ตัวซีด อ่อนแรง ใจสั่น สัญญาณเตือนโรค “เอ็มดีเอส”

ตัวซีด อ่อนแรง ใจสั่น สัญญาณเตือนโรค “เอ็มดีเอส”
• คุณภาพชีวิต
เพศชาย-ผิวขาว-อายุ 60 ขึ้นไป กลุ่มเสี่ยงสูง

โรคเอ็มดีเอส หรือที่เรียกว่า ไมอีโลดิสพลาสติกซินโดรม ถือเป็นโรคร้ายที่ฆ่าชีวิตมนุษย์ไปจำนวนไม่น้อยในแต่ละปี ซึ่งในหลักความจริงนั้น โรคร้ายที่ว่านี้อาจจะฟังไม่คุ้นหูเท่าที่ควร แต่ภาวะของโรคเอ็มดีเอสนั้นถือว่าพบได้บ่อยและง่ายมากๆ คงไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการแพทย์ เพียงแต่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จักและเข้าใจมันอย่างจริงจังเท่านั้นเอง

ผศ.นพ.นพดล ศิริธนารัตนกุล อาจารย์สาขาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เปิดเผยว่า โรคเอ็มดีเอส (MDS) หรือที่เรียกว่า ไมอีโลดิสพลาสติกซินโดรม พบได้ในทุกเพศและทุกเชื้อชาติ แต่จะพบได้บ่อยในเพศชายและคนผิวขาว (Caucasians) และยังพบได้บ่อยในคนที่อายุมากกว่า 60 ปี ทั้งนี้โรคดังกล่าวเป็นโรคที่วินิจฉัยค่อนข้างยาก ผู้ป่วยโรคเอ็มดีเอสจะมีความผิดปกติของไขกระดูก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเม็ดเลือด ทำให้สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง, เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือดได้ไม่เพียงพอ จนทำให้เกิดภาวะซีด, อ่อนเพลีย, ติดเชื้อง่าย และมีเลือดออกง่าย

โรคเอ็มดีเอส แบ่งออกได้เป็น 8 ชนิดย่อย ตามระบบการจัดโดยองค์การอนามัยโลก ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานทั่วโลกในปัจจุบัน การที่แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยแตกต่างกันนั้นเป็นตัวชี้วัดที่ดีในการบ่งถึงการดำเนินของโรคไปเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน และเพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเอ็มดีเอสได้ดีมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญประการแรกคือ การเข้าใจถึงหน้าที่ของไขกระดูก ซึ่งมีลักษณะคล้ายฟองน้ำสีแดงอยู่บริเวณแกนกลางของกระดูก เซลล์เม็ดเลือดส่วนใหญ่ของร่างกายมีต้นกำเนิดมาจากไขกระดูก โดยเริ่มต้นจากเซลล์ต้นกำเนิด (stem cell) ซึ่งเป็นเซลล์ตั้งต้นของเซลล์เม็ดเลือด โดยเซลล์ต้นกำเนิดเหล่านี้จะแบ่งตัวไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดหลัก 3 ชนิด คือ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือด

ในแต่ละปี จะมีผู้ป่วยรายใหม่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเอ็มดีเอสประมาณ 87,000 รายจากทั่วโลก อาทิ ในสหรัฐอเมริกาจะพบผู้ป่วยรายใหม่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเอ็มดีเอส ประมาณ 10,000-20,000 รายต่อปี ส่วนในประเทศไทยนั้นพบผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 10% ของผู้ป่วยโรคทางโลหิตวิทยา ส่วนใหญ่เกิดอาการผิดปกติของเซลล์ไขกระดูกและชนิดของความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ผู้ป่วยเอ็มดีเอสบางรายสามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 15 ปี แต่ผู้ป่วยบางรายอาจป่วยโดยมีอาการรุนแรงรวดเร็ว และมีชีวิตอยู่ได้เพียง 6 เดือนหลังจากวันที่ได้รับการวินิจฉัยโรค สำหรับโรคเอ็มดีเอสไม่ใช่โรคติดต่อและไม่ส่งต่อไปยังบุคคลในครอบครัว แต่จำนวน 30% ของผู้ป่วยที่เป็นโรคเอ็มดีเอสจะพัฒนาเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (acute leukemia) ได้

ลักษณะอาการที่แสดงของโรคเอ็มดีเอส ผู้ป่วยส่วนหนึ่งอาจไม่แสดงอาการเมื่อแพทย์วินิจฉัยในครั้งแรก เพียงแค่ผลการตรวจโรคพบว่ามีความผิดปกติ ผู้ป่วยมีอาการอ่อนแรง อ่อนเพลีย ใจสั่น ปวดศีรษะ หงุดหงิด ผิวหนังซีด มีจ้ำเลือดง่าย เลือดออกมาก เป็นไข้ หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นผลมาจากจำนวนเม็ดเลือดที่ลดน้อยลง ซึ่งแนวทางรักษาโรคเอ็มดีเอส หากเป็นระยะแรกๆ จะรักษาด้วยวิธีการให้เลือด แต่การให้เลือดแต่ละครั้งจะมีผลต่อสภาวะเหล็กในร่างกาย ทำให้มีการสะสมของธาตุเหล็กในตับ หัวใจ และอวัยวะอื่นๆ จึงจำเป็นต้องใช้ยาขับเหล็กควบคู่ไปกับการให้เลือด เพื่อกำจัดเหล็กที่มีปริมาณมากเกินไปออกจากร่างกาย

ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะลุกลามจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่จริงจังมากขึ้น อาจต้องใช้ยาเคมีบำบัดหรือการปลูกถ่ายไขกระดูกร่วมด้วย ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการดูแลคนไข้เอ็มดีเอส คือ การให้กำลังใจผู้ป่วยเอ็มดีเอส ซึ่งเป็นการช่วยป้องกันและรักษาปัญหาทางร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ อันเนื่องมาจากภาวะของโรคนี้ได้

และฟรี สำหรับผู้ที่สนใจอยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับโรคเอ็มดีเอส ในวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2551 เวลา 08.30-12.00 น. จะมีการบรรยายพิเศษเรื่องเอ็มดีเอส (MDS) ภัยเงียบที่ต้องรู้!! ณ ห้องประชุมสิรินธร ชั้น G อาคารเฉลิมพระเกียรติโรงพยาบาลศิริราช สำรองที่นั่งได้ที่ คุณสุวรา บินยะฟัล หมายเลขโทรศัพท์ 08-1931-7401 หรือ 0-2419-7000 ต่อ 4417

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *