ทรงศักดิ์ เอาฬาร : ธุรกิจดอกไม้ประดิษฐ์ส่งออก ตอน 7

ทรงศักดิ์ เอาฬาร : ธุรกิจดอกไม้ประดิษฐ์ส่งออก ตอน 7 แก่นแห่งความสำเร็จ

“ปรัชญารวมของเราคือการเป็นผู้ผลิตที่ดี ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะผลิตดอกไม้ให้ได้ประณีตและสวยเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการศึกษาและเข้าใจตลาดอย่างถึงแก่น อันนี้ช่วยให้เราอยู่ในฐานะนำหน้าได้ตลอด” คุณทรงศักดิ์อธิบาย
นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปัจจุบัน Floraxotic ไม่เพียงเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกดอกไม้ที่ประดิษฐ์จากผ้าที่ใหญ่ที่สุดเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้กำหนดแนวความนิยมของตลาดดอกไม้ประดิษฐ์ด้วย ในช่วงหลังลูกค้าที่เข้ามาหา Floraxotic จึงเข้ามาหาด้วยความเชื่อมั่น และการตกลงธุรกิจก็ทำได้สะดวกขึ้น แต่คุณทรงศักดิ์ก็ยังพิถีพิถันในการเลือกเฉพาะลูกค้าที่เหมาะสมเท่านั้น
ถึงแม้การศึกษาตลาด การวิจัยและพัฒนาจะมีส่วนสำคัญยิ่งต่อการส่งออก แต่ก็เปรียบเสมือนเป็นจุดยอดของปิรามิด ส่วนฐานรากที่มั่นคงของการส่งออกของ Floraxotic ยังคงเป็นการรักษาคุณภาพของการผลิตให้อยู่ในระดับดีอย่างสม่ำเสมอ และให้ได้ในจำนวนและเวลาที่ตกลงกับลูกค้าไว้แล้วด้วย
นอกจากนี้ Floraxotic ยังมีการผลิตที่ต่างจากโรงงานอื่นตรงที่มีโรงงานกระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ โดยโรงงานก็คือบ้านของพนักงานเอง ซึ่งบริษัทมีกำลังผลิตอยู่กว่า 30 หน่วย มีหัวหน้าหน่วยรับผิดชอบรับอุปกรณ์และวัสดุจากบริษัทไปส่งงานให้พนักงานในความรับผิดชอบของเขา แล้วนำเอาผลงานที่สำเร็จแล้วมาส่งบริษัท ที่บริษัทจึงไม่ต้องมีเครื่องจักรและคนงานเพียงแต่มีดีไซเนอร์ พนักงานธุรการ ผู้ควบคุมคุณภาพและพนักงานบรรจุหีบห่ออยู่ประมาณร้อยคนเศษเท่านั้น
แล้วกำลังคนตั้งสองพันกว่าคนที่อยู่ไกลหูไกลตา จะควบคุมให้มีคุณภาพได้อย่างไร วิธีการก็คือคัดหัวหน้าหน่วยจากสมาชิกชมรมนักประดิษฐ์ดอกไม้ โดยมีเกณฑ์มาตรฐานว่า
1. ต้องมีความรับผิดชอบสูง มีความสามารถในการควบคุมคน
2. ต้องฝีมือละเอียดประณีต
3. ต้องมีความซื่อสัตย์
หัวหน้าหน่วยต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรฐานนี้ ขาดไปข้อใดข้อหนึ่งแล้วจะไม่มีโอกาสได้เป็นหัวหน้าหน่วยเด็ดขาด ที่น่าสนใจก็คือวิธีสร้างกองทัพนักประดิษฐ์ดอกไม้โดยไม่ต้องตั้งโรงงานนี้มีผลดีหลายอย่าง คือ

1. ไม่ต้องมีปัญหาแรงงาน การจับเอาคนสองพันคนมารวมกันไว้ในที่เดียวกัน จะต้องมีปัญหาค่าแรง สวัสดิการ การกินอยู่ ที่พักอาศัย และปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย
2. ประหยัดค่าใช้จ่ายของพนักงานเอง พนักงานไม่ต้องแต่งหน้าทาปาก ไม่ต้องเสียค่ารถเมล์ เขารวมกลุ่มกันทำงานในบ้านหรือตรงไหนก็ได้
3. มีระบบจูงใจในตนเอง อาศัยหลักใครทำมากได้มาก ใครทำน้อยได้น้อย ซึ่งเป็นระบบการจูงใจที่มีประสิทธิภาพในตัวเองอยู่แล้ว ผลงานต้องดี เพราะถ้าฝีมือไม่ถึงเราก็จะไม่จ้าง
4. สร้างรายได้เพิ่ม แทนที่แม่บ้านจะทำคนเดียวก็เรียกพ่อบ้านมานั่งทำด้วย เรียกลูกเป็นลูกมือเพราะกรรมวิธีการผลิตมีขั้นตอนง่าย ๆ ตั้งใจฝึกหัดหน่อยก็ทำเป็น เพราะฉะนั้นงานนี้จึงเป็นงานที่ก่อให้เกิดความสามัคคีธรรมในครอบครัว สามารถมีรายได้เพิ่มกันทุกคน
5. และที่สำคัญยิ่งก็คือ กำลังการผลิตที่แทรกตัวอยู่ตามชุมชน ทำให้ลูกค้าไม่อาจรู้ได้ว่าบริษัทมีพลังแค่ไหน ไม่เหมือนกับการผลิตในระบบโรงงาน ที่สามารถเห็นได้ว่ามีกำลังคนเท่าไร มีเครื่องจักรกี่ตัว นี่เป็นผลประโยชน์ด้านการตลาดที่ลูกค้าไม่สามารถจะคาดคะเนกำลังการผลิตได้ สิ่งที่ลูกค้าเห็นก็คือสั่งซื้อเท่าไรก็สามารถสนองให้ได้ตามต้องการทุกครั้งไป ซึ่งความจริงในข้อนี้ ทำให้ Floraxotic สามารถขยายกำลังผลิตได้อย่างรวดเร็วเมื่อตลาดบูมโดยที่หลายฝ่ายไม่รู้ตัวหรือคาดไม่ถึง
คุณทรงศักดิ์ได้สรุปหลักการที่ใช้มาชี้นำการทำธุรกิจของตนเป็นคำพูดสั้น ๆ คือ หนึ่งต้อง สองอย่า คือต้องทำในสิ่งที่เราถนัด และอย่าเล็งผลเลิศกับอย่าท้อถอย
ในข้อแรกนั้นคุณทรงศักดิ์มีหลักยึดเลยว่า ถ้าเป็นกิจการที่ไม่รักไม่ถนัดแล้วจะหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปทำโดยตรง ถ้าจะทำก็ต้องมั่นใจว่าตัวเองมีความถนัดหรือผู้ร่วมลงทุนมีความถนัดในงานนั้นจริง ๆ
หลักคิดอีกอย่างหนึ่งคืออย่าเล็งผลเลิศ ในโลกความเป็นจริงทางธุรกิจนั้นจะเล็งผลเลิศอย่างเดียวไม่ได้ เพราะจะมีอุปสรรคที่เรามองไม่เห็นเกิดขึ้นอีกมากมาย
เคล็ดสำคัญอีกอย่างของคุณทรงศักดิ์คือ ต้องไม่ท้อถอยในสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่น นอกจากนี้คุณทรงศักดิ์ยังถือหลักให้ความเป็นธรรมและให้หน้าที่ที่เหมาะสมกับพนักงาน “ให้ความเป็นธรรมแค่นี้เขาก็อยู่กับเราแล้วนอกเสียจากว่าเขาจำเป็นต้องออกด้วยเหตุผลส่วนตัว เช่น ไปประกอบกิจการของตัวเอง ครึ่งหนึ่งของชีวิตผมเป็นลูกจ้าง ฉะนั้นผมจะใช้ดุลยพินิจในความเป็นลูกจ้างของผมห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ผมจะมีเลือดนายทุนอยู่เพียงห้าสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ผมกล้าท้าได้เลยว่า อะไรที่ไม่ยุติธรรมพนักงานสามารถจะเรียกร้องเอาความยุติธรรมจากผมได้ ผมพร้อมจะตอบสนองด้วยดีเสมอ” คุณทรงศักดิ์กล่าวอย่างหนักแน่น

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *