ทฤษฎี ใช้เงินต่อเงิน ต้องระวังดอกเบี้ย ขาขึ้น

ทฤษฎี ใช้เงินต่อเงิน ต้องระวังดอกเบี้ย ขาขึ้น
วัชรา จรูญสันติกุล กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2549

วัชรา จรูญสันติกุล แจกแจงผลลบทางการเงินที่บุคคลและครัวเรือนจะตกหลุมพรางจนเกิดภาระหนี้สินล้นพ้นตัวได้ หากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นสู่ภาวะ ‘เลขสองหลัก’

ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในจังหวะ ‘ขาลง’ ทำให้การหาเงินเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในกระเป๋าไว้ให้เพียงพอกับการใช้จ่าย เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก พูดง่ายๆ ก็คือ “อย่าพยายามก่อหนี้ให้มากขึ้น” เพราะในยามที่เศรษฐกิจทั้งระบบเริ่มฝืดเคือง เงินก็จะยิ่งหายากขึ้น หรือหากจะได้เงินก้อนนั้นมาก็ต้องจ่ายต้นทุนที่แพงขึ้น ซึ่งก็คือต้องดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้น จนเป็นกลายเป็นภาระจ่ายที่เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ

ถึงแม้ว่า หลายคนอาจจะไม่เชื่อในทฤษฎี ‘การใช้เงินต่อเงิน’ ดังกล่าว เพราะยังได้รับโทรศัพท์ จากพนักงานขายในแผนกบัตรเครดิต ของธนาคารต่างๆ ว่า “คุณได้รับอนุมัติวงเงินสินเชื่อบุคคลแล้ว สามารถเบิกเงินไปใช้สอยได้เลย ก็เพราะว่าคุณคือ ลูกค้าที่ได้รับสิทธิพิเศษของเราในวันนี้!” คำพูดหวานๆ ที่มากับสายโทรศัพท์มือถือที่ต่อตรงมาถึงคุณ ทั้งหว่านล้อมให้ลูกค้ารายพิเศษเหล่านั้นใจอ่อน และคิดแต่เพียงว่า

“เงินยังหาได้ง่าย โดยลืมไปว่าทุกบาทนั้นมีต้นทุน ไม่ใช่ได้มาฟรีๆ โดยเฉพาะภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ตามมาในแต่ละวัน แต่ละเดือน และหากวันใดพลั้งเผลอใช้จ่ายเงินเกินตัว ทำให้ต้องผิดนัดชำระหนี้ ภาระจ่ายดอกเบี้ยจะพุ่งปรู๊ดปร๊าดเป็นทวีคูณ สูงกว่าเพดานดอกเบี้ยจ่ายปกติ 18 เปอร์เซ็นต์ต่อปี”

ลองคิดดูว่า เมื่อเกิดกรณีจำนวนเงินที่ต้องผ่อนชำระขั้นต่ำในแต่ละเดือนไม่เพียงพอกับภาระดอกเบี้ย ที่ต้องจ่าย ก็จะถูกนำไปทบกับเงินต้นไปเรื่อยๆ ในแต่ละเดือน จนทำให้ยอดหนี้มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นไปอีกมาก ดังนั้น การที่เราจะหารายได้เพิ่มขึ้นในปัจจุบันหรือระยะเวลาอันใกล้นี้ ให้ทันกับภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ถูกคิดคำนวณพอกพูนมากขึ้นเป็นรายวันนั้น ย่อมไม่เป็นเรื่องที่ง่ายดายอย่างที่คิดเสียแล้ว

โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจซบเซาแบบนี้ เพราะรายได้ที่ได้รับมาในแต่ละเดือนอาจจะคงที่ หรือลดลงด้วยซ้ำในกรณีที่บริษัทที่ทำงานอยู่นั้น อาจจะงดจ่ายโอทีหรือเบี้ยเลี้ยงพิเศษให้อีกต่อไป

ทุกวันนี้ ภาวะเศรษฐกิจในบ้านเรานั้นได้หมดยุค ‘เงินถูก’ และ ‘หาเงินได้ง่าย’ ไปแล้ว แต่ที่ยังไม่ถึงกับต้องขาดแคลนเงิน ก็เพราะบ้านเรายังสามารถผลิตสินค้าส่งออกไปขายในต่างประเทศได้บ้าง มีเงินรายได้จากการท่องเที่ยว ของต่างชาติที่เข้ามาบ้าง รวมไปถึงราคาสินค้าเกษตรที่เป็นพืชเศรษฐกิจ ที่ทำรายได้เข้าประเทศยังมีราคาที่ดีอยู่ ทำให้ภาวะการเงินในบ้านเรายังพอจะมีสภาพคล่องเพื่อหมุนเวียนใช้จ่ายเหลืออยู่บ้าง

“เพียงแต่เราต้องคิดว่า ปริมาณเงินที่หมุนเวียนในทุกวันนี้ มีจำนวนจำกัดในการนำมาใช้จ่ายมากขึ้น ด้วยเหตุผลนี้เองที่ส่งผลกระทบต่อดอกเบี้ยขาขึ้นในขณะนี้” นักการเงินคนหนึ่งให้ความเห็น

โดยกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ใหญ่ของไทย 2-3 แห่ง พากันขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25-0.5% ทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี ที่เป็นฐานอ้างอิงกับการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ประเภทอื่นๆ นั้นขยับขึ้นมาอยู่ที่ 8-8.5% ส่งผลดอกเบี้ยเงินกู้ยืมทั่วไปเข้าใกล้ระดับ 10% มากขึ้นทุกที

สถานการณ์ในขณะนี้ เราจึงต้องระมัดระวังให้มากกับการนำเอา ‘ทฤษฎีใช้เงินต่อเงิน’ มาจับจ่ายใช้สอย หรือเรียกในอีกรูปแบบหนึ่ง คือ การก่อหนี้สินที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง ซึ่งหากใครตกหลุมไปกับภาพลวงตาในการหาเงินได้ง่ายๆ แบบนี้แล้ว ปัญหาการเงินในครัวเรือนคงจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งนับวันก็จะมีจำนวนผู้คนที่ ‘ตกหลุมพราง’ เป็นลูกโซ่มากขึ้นเรื่อยๆ

นักการเงินจึงเตือนว่า ภาคครัวเรือนจะต้องรู้จักการบริหารเงินของตัวเอง โดยเริ่มต้นจากการมีวินัยทางการเงิน ในการใช้จ่ายที่ไม่เกินตัว และใช้จ่ายโดยยืนอยู่บนฐานรายได้หลังที่ต้องกันส่วนหนึ่ง ไว้เป็นเงินออมอย่างน้อยที่สุดจำนวน 10% ของรายได้ทั้งหมดที่ได้รับในแต่ละเดือน หากเรายังไม่รู้สึกถึงสถานการณ์ทางการเงินในประเทศที่กำลังบีบรัดตัวที่มากขึ้นนี้แล้ว

อีกทั้งยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมดังกล่าวแล้ว โอกาสพลาดพลั้งที่จะกลายเป็น ‘บุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว’ ซึ่งในที่สุด ก็จะสร้างความเดือดร้อนนำมาสู่ตนเองและครอบครัว

“ในอดีตเมื่อไม่นานมานี้ ประเทศไทยเคยประสบชะตากรรมอันเจ็บปวดมาแล้ว ในช่วงที่เกิดยุคทองทางเศรษฐกิจ ราวหนึ่งทศวรรษก่อนถึงภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ การเงินในปี 2540 ก็เพราะการเพ้อฝันไปกับเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วถึงปีละ 10% โดยลืมไปว่า อัตราการเติบโตที่ทำให้มีการลงทุนสร้างรายได้เพิ่มขึ้นนั้น มาจากการกู้ยืมเงินจากคนอื่น ซึ่งมาจากสถาบันการเงินต่างชาติ

เมื่อเศรษฐกิจเริ่มสะดุดและทรุดลง จึงถูกสถาบันการเงินต่างชาติรุมทวงเงินกู้คืน จนในที่สุดประเทศไทย ก็ไม่มีเงินทุนสำรองเหลือเพียงพอในการชำระหนี้คืน โดยเฉพาะเป็นหนี้ส่วนใหญ่ที่เกิดจากธุรกิจเอกชนที่ใช้เงินของคนอื่นมาลงทุน โดยไม่เกิดผลผลิตที่ดีพอสำหรับประเทศ ทำให้ฐานะการเงินของประเทศไทยอ่อนยวบ ต้องเข้าสู่การล้มละลายในที่สุด” นักการเงินวาดภาพย้อนไปถึงในอดีต

แต่ปัจจุบันกลับผุดภาพที่สะท้อนให้เห็นแนวโน้มว่าอาจจะเกิดวิกฤติขึ้นรอบใหม่ได้ในอนาคตอันใกล้นี้ เพียงแต่ว่า “วิกฤตการณ์คราวต่อไปนี้ จะเกิดขึ้นกับบุคคลและครัวเรือน ถ้าหากว่า ทุกคนยังไม่รู้จักรักษาวินัยทางการเงินของตัวเอง มีการใช้จ่ายเงินเกินตัว โดยหลงลืมบทเรียนที่เกิดขึ้นกับประเทศเมื่อ 10 ปีที่แล้ว”

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *