ทฤษฎีเกมแห่งอำนาจ

ทฤษฎีเกมแห่งอำนาจ
มองมุมใหม่ : ชำนาญ จันทร์เรือง กรุงเทพธุรกิจ วันพุธที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2549
ฮาโรลด์ ลาสเวลล์ (Harold Lasswell) กล่าวว่า “การเมือง เป็นเรื่องของการได้มาซึ่งอำนาจ เพื่อที่จะตัดสินว่าใครจะได้อะไร เมื่อใด และอย่างไร” ซึ่ง “อำนาจ” ในที่นี้หมายถึง พลังอะไรบางอย่างที่จะสามารถบังคับให้คน หรือกลุ่มบุคคลที่มีพลังน้อยกว่ากระทำตามที่ตนต้องการ ฉะนั้น อำนาจจึงเป็นสิ่งที่หอมหวนและน่าพิสมัยเป็นยิ่งนัก บางรายถึงกับเสพติดจนไม่ลืมหูลืมตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมืองหรือข้าราชการระดับสูงทั้งหลาย
เกม (games) หมายถึง สถานการณ์ที่มีการแข่งขันหรือการขัดแย้งระหว่างฝ่ายตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไป ที่ใช้กันมากได้แก่ เกมในการกีฬา ส่วนในการเมืองก็เช่นเดียวกันมีสถานการณ์แห่งการขัดแย้งและการแข่งขันคล้ายๆ กับเกมในการกีฬา ผู้ที่เข้าเล่นแต่ละฝ่ายต่างก็ต้องศึกษาถึงกฎเกณฑ์กติกาของการเล่น โดยพยายามคาดคะเนล่วงหน้าถึงวิธีการเล่นของฝ่ายอื่นๆ หากมีการละเมิดกติกาก็จะต้องมีผู้เข้ามาตัดสิน
จริงๆ แล้ว ทฤษฎีเกมนี้เริ่มนำมาเผยแพร่ในปี ค.ศ.1928 โดยนักคณิตศาสตร์ชื่อ จอห์น ฟอน นิวแมน (John Von Newmann) ที่นำมาอธิบายเรื่องการแข่งขันกันทางเศรษฐกิจจนทำให้เขาได้รับสมญานามว่าเป็นบิดาของทฤษฎีเกม โดยทฤษฎีเกมนี้จะเป็นการศึกษากระบวนการตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่ขัดแย้งกัน (conflict situations)
ทฤษฎีคณิตศาสตร์ของนิวแมนนี้เรียกว่า “minimax” มีหลักว่า ผู้แข่งขันควรวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวก้าวต่อไปของตนในทุกๆ ความเป็นไปได้ เพื่อคำนวณว่า ความเคลื่อนไหวใดที่อาจเปิดโอกาสให้คู่แข่งขันสามารถสร้างความสูญเสียให้แก่เราได้มากที่สุด ด้วยความคิดแบบนี้ กลยุทธ์ที่ดีที่สุดก็คือเราจะต้องเลือกการเคลื่อนไหวที่ “จะก่อความสูญเสียสูงสุดน้อยที่สุด” (minimum maximum possible loss) เพราะหากเราจะต้องแพ้ก็จะได้ไม่เจ็บปวดมากนัก
เมื่อทฤษฎีเกมของนิวแมนรวมเข้ากับความคิดของออสการ์ มอร์เกนสะเติร์น (Oskar Morgenstern) จึงเกิด “Theory of Games and Economic Behavior” ขึ้น โดยถูกนำไปใช้ในศาสตร์ต่างๆ อย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเมือง การทหาร ฯลฯ ในด้านการเมืองนั้นก็มีการนำไปใช้ในการศึกษาพฤติกรรมทางการเมือง การแย่งชิงอำนาจทางการเมือง การแย่งชิงตำแหน่งในหน่วยงาน ฯลฯ
เราสามารถแบ่งเกมออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภท คือ
1) เกมที่มีผลรวมเป็นศูนย์ (zero-sum games) เป็นเกมที่ผลรวมผลได้ของผู้ชนะมีค่าเท่ากับผลรวมความเสียหายที่ผู้แพ้ได้รับ และที่หนักที่สุดคือผู้ชนะได้หมดที่เราเรียกว่า “The winner take all” ซึ่งผู้เสียจะสูญเสียไปทั้งหมด เกมชนิดนี้จึงเป็นเกมที่ต้องต่อสู้กันอย่างถึงพริกถึงขิง แพ้ไม่ได้เพราะถ้าแพ้ก็อาจหมดตัวไปเลย
2) เกมที่มีผลรวมไม่เป็นศูนย์ (nonzero-sum games) เป็นเกมที่มีกลยุทธ์ที่ผลได้ของผู้ชนะมีค่าไม่เท่ากับความเสียหาย ที่ผู้แพ้ได้รับ ในเกมชนิดนี้ผู้แข่งขันทุกคนอาจเป็นผู้ชนะ (win-win) หรือในทำนองกลับกันก็อาจจะเป็นผู้แพ้ (loss-loss) ทั้งหมดก็ได้
จากที่กล่าวมาข้างต้นเมื่อนำมาวิเคราะห์กับสถานการณ์บ้านเมืองของไทยเรา ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า เป็นการเล่นเกมแห่งอำนาจอย่างชัดเจน โดยมีผู้เล่นอยู่หลายๆ ฝ่าย ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ฝ่าย ใหญ่ๆ คือ
1) ฝ่ายเชียร์ทักษิณ และต้องการให้ทักษิณเป็นนายกฯ
2) ฝ่ายไม่เอาทักษิณ และต้องการคนกลางเป็นนายกฯ
3) ฝ่ายไม่เอาทักษิณ แต่ไม่ต้องการคนกลางเป็นนายกฯ
ฝ่ายแรกคือฝ่ายที่เชียร์คุณทักษิณ ซึ่งก็แน่นอนว่าคือฝ่ายที่ชื่นชอบในฝีไม้ลายมือของคุณทักษิณ และในที่นี้หมายความรวมถึง ผู้ที่ชื่นชอบพรรคไทยรักไทยด้วย โดยอนุมานเอาว่า 16 ล้านเสียง ที่ลงคะแนนให้การเลือกตั้งคราวที่ผ่านมา อยู่ฝ่ายแรกนี้
ฝ่ายที่สองก็หมายถึงฝ่ายพันธมิตร รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ (ในคราวที่เรียกร้อง มาตรา 7) โดยมองว่าคุณทักษิณ คือเป้าหมายอันดับแรกสุดที่จะต้องถูกกำจัดให้ออกจากเวทีการเมืองไทย เพราะเห็นว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อชาติ จึงเลือกเอาวิถีทางที่คิดว่าอาจไม่เป็นประชาธิปไตยนักแต่เมื่อเทียบความเสียหายแล้ว ถ้าให้คุณทักษิณอยู่ต่อไป จะเสียหายมากกว่า จึงมีการเรียกร้องให้คุณทักษิณลาออก หรือเว้นวรรคอยู่อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ฝ่ายที่สามนั้นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นฝ่ายนักวิชาการหัวก้าวหน้า ที่เห็นว่า ทั้งฝ่ายแรกและฝ่ายที่สอง ล้วนแล้วแต่เป็นภัยต่อการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว แต่ฝ่ายที่สามนี้ก็ถูกตอบโต้ว่าเป็น “กระฎุมพีบนหอคอย” เช่นกัน ซึ่งฝ่ายที่สองกับฝ่ายที่สามนั้นตอนแรกๆ ดูเหมือนว่าจะพอไปกันได้ แต่ในที่สุด ก็มีการแตกขั้วกันออกมาอย่างชัดเจน
แต่เมื่อเรานำทฤษฎีเกมเข้ามาวิเคราะห์แล้วจะเห็นได้ว่า “เป็นเกมแห่งการแย่งชิงและรักษาอำนาจ” ดีๆ นี่เอง แต่ว่าเกมแห่งอำนาจของการเมืองไทยนี้มีปัจจัยที่จะต้องนำมาศึกษา และวิเคราะห์เพื่อประกอบในกลยุทธ์ที่จะใช้ต่อสู้เพื่อแย่งชิง และรักษาอำนาจที่ว่านั้นมีปัจจัยแตกต่างและมากกว่าบ้านเมืองอื่นพอสมควร
ที่ว่าแตกต่างจากบ้านเมืองอื่นก็คือโดยปกติแล้วการตัดสินเกมแห่งอำนาจ เพื่อชัยชนะทางการเมือง ในบรรดาประเทศประชาธิปไตยทั่วๆ ไปแล้ว ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ชี้ขาดก็คือ ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ผู้ที่ทำหน้าที่คอยตรวจสอบ และรักษากติกา ก็คือองค์กรที่จัดการเลือกตั้ง และองค์กรตุลาการที่พิจารณาพิพากษาคดี ในกรณีที่มีปัญหาในด้านความชอบด้วยกฎหมายเกิดขึ้น
แต่ของไทยเรานอกเหนือจากปัจจัยที่ว่ามานี้แล้วยังมีปัจจัยอื่นที่จะต้องนำมาพิจารณาอีก อาทิ กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่อยู่เบื้องหลังพรรคการเมือง กลุ่มอำมาตยาธิปไตย กลุ่มพลังอำนาจทั้งในระบบ และนอกระบบ ตลอดจนผู้คนที่ประชาชน ให้ความเคารพนับถือในสังคม ฯลฯ
ฉะนั้น ทฤษฎีเกมแห่งอำนาจที่จะใช้อธิบายการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในวิกฤตการณ์ของการเมืองไทยในคราวนี้ จึงอธิบายได้ว่า มิใช่เป็นเพียงการต่อสู้แย่งชิงอำนาจระหว่างกลุ่มของพรรคการเมืองเท่านั้น ผลของการแพ้ชนะในการต่อสู้ทางการเมืองในครั้งนี้ จึงมิใช่ zero-sum games หรือ the winner take all แต่จะเป็น nonzero-sum games เพราะจวบจนถึงปัจจุบันนี้ยังมองไม่เห็นว่า ใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากชัยชนะในการต่อสู้ในครั้งนี้ มีแต่มองเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อทุกฝ่าย จนบางคนต้องติดคุกติดตารางสังเวยเกมแห่งอำนาจนี้
ที่สำคัญก็คือประเทศชาติซึ่งเปรียบเสมือนเวทีของการเล่นเกมแห่งอำนาจนี้ ต้องพลอยได้รับผลแห่งความเสียหาย อย่างมิอาจประเมินได้ เพราะเหตุแห่งการที่ผู้เล่นเกมหวังมุ่งแต่เพียงชัยชนะโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่ตามมานั่นเอง

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *