ทศพิธราชธรรม กับ Good Governance

ทศพิธราชธรรม กับ Good Governance
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ มติชนรายวัน วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10287
เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วผู้เขียนได้รับเชิญไปพูดเรื่อง “การบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี” บ่อยมาก โดยไปพูดในการอบรมบรรดาผู้บริหารส่วนท้องถิ่นระดับ อบต. เนื่องจากช่วงนั้นทางกระทรวงมหาดไทยกำลังฮิตเรื่องนี้อยู่
ความจริงเรื่อง “การบริหารกิจการบ้านเมือง และสังคมที่ดี” นั้น ทางเมืองไทยเราแปลมาจากหลักการของ Good Governance ของธนาคารโลกที่เขาปล่อยเงินกู้ให้กับประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย (รวมทั้งประเทศไทยที่เขาเรียกว่าประเทศกำลังพัฒนา) ซึ่งบรรดาผู้เผด็จการของประเทศด้อยพัฒนาทางทวีปแอฟริกาหลายประเทศเบี้ยวเงินกู้ที่จะเอาไปสร้างถนน สร้างเขื่อน สร้างโรงเรียน ฯลฯ โดยเอาไปเข้ากระเป๋าตัวเองเสียยังงั้น
ทางธนาคารโลกก็เลยออกหลักการเชิญชวน 6 ข้อในการบริหารบ้านเมือง (พูดง่ายๆ ก็เอามาสอนนั่นแหละ) ว่า การบริหารบ้านเมืองต้องยึดหลัก 6 ข้อ นี้คือ
1.Equity ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี แปลว่า หลักนิติธรรม
2.Integrity แปลว่า หลักคุณธรรม
3.Transparency แปลว่า หลักความโปร่งใส
4.Participation แปลว่า หลักความมีส่วนร่วม
5.Accountability แปลว่า หลักความรับผิดชอบ
6.Efficiency แปลว่า หลักความคุ้มค่า
อีทีนี้ทางรัฐบาลไทยซึ่งต้องกู้เงินไอเอ็มเอฟมาในช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2540 ก็เลยเอาเรื่อง Good Governance มาเป็นเรื่องใหญ่โต
ผู้เขียนได้ไปพูดได้สักพักก็รู้สึกเหม็นกลิ่นนมกลิ่นเนยมากขึ้นทุกที จนเกิดพุทธิปัญญาพวยพลุ่งขึ้นมาว่า เรื่องหลักการของการบริหารบ้านเมืองนั้น ราชอาณาจักรไทยสถาปนามานาน ก่อนสหรัฐอเมริกา ผู้เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ ของธนาคารโลกเสียอีก โดยที่เราก็มีหลักทศพิธราชธรรมอยู่แล้วซึ่งครอบคลุมมากกว่า Good Governance เสียอีก
ดังนั้นผู้เขียนจึงหันมาพูดเรื่องทศพิธราชธรรมอย่างหน้าตาเฉย
จนกระทั่งบรรดาเจ้าภาพทั้งหลายรวมหัวเลิกเชิญผู้เขียนไปพูดอีก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้และน่าเห็นใจ
ความจริงจุดอ่อนของการพูดเรื่องทศพิธราชธรรมกับ Good Governance นั้นก็คล้ายๆ กัน คือหลักการที่เป็นหัวข้อสำคัญนั้น เป็นภาษาต่างด้าวเหมือนกัน พอแปลเป็นภาษาไทยแล้วก็ฟังไม่รู้เรื่องเหมือนกัน ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูเอาเองก็แล้วกัน
ทศพิธราชธรรม คือ จริยาวัตรที่พระเจ้าแผ่นดินทรงประพฤติเป็นหลักธรรมประจำพระองค์ หรือคุณธรรมของผู้ปกครองบ้านเมือง มี 10 ประการ (ทศ แปลว่า สิบ) ได้แก่
1.ทาน – การให้ 2.ศีล – การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย 3.บริจาค – ความเสียสละ 4.อาชชวะ – ความซื่อตรง 5.มัททวะ – ความอ่อนโยน 6.ตบะ – การข่มกิเลส 7.อักโกธะ – ความไม่โกรธ 8.อวิหิงสา – ความไม่เบียดเบียน 9.ขันติ – ความอดทน 10.อวิโรธนะ – ความไม่คลาดจากธรรม
เป็นยังไงบ้างใครเข้าใจก็เป็นคนแปลกทีเดียวแหละ แต่พวกเด็กชั้นมัธยมท่องได้คล่องนะ โดยเฉพาะพวกที่สอบผ่านโอเน็ต เอเน็ต อะไรนั่นนะ แต่ท่องได้แบบนกแก้วนกขุนทอง ไม่รู้เรื่องหรอก
ตามหลักความจริงนั้นภาษาทุกภาษาที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน ยกเว้นภาษาที่ตายแล้ว (ภาษาที่ตายแล้วก็เช่น ภาษาบาลี ภาษาละติน เป็นต้น) ก็เหมือนกับสิ่งที่มีชีวิตทั่วไปคือมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นคนไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา กับคนไทยในปัจจุบัน พ.ศ.2549 ย่อมพูดกันไม่ค่อยจะรู้เรื่องเข้าใจกันอย่างแน่นอน ไม่ต้องดูอื่นไกลทุกวันนี้ พ่อ แม่ กับลูกยังพูดกันไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลยเนื่องจากศัพท์แสงต่างๆ ก็ได้เปลี่ยนแปลงไป ขนาดพ่อฟังเพลงไทยสากลของสุเทพ วงศ์กำแหง ลูกยังหาว่าเทปยืดเลยครับ ส่วนพ่อๆ ทุกวันนี้ก็ฟังเพลงของลูกๆ ไม่รู้เรื่องเอาเลยทีเดียว
ดังนั้นผู้เขียนจึงได้เปลี่ยนแปลงการอธิบายเรื่องทศพิธราชธรรมมาให้เข้ากับสมัยนี้ (พ.ศ.2549) กล่าวคือ
1.ทาน คือการให้ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว แต่การให้นั้นแบ่งตามลำดับสูงต่ำได้ 3 ระดับ คือ
1.1 การให้สิ่งของเงินทอง จัดว่าเป็นการให้ระดับต่ำสุด เพราะเมื่อกินเมื่อใช้แล้วก็หมดไป
1.2 การให้วิทยาทาน คือการให้วิชาความรู้ จัดเป็นระดับกลาง กล่าวคือสามารถเอาวิชาความรู้เป็นเครื่องมือไปหากินเองได้
1.3 อภัยทาน นี่ยังไงทานของผู้ปกครอง การให้อภัยต่อศัตรูนี่มันยากจังนะ แต่ผู้ปกครองบ้านเมืองต้องรู้จักให้อภัยต่อศัตรู
2.ศีล คือความเป็นปกติ อย่างศีล 5 คือเรื่องปกติทั้งนั้น เนื่องจากการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การพูดโกหก และการเสพสิ่งมึนเมานั้นเป็นเรื่องปกติแท้ๆ การที่เราไม่ทำก็เป็นเรื่องปกติเพราะจะฆ่าสัตว์โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่นี่เป็นเรื่องยากนะ การลักทรัพย์ก็ต้องอดตาหลับขับตานอนคอยให้เจ้าทรัพย์เผลอ แถมยังต้องหวาดเสียวกลัวถูกจับได้อีก ส่วนการประพฤติผิดในกามยิ่งยากใหญ่ แค่ประพฤติถูกในกามก็ยังยากพออยู่แล้วด้วยซ้ำไป ฯลฯ
3.บริจาค ข้อที่ 3 นี่เองที่คนเลิกสนใจทศพิธราชธรรมเพราะเห็นว่าซ้ำกับข้อทาน ซึ่งไม่ใช่หรอกภาษาอังกฤษนั้น แปลคำว่าบริจาคว่า Liberality ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยปัจจุบันแปลว่า ใจกว้าง
ซึ่งความใจกว้างนี่คือการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นที่ไม่ตรงกับของตัวเองนะ ซึ่งข้อนี้ตามธรรมดาผู้ที่มีอำนาจรับไม่ค่อยได้นะ (บริ แปลว่า รอบๆ อย่างบริเวณยังไง ส่วนจาคะนั้นพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ได้แปลไว้ในพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลธรรมว่า “ใจกว้างพร้อมที่จะรับฟังความทุกข์ ความคิดเห็น และความต้องการของผู้อื่น” เรื่องนี้ทางหลักประชาธิปไตยก็คือการให้ประชาชน “มีส่วนร่วม” นั่นเอง
4.คือความซื่อตรง กับข้อ 5 ความอ่อนโยน ก็คงไม่มีปัญหาอะไรแต่อย่าไปจำเอาภาษาบาลีก็แล้วกันปวดหัว
6.ตบะ ข้อนี้คนไทยคงคุ้นๆ ในนิทานต่างๆ คือฤๅษีบำเพ็ญตบะ คือเผากิเลส ตัณหา มีความเป็นอยู่อย่างสามัญ ไม่หลงใหลหมกมุ่นในความสุขสำราญและความปรนเปรอ ข้อนี้ผู้ปกครองบ้านเมืองคงทำยากเพราะต้องตีกอล์ฟกันอยู่เรื่อยๆ
7.ความไม่โกรธ คือ ไม่ลุแก่อำนาจความโกรธ จนเป็นเหตุให้วินิจฉัยความและกระทำการต่างๆ อย่างไม่เป็นธรรม
8.ความไม่เบียดเบียนผู้น้อยประชาชน ให้ต้อนรับกันหรูหราฟูมฟาย ไม่ใช่ทำตัวแบบช้างเหยียบนาพระยาเหยียบเมือง เก็บภาษีขูดรีด หลงระเริงในอำนาจ
9.ความอดทนต่องานที่ตรากตรำ อดทนต่อคำยั่วหยันเสียดสีถากถาง ไม่หมดกำลังใจ ไม่ยอมละทิ้งกรณีย์ที่บำเพ็ญโดยชอบธรรม
10.ข้อนี้สำคัญ ก็คือความโปร่งใสนี่เอง
หลักธรรมทางพระพุทธศาสนานี่นะ ข้อหลังๆ มักสำคัญก่อนข้อหน้าๆ (ถือไว้เป็นหลักเลย อย่างศีลข้อที่ 5 เมื่อเมาแล้ว ก็จะผิดศีลทุกข้อได้อย่างสบาย) อวิโรธนะนี้ แปลเป็นภาษาปัจจุบันก็คือ “ความไม่เป็นพิรุธ” ตรงนี้ยังไงล่ะที่แตกต่างกัน ระหว่างหลักรัฐศาสตร์ กับ หลักนิติศาสตร์
กล่าวคือในทางรัฐศาสตร์ถือว่าเมื่อมีพิรุธก็ผิดเสียแล้ว
แต่ทางนิติศาสตร์มักจะต้องมีใบเสร็จ นักการเมืองทั่วไปจึงชอบใช้หลักนิติศาสตร์ยังไงล่ะ
วันนี้ มะๆ โมๆ มากไปหน่อย คงไม่ว่ากัน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *