"ทฤษฎีเกม" เกมสำหรับผู้บริหาร ผู้วางกลยุทธ์องค์กร

“ทฤษฎีเกม” เกมสำหรับผู้บริหาร ผู้วางกลยุทธ์องค์กร

อาจเป็นเพราะสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในปัจจุบัน ทำให้องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องปรับตัวและไม่เฉพาะแต่ประเทศต่างๆ แถบประเทศยุโรปและอเมริกาเท่านั้น

หากองค์กรต่างๆ ในประเทศไทยก็จำเป็นที่จะต้องปรับตัวเช่นกัน

เพราะไม่เช่นนั้นอาจเกิดความผิดพลาดได้ เพราะอย่างที่ทราบปัจจุบันภาวะการแข่งขันทางธุรกิจค่อนข้างทวีความรุนแรง ดังนั้นหากองค์กรใดก้าวพลาดแม้แต่เพียงก้าวเดียว ก็อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่องค์กรได้

หรืออาจจะเสียท่าคู่แข่งขันได้

ทั้งในเรื่องของการกำหนดจุดยุทธศาสตร์สำหรับช่วงชิงสินค้า เกมการตลาด การกำหนดกลยุทธ์ หรือการวางแผนประชาสัมพันธ์สินค้าในรูปแบบต่างๆ

ซึ่งมองเผินๆ เหมือนกับองค์กรต่างๆ เหล่านี้ต่างกระทำและประเมินสรรพกำลังของตัวเองอยู่ก่อนแล้ว แต่ในความเป็นจริงต้องยอมรับว่าการขับเคลื่อนองค์กรทั้งระบบล้วนอยู่ภายใต้เงื่อนไขของเศรษฐกิจและการเมืองทั้งสิ้น

ยิ่งเฉพาะเศรษฐกิจและการเมืองที่กำลัง ระส่ำระสายอยู่ขณะนี้ จนทำให้ผู้นำองค์กรหลายคนต่างประเมินไม่ออกว่า หลังจากมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 และมีรัฐบาลใหม่ในปี 2551 องค์กรต่างๆ จะต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่นี้อย่างไร

หรือจะต้องวางเกมธุรกิจตัวเองอย่างไร ?

เหตุนี้เองจึงทำให้หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ และเอพีเอ็ม กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญในการให้บริการคำปรึกษา และพัฒนาบุคลากร และองค์กรมากว่า 15 ปี จึงร่วมมือกันจัดงานสัมมนาขึ้นในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2550 ระหว่างเวลา 12.15-17.00 น. ณ หอประชุมมหิศร ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่

ภายใต้หัวข้อว่า “Game Theory” หรือ “ทฤษฎีเกม”

ที่ไม่เพียงจะมี “ดร.สุวิทย์ เมษิณทรีย์” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาบรรยายเรื่อง “มิติใหม่ เทรนด์โลก เทรนด์ธุรกิจ”

หากยังมี “กรรณิกา ชลิตอาภรณ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มาบรรยายเรื่อง “การบริหารจัดการองค์กรอย่างยั่งยืน”

นอกจากนั้น ภายในงานสัมมนาดังกล่าวยังมีผู้เชี่ยวชาญทางด้าน “Game Theory” มาบรรยายต่อเนื่องเพื่อให้เห็นภาพว่าองค์กรต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจนั้น เขาได้นำ “Game Theory” มาปรับใช้กับองค์กรอย่างไร

อันประกอบด้วย “ภัทรศักดิ์ อุตตมะโยธิน” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอพีเอ็ม เลิร์นนิ่ง จำกัด, ธีระ วีรธรรมสาธิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอพีเอ็ม เอชอาร์ คอนซัลทิง จำกัด และกรินทร์ โปสาภิวัฒน์ ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท เอพีเอ็ม กรุ๊ป จำกัด

ที่สำคัญในตอนท้ายของงานสัมมนายังมี “อริญญา เถลิงศรี” กรรมการผู้จัดการ เอพีเอ็ม กรุ๊ป และ “อิสระ ยงปิยะกุล” ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท เอพีเอ็ม กรุ๊ป จำกัด จะมาสรุปให้ฟังอีกครั้งว่า “Game Theory” ไม่เพียงเป็นทฤษฎีเกมที่นำไปปรับใช้กับการดำเนินธุรกิจได้จริง

หากยังนำไปช่วยวิเคราะห์ เรียบเรียง และทำให้เกิดการตัดสินใจอย่างแม่นยำมากขึ้นด้วย ทั้งนั้นเพราะ “Game Theory” เกี่ยวข้องกับ “global dynamic” หรือ “โลกที่มีการเปลี่ยนแปลง” อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเกี่ยวข้องกับ “concept base” ในอนาคต

ผลเช่นนี้เองจึงทำให้องค์กรต่างๆ ในโลก รวมทั้งองค์กรต่างๆ ในประเทศไทย จึงต้องมาวาง “business strategy” เพื่อที่จะได้ทราบว่าในภาวะการแข่งขันที่มีความสุ่มเสี่ยงจากสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่เป็นอยู่ขณะนี้

เขาจะปรับกลยุทธ์องค์กรอย่างไร ?

และจะทำอย่างไรถึงจะให้องค์กรของตัวเองไม่สะดุดขาตัวเอง หรือไม่ก้าวพลาดในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงเช่นนี้ เพราะอย่างที่ทราบการบริหารองค์กรในอดีตมักจะยึดถือลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (customer centric) แต่ปัจจุบันจะต้องยึดถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง (people centric) แทน

และจะต้องรู้ด้วยว่าองค์กรของตัวเองชำนาญในธุรกิจอะไร ?

เหตุนี้เองใน “Game Theory” จึงจำเป็น ต้องเกี่ยวข้องกับ business framework และเกี่ยวข้องกับ network and strategy ทั้งนั้นก็เพื่อที่จะวางทฤษฎีเกมขององค์กรตัวเอง ให้ก้าวข้ามผ่าน customer convergent ไปสู่ people convergent

เพราะโลกของเราทุกวันนี้เป็นเครือข่ายใยแมงมุม ที่ไม่เพียงเกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสาร หากบางครั้งยังเชื่อมโยงกับธุรกิจอย่างเป็นระบบด้วย แม้บางครั้งอาจเป็นอุตสาหกรรมนิยมแบบเก่าบ้างก็ตาม

แต่กระนั้น ก็ต้องยอมรับว่าเกมที่เหนือชั้น จะนำมาซึ่งชัยชนะอย่างเด็ดขาด เพราะผู้ที่สร้างเกมได้ดี ย่อมได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์

อีกอย่างความเหนือชั้น และการอ่านความคิดของคู่แข่ง และจินตนาการ อาจทำให้ผู้ที่เล่นเกมประเมิน หรือคาดการณ์ได้ว่า เขาน่าจะมีโอกาสชนะ มากกว่าแพ้

มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ มากกว่า ล้มเหลว

ในทางกลับกัน หากเขาเล่นเกมธุรกิจไม่เป็นล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น ดังนั้น ทางออกของเรื่องนี้ ผู้ที่เป็นผู้นำองค์กร จึงต้องประเมินให้ออกว่าเกมนี้เขาควรลงเล่น หรือไม่ควรเล่น

และลงเล่นแล้วเขาจะชนะหรือไม่

ดังนั้น ในท่ามกลางสภาวะการแข่งขันอย่างรุนแรง องค์กรต่างๆ จึงจำเป็นต้องนำ “Game Theory” มาปรับใช้ เพราะ “Game Theory” เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของความสลับซับซ้อนเชิงกลยุทธ์

ที่ไม่เพียงเป็นการวางตัวแปรไว้อย่างมากมาย หากยังเป็นเครื่องมือ เป็นกระบวนการที่สามารถนำมาช่วยวิเคราะห์ เรียบเรียง เพื่อกำหนดการตัดสินใจสำหรับผู้บริหารขององค์กรต่างๆ ด้วย

ที่สำคัญ “Game Theory” ยังเกี่ยวข้องกับระบบคิด วิธีคิด ที่ผู้บริหารองค์กรจะต้องมองธุรกิจไปข้างหน้า และจะต้องมองข้ามชั้นไปอีกหลายก้าว

เพื่อที่จะสำรวจดูว่าลูกค้าของตัวเองเป็นอย่างไร เป็นแบบไหน และคู่แข่งจะตอบสนองกับกลยุทธ์ที่วางไว้อย่างไร หรือถ้าหากต้องการสร้างสินค้าใหม่ ตลาดใหม่ หรือจะต้องสร้างเสริมสิ่งเดิมๆ องค์กรก็จะต้องมีการคาดการณ์ล่วงหน้าถึงสิ่งที่จะกลับมา

ไม่ว่าจะเป็นเสียงตอบรับจากลูกค้า คู่ค้า หรือคู่แข่ง ทั้งนั้นก็เพื่อให้ผู้นำองค์กรมีการ เตรียมตั้งรับ รุก และวางแผน หรือถ้าหากมีการวางกลยุทธ์บิดเบี้ยว ผู้นำองค์กรก็จะได้รู้ล่วงหน้าว่าเขาจะมีแผนสำรองไหนมาปรับใช้บ้าง

ในทางเดียวกัน หากเกิดความผิดพลาดในกรณีต่างๆ ผู้นำองค์กรก็จะต้องกลับตัวเป็น หรือจะต้องตัดสินใจทันด่วนถึงความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

เพราะอย่างที่ทราบ “Game Theory” เป็นเรื่องของการวางเกมธุรกิจ ดังนั้นในฐานะผู้นำองค์กรก็จะต้องพยายามสร้างเกม สร้างเวที เพื่อให้ผู้เล่นลงมาเล่นในเกมให้ได้

ที่สำคัญ “Game Theory” ยังเกี่ยวข้องกับการวางยุทธศาสตร์ในเรื่อง “คน” ด้วย

เพราะ “คน” เป็นผู้ขับเคลื่อนองค์กร ดังนั้นหากองค์กรใดสามารถสร้าง “คน” ให้วิ่งเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงขององค์กร หรือสร้างให้ “คน” ก้าวไปข้างหน้ามากกว่าที่เป็นอยู่

นั่นเท่ากับว่าองค์กรนั้นๆ จะมีชัยไปกว่าครึ่ง

เพราะอย่างที่บอก โลกของการแข่งขันทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นคนที่เป็นผู้นำองค์กรจึงต้องวางเกมธุรกิจให้ “รุก” และ “รับ” ให้สอดคล้องต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างพลวัตด้วย

หาไม่เช่นนั้นอาจพ่ายจนหมดกระดาน ?

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *