ทองคำสัญลักษณ์ความมั่งคั่ง

ทองคำสัญลักษณ์ความมั่งคั่ง
Future world by tfex : เกศรา มัญชุศรี กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2551
ทองคำเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง และอำนาจของผู้ครอบครองมาตั้งแต่โบราณกาล หลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้พบเครื่องประดับทองคำจากหลุมพระศพในพีระมิดของกษัตริย์อียิปต์โบราณ และที่ใส่พระศพ (โลง) ทองของกษัตริย์ตุตันคาเมน ซึ่งมีอายุมากกว่าสองพันปีก่อนคริสตกาล
นอกจากนี้ นักโบราณคดียังคงค้นพบเครื่องประดับทองคำ ตามแหล่งอารยธรรมที่รุ่งเรืองในยุคสมัยต่อมา ได้แก่ อาณาจักรเปอร์เซีย โรม และยุโรป ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา มีการค้นพบเหมืองทองคำในอเมริกาในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในปัจจุบันออสเตรเลีย และแอฟริกา เป็นแหล่งแร่ทองคำที่ผลิตออกขายทั่วโลก
ในช่วงเดียวกันนั้น ระบบการเงินของประเทศแถบยุโรปได้ผูกติดค่าเงินของตนกับทองคำ เริ่มจากอังกฤษในปี 1821 และตามด้วยประเทศยุโรปอื่นๆ และสหรัฐอเมริกา เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เหลือเพียงสหรัฐอเมริกาที่ยังคงผูกค่าเงินของตนกับทองคำไว้ ขณะที่ประเทศอื่นๆ หันเหไปใช้เงินตราต่างประเทศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเงินสำรองของตนเอง และสหรัฐอเมริกาได้ยกเลิกระบบดังกล่าวในปี 1971
การผูกค่าเงินกับทองคำ หมายความว่า มีการกำหนดค่าเงินของประเทศให้เท่ากับมูลค่าของทองคำไว้ และสามารถแลกเป็นเปลี่ยนเป็นทองคำจากธนาคารกลางของประเทศได้ อัตราแลกเปลี่ยนเงินของประเทศต่างๆ จึงสามารถเปรียบเทียบกันได้ เนื่องจากมีมาตรทองคำเป็นตัวอ้างอิง ระบบการเงินมีเสถียรภาพอย่างมากเป็นเวลาหลายปีจากการใช้ระบบนี้ และเมื่อเกิดความผันผวนขึ้นในระบบเศรษฐกิจ อาจมีข้อจำกัดที่ทำให้ระบบนี้ไม่ยืดหยุ่นเพียงพอ โดยปริมาณเงินที่หมุนเวียน ขึ้นอยู่กับปริมาณทองคำที่ประเทศครอบครองอยู่
ภายหลังการยกเลิกระบบการอ้างอิงกับทองคำแล้ว ความต้องการซื้อขายทองคำเป็นไปเพื่อการลงทุน เพื่อเป็นเครื่องประดับและเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ราคาทองคำที่เคยทรงตัวในระดับ 35-43 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ เป็นระยะเวลาหลายสิบปีในช่วงการใช้ระบบผูกค่าเงินกับทองคำ กลับปรับตัวไต่ระดับสูงขึ้นทุกปีจนมีราคา 300-500 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ในระหว่างปี 1979-2005 และในช่วงสองปีที่ผ่านมาราคาพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์มากกว่า 1,000 ดอลลาร์ การเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำในช่วง 3, 5, 10 ปี ที่ผ่านมานั้น พบว่าทองคำมีราคาเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 24 ร้อยละ 19.5 และร้อยละ 11.8 ต่อปี โดยมีอัตราความผันผวนของราคามากขึ้นด้วย
ปรากฏการณ์ราคาทองคำสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อนโยบายการลงทุนของกองทุนประเภทต่างๆ มาก ประกอบกับผลตอบแทนการลงทุนในหลักทรัพย์ และพันธบัตรอยู่ในระดับไม่สูงมากนัก แม้แต่ไอเอ็มเอฟ ก็ประสบกับการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยเงินกู้จากประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย เพราะปัจจุบันประเทศเหล่านั้น พึ่งพาไอเอ็มเอฟน้อยลง ฐานะการเงินของไอเอ็มเอฟเอง อาจต้องมีการปรับเพื่อให้เกิดความมั่นคงในระยะยาว
ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไอเอ็มเอฟประกาศจะขายทองคำ 403.3 ตัน หรือ 12.97 ล้านออนซ์ มูลค่า 11.9 พันล้านดอลลาร์คิดเป็นร้อยละ 12 ของปริมาณทองคำที่ถืออยู่ทั้งหมด 3,217 ตัน หรือ 103.4 ล้านออนซ์ มูลค่าตลาดประมาณ 95.2 ล้านดอลลาร์ โดยมีมูลค่าสูงกว่าสิบเท่าตัวเมื่อเทียบกับต้นทุนที่ 9.2 พันล้านดอลลาร์
ส่วนการอนุมัติแผนการขายครั้งนี้ ต้องมาจากรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา และจากชาติสมาชิกทั้ง 185 ประเทศ แม้อนุมัติแล้ว คงต้องใช้เวลาหลายปีในการขาย เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนกับการซื้อขายในตลาด
ทองคำจำนวนที่จะขายข้างต้น เป็นทรัพย์สินส่วนที่ได้มาภายหลังการแก้ไขกฎบัตรสมาชิกเมื่อปี 1978 จึงสามารถนำเงินจากการขายมาใช้จ่ายในองค์กรได้ ส่วนที่เหลือเป็นทองคำในชื่อของสมาชิกตามสัดส่วนที่ได้นำส่งไว้ก่อนหน้า โดยสมาชิกมีสิทธิที่จะซื้อได้ในราคา 35 SDRต่อออนซ์
ปัจจุบันสมาชิกของไอเอ็มเอฟ ไม่มีธุรกรรมแลกเปลี่ยนหรือชำระทองคำระหว่างกันนับจากการแก้ไขกฎบัตรดังกล่าว การดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับทองคำ ต้องขออนุญาตจากสมาชิก โดยอาจกล่าวได้ว่า สินทรัพย์ที่มีค่าเช่นนี้ ยังมีช่องทางที่จะบริหารให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้นในด้านอัตราผลตอบแทนและให้ความยืดหยุ่นมากขึ้น
อุปมาแล้วก็คงเหมือนกับเงินสำรองของประเทศไทยที่ถกเถียงกันก่อนการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เพิ่มประสิทธิภาพ และลดข้อจำกัดการดำเนินการเพื่อให้สามารถใช้สินทรัพย์นี้ให้มีประโยชน์ได้มากขึ้น
ฉบับหน้ามาพบกับการซื้อขายในตลาดทองคำของต่างประเทศนะคะ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *