ทรัพย์สินทางปัญญา กับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ทรัพย์สินทางปัญญา กับ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

________________________________________
ปัจจุบันสังคมไทยเกิดความตื่นตัวเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เพราะเริ่มมีความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นแล้วว่าทรัพย์สินทางปัญญานั้น สามารถใช้ในการช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของคนเราให้ดีขึ้น ใช้เป็นปัจจัยในการพัฒนาการประกอบอาชีพ ไม่เว้นแม้แต่ในชีวิตประจำวันที่ผลงานจากความคิดสร้างสรรค์ช่วยให้เรามีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายเพิ่มมากขึ้น เกิดความเข้าใจถึงความจำเป็นในการสร้างนวัตกรรมให้กับสินค้าหรือบริการ รวมถึงการใช้ผลงานทรัพย์สินทางปัญญาของตนให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมเพิ่มมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่คนไทยได้รับพระราชทานแนวพระราชดำริจากองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้รับความสนใจและพยายามนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิต ใช้ในการทำงานและการประกอบอาชีพของแต่ละคนหรือแต่ละองค์กรมากขึ้น ซึ่งหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้น คงสรุปให้เข้าใจได้ง่าย ๆ คือ การดำเนินในทางสายกลาง เช่น ทำทุกอย่างด้วยความพอเหมาะพอดี ไม่ฟุ้งเฟ้อหรือวาดหวังไว้จนเกินกำลังความสามารถของตนเอง และยังต้องมีการเตรียมป้องกันความผิดพลาดหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือที่เรียกว่าต้องมีภูมิคุ้มกันนั่นเอง
กรณีที่มีข่าวใหญ่เมื่อเดือนก่อนว่าบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่ประกอบกิจการผลิตรองเท้ากีฬาให้กับผู้สั่งซื้อจากต่างประเทศ ประกาศปิดกิจการลง ทำให้คนงานต้องตกงานทันทีร่วม 3000 คน เป็นข่าวใหญ่ที่กระทบต่อความรู้สึกของคนไทยอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs รายอื่น ๆ และบรรดาแรงงานไทย ที่เกิดความวิตก ขาดความมั่นใจในความมั่นคงของอาชีพและรายได้ของตนเอง ซึ่งกรณีของบริษัทดังกล่าวนี้ ถ้าจะมองถึงสาเหตุของการปิดกิจการ คงมีหลายสาเหตุ แต่สิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นเรื่องที่มีผลต่อขีดความสามารถในการดำเนินกิจการของบริษัทแห่งนี้ น่าจะมาจากการที่บริษัทดำเนินกิจการโดยผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อเท่านั้น มิหนำซ้ำสินค้าที่ผลิตก็ไม่ได้ใช้เครื่องหมายการค้าของตนเองอีกด้วย ดังนั้น เมื่อผู้ซื้อต่างประเทศซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทลดจำนวนการสั่งซื้อหรืองดการสั่งซื้อ จึงเกิดผลกระทบต่อการผลิตโดยตรง ทำให้ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ เพราะไม่รู้ว่าจะผลิตไปขายให้ใคร
เหตุการณ์ปิดกิจการของบริษัทข้างต้น น่าจะเป็นตัวอย่างให้ผู้ประกอบการรายอื่นใช้เป็นกรณีศึกษา วิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อป้องกันให้ไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นอีก เช่น สมมุติว่า ถ้าบริษัทรายที่ปิดกิจการไปนั้น ทำการผลิตและจำหน่ายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของตนเอง หากเกิดเหตุการณ์ผู้สั่งซื้อลดจำนวนการสั่งหรือเลิกการสั่งซื้อ บริษัทก็ยังสามารถผลิตและขายสินค้าได้ต่อไปเพราะมีตลาดเป็นของตนเองและลูกค้าให้การยอมรับในสินค้าของบริษัทแล้วจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคำสั่งซื้อของลูกค้าจากต่างประเทศแต่เพียงอย่างเดียว นั่นคือ การใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัท ซึ่งก็คือ เครื่องหมายการค้าในการสร้างตลาด เป็นการสร้างความแน่นอนและยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าของตนเอง นั่นหมายถึง บริษัทได้ใช้เครื่องหมายการค้าของตนเองสร้างภูมิคุ้มกันให้กับกิจการ สามารถ ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แม้จะเกิดกรณีลูกค้าต่างประเทศเลิกสั่งซื้อสินค้า บริษัทก็ยังอยู่ได้ และคนงานก็ไม่ถูกลอยแพ ดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้
แนวโน้มที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ไป คือสังคมไทยต้องเรียนรู้เรื่องการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถูกต้องเหมาะสมโดยนำหลักปรัชญาเศรษกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ให้ผสมกลมกลืนและสอดคล้องกันในแต่ละกรณี จึงจะสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนากิจการตลอดจน พัฒนาเศรษฐกิจของชาติได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป
มยุรี พันธุ์ชื่น ผู้เขียน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *