?ต่างคนต่างแข่ง? กูรูโลจิสติกส์ชี้ต้นเหตุความล้มเหลวการบริหารโลจิสติกส์

?ต่างคนต่างแข่ง? กูรูโลจิสติกส์ชี้ต้นเหตุความล้มเหลวการบริหารโลจิสติกส์
Source: มนัญญา อะทาโส

วัฒนธรรมการทำงานแบบขาดความร่วมมือ ต้นเหตุความล้มเหลวของงานโลจิสติกส์ และการ
จัดการซัพพลายเชนในองค์กรไทย กูรูโลจิสติกส์แนะเชื่อมรอยต่อทุกกิจกรรมให้ลื่นไหล ก่อนลง
ซอฟท์แวร์จัดการซัพพลายเชน

หลายปีมานี้ทุกวงการอุตสาหกรรมต่างพูดถึงโลจิสติกส์และการจัดการซัพพลายเชน และพยายามนำมา
ประยุกต์ใช้เพื่อสร้างแต้มต่อทางธุรกิจ แต่เนื่องจากโลจิสติกส์เป็นศาสตร์และศิลป์ใหม่สำหรับบ้านเรา ที่
ผ่านมาจึงพบว่าบางบริษัทประสบผลสำเร็จจากการประยุกต์ใช้ ขณะที่บางบริษัทยังคลำทางอยู่ จึงเป็นเรื่อง
ที่น่าสนใจไม่น้อยว่าเพราะเหตุใดหลายบริษัทจึงไม่ประสบความสำเร็จ และปัญหาหลักของงานโลจิสติกส์
และการจัดการซัพพลายเชนของบริษัทคนไทยคืออะไร หากต้องการพัฒนา ปรับปรุง นำมาประยุกต์ใช้ต้อง
เริ่มอย่างไร และหัวใจความสำเร็จคือปัจจัยใดบ้าง ต่อประเด็นดังกล่าว ดร. คำนาย อภิปรัชญาสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โลจิสติกส์ เทรนนิ่ง แอนด์
คอนซัลติ้ง จำกัด ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการ โดยมีประสบการณ์ให้คำปรึกษาด้านโลจิสติกส์ และการ
จัดการซัพพลายเชนให้กับบริษัทเอกชนหลายแห่งให้ความเห็นว่า ปัญหาหลักด้านการพัฒนาโลจิสติกส์ของ
บ้านเราคือยังมีความเข้าใจเรื่องโลจิสติกส์น้อยมาก โดยส่วนใหญ่มองว่าเป็นเพียงเรื่องการขนส่งและคลัง
สินค้า ทั้งที่จริงแล้วงานด้านโลจิสติกส์มีหลายกิจกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งการพยากรณ์ยอดขาย การวางแผน
การผลิต การจัดซื้อ บรรจุภัณฑ์ การเคลื่อนย้ายภายในบริษัท การบริหารคลังสินค้า การขนส่ง การจัดส่ง
สินค้า การบริการลูกค้า เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ดังกล่าวต้องทำงานเกี่ยวข้องกันอย่างต่อเนื่องแบบเป็น
กระบวนการ เพื่อให้เกิดการไหลของสินค้าที่รวดเร็ว เพราะหากเกิดช่องว่างระหว่างกิจกรรมหรือการไหล
ของสินค้าสะดุดจะก่อให้เกิดการสะสมสินค้าคงคลัง ซึ่งเป็นปัญหาอันดับหนึ่งเลยทีเดียว

นอกจากนี้พบว่าวัฒนธรรมการทำงานก็มีส่วนสำคัญ เพราะการทำงานของคนไทยมีลักษณะต่างคนต่างทำ
ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ทำให้ขาดการประสานงานระหว่างฝ่าย ขณะที่องค์กรส่วนมากมุ่งให้ความสนใจ
กับความสามารถในการจัดหาสินค้าหรืออุปทานเป็นหลัก โดยไม่ได้มองที่ความต้องการหรืออุปสงค์ จึงทำ
ให้เกิดปัญหาสินค้าล้นคลังสินค้า ส่วนการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งที่ขาดการวางแผนที่ดีใน
ระยะยาว ไม่ชัดเจน และขาดความต่อเนื่อง เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ในภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้น

ส่วนปัญหาด้านการจัดการซัพพลายเชนพบว่า บริษัทคนไทยไม่มีความเชี่ยวชาญในการนำระบบ
สารสนเทศเข้ามาใช้ เพราะหัวใจหลักของการจัดการซัพพลายเชนคือการนำระบบสารสนเทศเข้ามาจัดการ
ประสานงาน บูรณาการสินค้าคงคลัง เพื่อให้การไหลของสินค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว ส่งทันเวลาพอดี (Just
In Time) และไม่เกิดการสะสมสินค้าคงคลัง

หัวใจหลักงานโลจิสติกส์คือความร่วมมือ

เนื่องจากการพัฒนาโลจิสติกส์และการจัดการซัพพลายเชนเข้ามาใช้ในองค์กรให้ประสบผลสำเร็จ
ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ดังนั้นหลายบริษัทจึงนิยมใช้บริการจากผู้เชี่ยวชาญในฐานะบริษัทที่ปรึกษาในการออก
แบบ ปรับปรุงกระบวนการทำงาน และพัฒนาระบบฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ที่เกี่ยวข้อง เพราะให้ผลสำเร็จดีกว่า
การลองผิดลองถูกด้วยตนเอง ทั้งนี้ในฐานะผู้เชี่ยวชาญและเคยเป็นที่ปรึกษาให้กับหลายบริษัทแล้วนั้น ดร.
คำนาย ได้กล่าวถึงบทบาทหลักของบริษัทที่ปรึกษาว่ามีหน้าที่ในการแก้ปัญหา ปรับปรุงระบบ เพื่อผลลัพธ์
สุดท้ายคือช่วยลดต้นทุนให้กับองค์กรเหล่านั้น

โดยที่ปรึกษาแบ่งเป็น 2 รูปแบบคือรูปแบบที่หนึ่ง การเข้าไปเป็นที่ปรึกษาแล้วพัฒนาเฉพาะส่วน ซึ่งส่วน
มากเป็นส่วนงานที่บริษัทนั้นๆ ให้ความสำคัญ และรูปแบบที่สองเป็นที่ปรึกษาแบบเต็มระบบ ตั้งแต่การ
ศึกษาอุปสงค์ อุปทาน เพื่อเป็นแนวทางปรับปรุง การอบรมบุคลากรให้เข้าใจระบบที่ปรับปรุงใหม่ รวมถึงการ
ติดตั้งซอฟท์แวร์การจัดการซัพพลายเชน ทั้งนี้ส่วนใหญ่บริษัทในเมืองไทยนิยมเน้นพัฒนาเฉพาะส่วน เช่น
การขนส่ง คลังสินค้า ซึ่งแตกต่างกับบริษัทในต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบบเต็มระบบ

ทั้งนี้ดร. คำนายได้กล่าวถึงหัวใจหลักของการเริ่มพัฒนาโลจิสติกส์ และการจัดการซัพพลายเชนในองค์กร
ให้ประสบความสำเร็จว่า อยู่ที่ความร่วมมือประสานงานกันเป็นระบบของผู้ที่มีส่วนร่วมทุกฝ่าย ซึ่งถือว่ายัง
เป็นปัญหาสำคัญของบริษัทในบ้านเรา เนื่องจากวัฒนธรรมการทำงานยังเน้นการแข่งประสิทธิภาพเฉพาะ
ฝ่าย แตกต่างกับบริษัทต่างชาติที่ให้ความสำคัญกับการแข่งประสิทธิผลทั้งองค์กร
ดังนั้นสิ่งสำคัญอันดับแรกคือต้องสร้างความร่วมมือภายในองค์กรก่อน โดยผู้บริหารระดับสูงต้องประกาศ
เป็นนโยบายให้เกิดความร่วมมือทุกฝ่าย มีเป้าหมายและระยะเวลาชัดเจน เพื่อให้เกิดการพัฒนาบุคลากรที่มี
ความรู้ ความเข้าใจในด้านโลจิสติกส์ และการจัดการซัพพลายเชนที่เหมาะสมแต่ละตำแหน่งงาน

จากนั้นจึงเป็นขั้นตอนของการสร้างระบบเพื่อปรับปรุงกระบวนการในโลจิสติกส์ เมื่อกระบวนการสมบูรณ์
แล้วจึงเป็นขั้นตอนของการพัฒนาเทคโนโลยีซึ่งรวมถึงฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ และเทคโนโลยีอัตโนมัติที่ใช้
ในงานโลจิสติกส์ และการจัดการซัพพลายเชน เพื่อให้เกิดผลสุดท้ายของการดำเนินงานคือการใช้พื้นที่ใน
การจัดเก็บสินค้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด และทำให้ระยะทางในการเคลื่อนย้ายสินค้าและการขนส่งสั้นที่สุด
และรวดเร็วที่สุด สามารถสร้างความเป็นผู้นำด้านต้นทุน คุณภาพสินค้าและบริการที่ดี มีความยืดหยุ่นมาก
ขึ้น และมีความรวดเร็วในการดำเนินงาน

ทั้งนี้การให้คำปรึกษาจะประสบความสำเร็จ และใช้เวลาสั้น-ยาวเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
วัฒนธรรมการทำงาน ความร่วมมือ วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร เป็นต้น จากประสบการณ์ดำเนินงานที่ผ่านมา

ดร. คำนายกล่าวว่า แต่ละบริษัทมีปัญหาแตกต่างกัน เช่น บริษัทขนาดเล็กพบว่ามักมีปัญหาเรื่องวิสัยทัศน์
ของผู้บริหารที่ขาดความสามารถในการตัดสินใจ ขาดความรู้ด้านโลจิสติกส์ และมีปัญหาเรื่องการลงทุน แต่
หากเริ่มพัฒนา ปรับปรุงงานด้านโลจิสติกส์ และการจัดการด้านซัพพลายเชนแล้วสามารถพัฒนาปรับปรุงได้
เร็วกว่าบริษัทขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ เพราะกระบวนงานไม่ซับซ้อน มีจำนวนพนักงานน้อย จึงสามารถ
ประสานความร่วมมือได้ง่ายขึ้น

ขณะที่บริษัทขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ แม้มีผู้บริหารที่วิสัยทัศน์สูง มีความพร้อมด้านเงินทุน แต่พบว่าการ
ปรับปรุงระบบค่อนข้างยากและใช้เวลานาน เพราะมีปัญหาเรื่องการประสานงาน เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่
มีการทำงานโดยองค์กรแบ่งเป็นหลายฝ่ายตามหน้าที่ และการจัดองค์กรในสายบังคับบัญชามีหลายลำดับ
ชั้น ทำให้เกิดปัญหาในการสื่อสารระหว่างดำเนินงาน

“หัวใจหลักของโลจิสติกส์คือต้องมีความร่วมมือประสานกันเป็นกระบวนการ แต่อุปสรรคที่พบคือคนไทย
ต่างคนต่างแข่ง ต่างคนต่างทำตามหน้าที่ ไม่ได้มองประสิทธิผลทั้งองค์กรเหมือนบริษัทต่างชาติ ยิ่งเป็น
บริษัทขนาดใหญ่มีพนักงานจำนวนมาก ยิ่งยากและใช้เวลานาน พอการทำงานไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลกระทบกับ

โลจิสติกส์เพราะงานโลจิสติกส์ต้องอาศัยการทำงานเป็นกระบวนการจึงจะประสบความสำเร็จ” ดร. คำนาย กล่าว

กรณีศึกษา ออกแบบศูนย์กระจายสินค้า( DC) ให้ผลิตภัณฑ์นม ที่ทำให้ประหยัดงบประมาณก่อ
สร้างกว่า 63 ล้านบาท

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับวิธีการ และผลลัพธ์จากการพัฒนา ปรับปรุงงานด้านโลจิสติกส์ และ
การจัดการซัพพลายเชน ดร. คำนายได้ยกตัวอย่างในฐานะที่ปรึกษาโครงการศูนย์กระจายสินค้าของ
ผลิตภัณฑ์นมชนิดหนึ่ง ซึ่งโครงการเดิมของบริษัทฯ ต้องการจัดเก็บผลิตภัณฑ์จำนวน 5,000 พาเลท โดย
ครั้งแรกออกแบบเพื่อก่อสร้างในพื้นที่ 10,000 ตารางเมตร และงบประมาณ 80 ล้านบาท

แต่เมื่อ ดร.คำนายเข้าไปเป็นที่ปรึกษาได้ศึกษาระบบ และออกแบบก่อสร้างสร้างศูนย์กระจายสินค้าใช้
พื้นที่เพียง 2,600 ตารางเมตร สามารถจัดเก็บผลิตภัณฑ์ได้กว่า 13,000 พาเลท ใช้งบประมาณก่อสร้าง
เพียง 17 ล้านบาท ซึ่งสามารถลดค่าก่อสร้าง และอุปกรณ์ในการจัดเก็บได้ถึง 63 ล้านบาท โดยยังไม่รวม
ค่าดำเนินการที่ประหยัดจากการที่ไม่ต้องขนส่งสินค้าออกนอกโรงงาน และจำนวนทรัพยากรที่น้อยลง

วิธีการคือเริ่มจากพิจารณาอุปสงค์ และแผนธุรกิจพบว่า ใน 5 ปีแรกมีความต้องการจัดเก็บประมาณ 5,000
พาเลท หลังจาก 5 ปีจัดเก็บประมาณ 8,500 พาเลท และ 10 ปีจัดเก็บประมาณ 13,000 พาเลท

หลังจากรวบรวมข้อมูลจึงออกแบบ และก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าเพื่อรองรับธุรกิจใน 5 ปีแรก มีพื้นที่
เพียง 2,600 ตารางเมตร โดยใช้ชั้นวางสินค้าแบบ Selective Rack 2 ความลึก (Double deep) เพื่อลด
จำนวนช่องทางเดินรถยนต์ ความสูงใช้ระดับสูงสุดของรถฟอร์คลิฟท์ Reach Truck ที่ระดับความสูง 11.50
เมตร ความกว้างทางเดินรถ 3.20 เมตร สามารถจัดเก็บได้สูงถึง 5,300 พาเลท

ผ่านไป 5 ปี ในขนาดคลังสินค้าเท่าเดิมใช้รถฟอร์คลิฟท์ Turret VNA Truck ที่ระดับความสูง 16.50 เมตร
ความกว้างทางเดินรถ 1.6 เมตร สามารถจัดเก็บได้สูงถึง 8,500 พาเลท

หลังจากผ่านไป 10 ปีใช้รถระบบหุ่นยนต์ Stacker Crane ที่ระดับความสูง 30 เมตร ความกว้างทางเดินรถ 1 เมตร สามารถจัดเก็บได้สูงถึง 13,500 พาเลท ซึ่งการจะดำเนินการเช่นนี้ได้นั้นหมายถึงว่าต้องมีการออก

แบบและก่อสร้างโครงสร้างและฐานรากอาคารที่รองรับอนาคตไว้แล้ว

แนะดันผู้ประกอบการไทยสู่การให้บริการแบบ “Third Party Logistics”

ทั้งนี้ดร. คำนายได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับภาพรวมการพัฒนาด้านโลจิสติกส์และการจัดการซัพพลาย
เชนในระดับประเทศว่า ยังต้องมีการสนับสนุนและดำเนินการอย่างต่อเนื่องอีกมาก เช่น เรื่องระบบขนส่งที่
ยังไม่สมบูรณ์เนื่องจากขาดการวางแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งที่ประหยัด ศักยภาพผู้ประกอบ
การไทยหรือบริษัทคนไทยที่พบว่ามากกว่าร้อยละ 70 เป็นบริษัทที่มีขนาดเล็ก ยังขาดศักยภาพในการให้
บริการเมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทต่างประเทศ ให้บริการลักษณะงานโลจิสติกส์ดั้งเดิมเกี่ยวกับ “Freight
Transportation” ซึ่งปัจจุบันส่วนงานนี้มีการแข่งขันกันสูงและมีผลตอบแทนที่น้อยเมื่อเทียบกับการให้
บริการแบบ “Third Party Logistics”

ดังนั้นเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการจัดการโลจิสติกส์ให้มีมาตรฐานระดับสากล ดร. คำนายได้เสนอแนว
ทางการพัฒนาว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาจำเป็นต้องช่วยยกระดับ
บริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์อย่างน้อย 5 ด้าน คือ
ยกระดับและสร้างภาพพจน์ของบริษัทโลจิสติกส์ของคนไทยในลักษณะเป็นบริษัทมืออาชีพด้าน
โลจิสติ
กส์ โดยมีระดับความสามารถที่สูงกว่าบริษัทต่างชาติ
ผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยให้บริการขยายงานครอบคลุมในฐานะผู้ให้บริการตามสัญญา (Third
Party Logistics) มากกว่าการให้บริการเฉพาะกิจกรรม
ผลักดันแผนงานพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ด้านโลจิสติกส์เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการบริหาร
และปฏิบัติการของบุคลากรในสายงานด้านโลจิสติกส์ทางธุรกิจ
ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามมาตรการของ BOI หรือการให้เงินกู้ยืมในการพัฒนาศักยภาพใน
การให้บริการงานด้านโลจิสติกส์ของบริษัทคนไทย
ส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีและเทคนิคต่างๆ ในการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศในงาน
โลจิสติ
กส์ของบริษัท ซึ่งอาจรวมถึงระบบสารสนเทศสำหรับโลจิสติกส์ บางชนิดที่สามารถให้บริษัทที่ให้บริการ
โลจิสติกส์สามารถเช่าใช้บริการ เพื่อประหยัดการลงทุนในระยะแรก

เป็นอีกหนึ่งมุมสะท้อนปัญหาและแนวทางแก้ไขเพื่อให้การพัฒนาเดินหน้ามากขึ้น ซึ่งท้ายที่สุด
แล้วนั้นจะเห็นว่าหัวใจหลักของงานด้านโลจิสติกส์คือต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายในองค์กรก่อน เพราะ
ตราบใดที่ยังเกิดช่องว่างระหว่างแต่ละกิจกรรม ต่อให้มีระบบสารสนเทศคุณภาพสูงเพียงใด การจัดการ
ซัพพลายเชนก็คงยากที่จะประสบความสำเร็จ

โปรย

หัวใจหลักของโลจิสติกส์คือต้องมีความร่วมมือประสานกันเป็นกระบวนการ แต่อุปสรรคที่พบคือคนไทยต่างคนต่างแข่ง ต่างคนต่างทำตามหน้าที่ พอการทำงานไม่เชื่อมโยงกัน ส่งผลกระทบกับโลจิสติกส์เพราะงาน
โลจิสติกส์ต้องอาศัยการทำงานเป็นกระบวนการจึงจะประสบความสำเร็จ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *