ถึงเวลายกระดับมาตรฐานวิชาชีพด้าน Transport Logistics สู่สากล

ถึงเวลายกระดับมาตรฐานวิชาชีพด้าน Transport Logistics สู่สากล

Written by Administrator
Friday, 20 June 2008 04:07
Sample image
ถึงเวลายกระดับมาตรฐานวิชาชีพด้าน Transport Logistics สู่สากล
Dr.Sitichai Farlangthong
วิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก
ปัจจุบันการดำเนินกิจกรรมโลจิสติกส์ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการขนส่งทางบกด้วยรถยนต์มากถึง 80% ซึ่งต้องใช้แรงงานคนขับรถบรรทุก รถกระบะในการขนส่งและขนถ่ายสินค้า ทำให้ธุรกิจต้องสูญเสียและมีต้นทุนในการดำเนินงานที่สูงขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของพนักงานขับรถที่ไม่มีคุณภาพ ขาดมาตรฐานในการทำงาน หากมีการพัฒนาคุณภาพพนักงานขับรถให้เข้าใจถึงกระบวนการจัดการโลจิสติกส์ วิธีการและหลักการประหยัดพลังงาน และสามารถปฏิบัติตามกฎจราจรจะทำให้ธุรกิจประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง อุบัติเหตุ การสึกหล่อของเครื่องยนต์ได้ถึง 20% ของกิจกรรมโลจิสติกส์
อย่างไรก็ตาม จากตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯ ได้เคยทำตัวเลขเกี่ยวกับพนักงานโลจิสติกส์ 4 กลุ่มใหญ่ คือ 1.ภาคการผลิต 1.6 ล้านคน 2.พนักงานของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ (logistics service provider : LSP) 5 แสนคน 3.พนักงานรถฟอร์กลิฟต์ 9.7 แสนคน และ 4.พนักงานขับรถบรรทุก-รถกระบะ 2 ล้านคน จะเห็นได้ว่ากว่า 75% อยู่ในภาคการขนส่ง
จากปัญหาดังกล่าว ทำให้เกิดแนวคิดการพัฒนายกระดับมาตรฐานวิชาชีพบุคลากรในภาค Transport Logistics ให้มีคุณภาพระดับสากล นับว่าเป็นแนวคิดที่ดี แต่การที่จะยกระดับเฉพาะด้าน Transport Logistics เพียงด้านเดียวเท่านั้น น่าจะมีการยกระดับและมาตรฐานวิชาชีพทั้งกระบวนการจัดการโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการและบุคลากรด้วย นอกจากจะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งและเตรียมความพร้อมการเปิดเสรีทางการค้าด้านธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยแล้ว ยังทำให้บุคลากรมีมาตรฐานจรรยาบรรณในการทำงานทัดเทียมกับระดับสากลด้วย รวมทั้งยังเป็นการสร้างและพัฒนาบุคลากรโลจิสติกส์ที่ปัจจุบันอยู่ในภาวะขาดแคลนให้มีความสมดุล ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจจะได้ไม่ต้องทุ่มเงินซื้อตัวบุคลากรจนกลายเป็นต้นทุนแฝงในการดำเนินธุรกิจ
อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์ในการเข้าไปเป็นที่ปรึกษาบริษัทขนาดกลางที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการขนส่งน้ำมันอยู่ระยะหนึ่ง พบว่า
1. ผู้ประกอบการมักไม่ค่อยให้ความร่วมมือและขาดความจริงใจในการพัฒนาคนขับรถ คิดว่าเป็นเพียงผู้ขับรถไปส่งสินค้าเท่านั้น แต่กลับให้ความสำคัญกับพนักงาน Office มากกว่า ทั้ง ๆ ที่พนักงานขับรถเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการโลจิสติกส์ในการส่งมอบและรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับลูกค้าได้
2.พนักงานขับรถโดยส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือมัธยมศึกษาตอนปลายเท่านั้น จึงไม่จูงใจที่จะมาทำอาชีพนี้ เนื่องจากมองว่าเป็นอาชีพที่ต่ำต้อย ไม่มีเกียรติ ได้รับค่าตอบแทนไม่คุ้มค่า และมองไม่เห็นอนาคตของการเติบโตในหน้าที่การงาน ทำให้บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กเกิดการขาดแคลนพนักงานขับรถที่มีทักษะและมีประสบการณ์ ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่หรือธุรกิจข้ามชาติ บางแห่งก็มีการดึงตัวพนักงานขับรถที่มีทักษะความสามารถ และประสบการณ์สูงเข้าร่วมงาน
3.กระบวนการจัดการภายในบริษัทไม่มีมาตรฐานไม่ว่าจะเป็นกระบวนการสรรหา คัดเลือก ระบบการอบรมพัฒนา สัญญาจ้างที่ไม่เป็นธรรม เงินเดือนและสวัสดิการอยู่ในระดับต่ำ จึงขาดแรงจูงใจในการทำงานนำไปสู่การทุจริตและขาดจิตสำนึกในการทำงานจนทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง นอกจากนี้ ไม่ได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลประวัติพนักงานขับรถที่ไม่ดี เมื่อพนักงานขับรถเปลี่ยนชื่อ-นามสกุลกลับเข้ามาทำงานใหม่ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการสูญเสียที่เกิดขึ้นในระบบได้
4.ผู้ประกอบการมองว่าการยกระดับมาตรฐานนั้น เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่จะต้องเพิ่มขึ้น จึงขาดความจริงใจในการพัฒนาและให้ความเข้าใจเรื่องระบบโลจิสติกส์กับพนักงานขับรถ รวมถึงความรู้เรื่องความปลอดภัยในการทำงาน จึงทำตามแค่กฎหมายกำหนดให้มีการฝึกอบรมเพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น
5.มีการปั้นแต่งตัวเลขที่เกิดจากพนักงานขับรถไม่ได้มาตรฐาน การเกิดอุบัติเหตุและความเสี่ยงตลอดทั้งปีให้อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งจ้างที่ปรึกษาบริษัทเพียงแต่ในนามเท่านั้น ซึ่งจะทำให้คู่ค้าตายใจว่าเป็นบริษัทที่มีพนักงานขับรถได้มาตรฐาน อีกทั้งบริษัทคู่ค้าที่จัดจ้างบริการขนส่งจากภายนอกขาดความใส่ใจในการตรวจสอบอย่างจริงจัง มักจะเข้ามาตรวจสอบปีละครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการเข้ามาตรวจสอบเอกสารที่ถูกตบแต่งไว้เรียบร้อยแล้ว สุดท้ายก็ผ่านตัววัดมาตรฐานประสิทธิภาพ (Key performance Indicator : KPI) ของบริษัทคู่ค้าที่กำหนดไว้
นี่คือบทสะท้อนอีกภาพหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า เข็มทิศควรจะมุ่งไปที่ผู้ประกอบการหรือพนักงานขับรถในการยกระดับขีดความสามารถและสร้างมาตรฐานวิชาชีพ? อย่างไรก็ดี แนวทางการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานวิชาชีพนั้น อาจไม่สำคัญเท่ากับการมีผลบังคับใช้ และการควบคุม คงต้องมีกลไกของรัฐเข้ามาส่งเสริมอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการมีกฎหมายที่เข้มงวดในการที่จะลงโทษผู้กระทำผิด ความเข้มงวดกวดขันของตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคู่ค้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยกำจัดบริษัทธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ที่ใช้พนักงานขับรถที่ไม่มีความรับผิดชอบและไม่ได้มาตรฐานออกจากระบบได้ เพราะปัญหาพนักงานขับรถเป็นหนึ่งในปัญหาของระบบโลจิสติกส์ที่ต้องนำแนวทางของการจัดการโลจิสติกส์มาใช้ และยังต้องใช้ควบคู่กับมาตรการอื่น ๆ ด้วย มิใช่ผลักภาระไปที่พนักงานขับรถแต่เพียงฝ่ายเดียว.
รัฐบาลในการที่จะทำให้เกิดระบบโลจิสติกส์ที่สมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นโครงการเมกะโปรเจคต่าง ๆ โครงสร้างพื้นฐานทางการขนส่ง ฯลฯ นั้น ย่อมไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอก นอกจากนี้ การเปิดเสรีธุรกิจโลจิสติกส์ในส่วนของธุรกิจทางอากาศที่เริ่มในปี 2008 นี้ อีกทั้งในปี 2013 ก็จะเป็นการเปิดให้ขนส่งต่อเนื่องได้หลายรูปแบบ ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงควรจะสร้างความสามารถทางการแข่งขันและพัฒนาศักยภาพ รวมทั้งเตรียมความพร้อมปรับปรุงวิธีการตั้งรับก่อนต่างชาติจะพาเหรดเข้ามามากกว่านี้

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *