงานเจริญรุ่งเรืองแต่ชีวิตเต็มไปด้วยภาระหน้าที่จะไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง จะเรียกว่าประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างไร? เช่นกัน สำหรับคนที่พอใจกับงานเล็กๆ แต่ต้องกังวลอยู่ตลอดเวลาว่าพรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้าชีวิตจะเป็นอย่างไร ก็คงพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำว่าตนเองประสบความสำเร็จในชีวิต
การทำความดียังเป็นการลงทุนให้กับสังคม เพื่อสร้างทุนทางสังคม งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันตรงกันว่า สังคมที่มีทุนทางสังคมสูงเป็นสังคมที่มีภูมิต้านทานเชื้อโรคทางสังคมที่เข้มแข็ง ถึงแม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน มีการกระทบกระทั่งกันบ้าง ทุนทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการลงทุนทำความดีสะสมไว้ ก็ยังจะช่วยประคับประคองสมาชิกในสังคม ให้ผ่านพ้นไปได้
นอกจากนี้แล้ว สังคมประเภทนี้ยังมีการจัดสรรทรัพยากรที่มีความเท่าเทียมกันมากกว่าสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง เมื่อความขัดแย้งลดลง ทรัพยากรที่เคยใช้ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งก็จะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นเพื่อสังคมได้อีก
สังคมไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยปัญหาที่รอการแก้ไข ทางออกของปัญหาบางเรื่องเริ่มต้นจาก การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสังคมนั้น ต้องเริ่มต้นจากตัวเรา เมื่อเราเปลี่ยนแปลงตนเอง คนรอบข้างจะค่อยๆ เปลี่ยนไป ถึงวันนี้ทำดีคนเดียวก็ไม่เป็นเป็นไร สังคมใช่ว่าจะเปลี่ยนได้ในวันเดียว เพราะธรรมชาติของมนุษย์ กลัวการเปลี่ยนแปลง ขอให้ทำไปเรื่อยๆ วันละเล็กละน้อย อีกไม่นานคนอื่นจะเริ่มเอาเป็นตัวอย่างเอง เรียกว่า ทำดีคนเดียว ได้ดีหลายคน
ความดีนั้น ยิ่งบอกต่อกันไปก็ยิ่งทรงพลังมากขึ้น ปีใหม่ไทยปีนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะเริ่มต้นสิ่งที่ดีให้กับชีวิตของตน ครอบครัว คนรอบข้าง และสังคมไทยโดยรวม ลองคิดดูว่า ถ้านับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปคนไทยทุกคนช่วยทำความดีกันวันละครั้ง ทุกวันจะมีความดีเกิดขึ้นกว่าหกสิบล้านเรื่อง ทุกสัปดาห์จะมีความดีเกิดขึ้นสี่ร้อยยี่สิบล้านเรื่อง และทุกปีจะมีความดีเกิดขึ้นถึงสองหมื่นหนึ่งพันแปดร้อยสี่สิบล้านเรื่อง ประเทศที่เต็มไปด้วยความดีมากมายขนาดนี้จะน่าอยู่สักแค่ไหน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *