ตระกูลล่ำซำ ตอน 2

ตระกูลล่ำซำ ตอน 2 รุ่นที่ 2 ขยายกิจการ

ภายหลังจากอึ้งเมี่ยวเหงี่ยนสิ้นลม อึ้งยุกหลง ล่ำซำ บุตรชายก็ได้เข้ามาดูแลรับผิดชอบธุรกิจของตระกูล โดยเฉพาะได้รับช่วงกิจการค้าของร้าน “ก้วงโกหลง” สืบต่อจากบิดา และได้ขยายกิจการค้ากว้างขวางเติบโตกว่าเดิมอีกมากมาย ซึ่งต่อมาร้าน “ก้วงโกหลง” ได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด ชื่อ บริษัท ก้วงโกหลง จำกัด โดยขยายการค้าไม้ทั้งในยุโรปและเอเชีย เริ่มกิจการโรงสีข้าวกับรับซื้อข้าว และสินค้าเกษตรอื่น แล้วส่งไปขายยังต่างประเทศ มีการเปิดสาขาที่สิงคโปร์ ฮ่องกง ซัวเถา เซี่ยงไฮ้ กวางตุ้ง ปัตตาเวีย และอังกฤษ นอกจากนี้ยังได้รับสัมปทานเดินรถเมล์ทางฝั่งธนบุรี ชื่อ รถเมล์นครธน
ในทศวรรษช่วงก่อนและหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 การค้าระหว่างประเทศของตระกูลล่ำซำเป็นไปอย่างคึกคัก และเริ่มเป็นระบบ ก่อให้เกิดการเติบโตทางธุรกิจอื่นๆ เช่นประกันภัย การธนาคาร อันได้แก่ กวางอันหลงประกันภัย และ ธนาคารก้วงโกหลง ซึ่งภายต่อมาบริษัทประกันภัยได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น ล่ำซำประกันภัย จนกระทั่งปัจจุบันกลายมาเป็น ภัทรประกันภัย ส่วนธนาคารนั้นได้ปิดตัวลงเพราะนโยบายของคณะราษฎร
การที่ตระกูลล่ำซำได้ขยายกิจการธุรกิจรุ่งเรื่องไพศาลในยุคล่ำซำรุ่นที่ 2 มีสาเหตุสำคัญประการหนึ่งในหลายๆ ประการคือ การที่ตระกูลล่ำซำได้เกี่ยวดองกับตระกูลหวั่งหลี ซึ่งเป็นตระกูลคหบดี ที่มีทั้งกิจการโรงสีและค้าข้าวรวมทั้งกิจการธนาคารเช่นเดียวกับตระกูลล่ำซำ นั่นคือ อึ้งยุกหลง ได้แต่งงานกับ ทองอยู่ หวั่งหลี ซึ่งเป็นหวั่งหลีรุ่นที่ 2 โดยมีบุตรและธิดา รวม 7 คน อันได้แก่ โชติ ล่ำซำ ,จุลินทร์ ล่ำซำ ,เกษม ล่ำซำ ,จวง ล่ำซำ ,ทองพูน ล่ำซำ ,เล็ก ล่ำซำ และพิศศรี ล่ำซำ
การที่ตระกูลล่ำซำแต่งงานกับตระกูลหวั่งหลีนี่เอง ทำให้ทั้งสองตระกูลมีความสัมพันธ์และสนิทสนมผูกพันกันมากกระทั่งต่อมาคนทั้งสองตระกูลได้แต่งงานไขว้กันมา 3 รุ่นแล้ว โดยเฉพาะบุตรหลานของตระกูลล่ำซำหลายคนที่เกิดในบ้านหวั่งหลี
ตระกูลล่ำซำก็เป็นเฉกเช่นเดียวกันกับตระกูลชาวจีนโพ้นทะเลหลายๆตระกูล ที่ภายหลังจากสะสมทุนด้วยการประกอบธุรกิจการค้าจนร่ำรวยระดับหนึ่งแล้ว ก็พยายามเข้าหาชนชั้นปกครองหรือนักการเมืองด้วยมรรควิธีเข้าไปสร้างความสัมพันธ์ทางผลประโยชน์หรือเข้าไปสนิทชิดเชื้อเพื่อจะได้นำความสัมพันธ์นั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจของตระกูลต่อไป สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ หนึ่งในขุนนางที่มีบทบาทและอิทธิพลในยุคนั้น มีความสนิทคุ้นเคยและให้ความอนุเคราะห์หรือเป็นที่พึ่งพิงแก่ตระกูลล่ำซำมาโดยตลอด
ในปี 2475 ธุรกิจของตระกูลล่ำซำ ประกอบด้วยบริษัทห้างร้าน โรงเลื่อยและโรงสี ทั้งในและต่างประเทศ ดังนี้ ที่กรุงเทพฯ มีห้างก้วงโกหลง หรือห้างล่ำซำ ,โรงเลื่อยกวงกิมหลง ,โรงสีกวางยุกหลง ที่สิงคโปร์ มี บริษัทกวางกิมล้ง ที่ฮ่องกง มี บริษัทกวางกิมล้ง ที่เซี่ยงไฮ้ มีบริษัทกวงชิล้ง ที่กวางตุ้ง มีบริษัทวังล้ง ที่ปัตตาเวีย มี บริษัทกวงกิมล้ง ที่ลอนดอน มีบริษัท Loxley Co.Ltd. นอกจากนี้ อึ้งยุกหลงยังร่วมทุนกับพรรคพวกเปิดภัตตาคารชื่อ “ห้อยเทียนเหลา” หรือ “หยาดฟ้าภัตตาคาร”
เมื่อทั่วโลกต่างประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่อย่างทั่วด้านกระทั่งได้มีการลดค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และเงินปอนด์อังกฤษ ธุรกิจของตระกูลล่ำซำก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงจากการได้รับผลกระทบในครั้งนี้ได้ โดยเฉพาะการส่งออกข้าว รวมทั้งความตกต่ำของผลผลิตทางด้านการเกษตร อย่างไรก็ตาม การที่อึ้งยุกหลง ล่ำซำ เป็นผู้ที่มีสายตายาวไกล มีวิสัยทัศน์ที่เยี่ยมยอดคนหนึ่ง สามารถ เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส จึงทำให้ผลกระทบไม่ถึงกับต้องพังพาบลงอย่างสิ้นเชิง ที่สำคัญคือการที่เขาพยายามเข้าไปอิงฐานอำนาจรัฐหรืออำนาจทางการเมืองใหม่ในคณะราษฎร พร้อมกับกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับกลุ่มทุนต่างประเทศซึ่งเป็นพันธมิตรการค้า นอกจากนี้ ในการปูทางสร้างรากฐานให้แก่ล่ำซำรุ่นต่อๆไป เขาได้ส่งบุตรชายทั้ง 3 คน คือ โชติ ,จุลินทร์ และเกษม ไปเรียนรู้และไปหาประสบการณ์ทางด้านธุรกิจการค้าจากประเทศตะวันตก ซึ่งเป็นประเทศที่พัฒนาทางด้านธุรกิจการค้า การบริหารและการจัดการธุรกิจ โดยไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ
ในปี 2479 อึ้งยุกหลง ยังมีบทบาทและอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งใน “สมาคมพาณิชย์จีน” ซึ่งเป็นสมาคมที่มีอิทธิพลต่อชาวจีนโพ้นทะเลและชาวไทยเชื้อสายจีนมากที่สุดสมาคมหนึ่งในยุคก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จนกระทั่งในปี 2482 เขาก็ถึงแก่กรรมด้วยน้ำมือของพวกอั้งยี่

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *