ดัตช์'โมเดล'

ดัตช์”โมเดล”
คอลัมน์ เดินหน้าชน โดย ทวีศักดิ์ บุตรตัน มติชนรายวัน วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9893
รายงานพิเศษของนิตยสารดิ อีโคโนมิสต์ ฉบับวันที่ 2 เมษายน เรื่อง “การอยู่ร่วมกับมุสลิม” ฉายภาพประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อมีชาวมุสลิมจากประเทศต่างๆ ในยุโรปอพยพเข้ามาอยู่ร่วมในสังคม ทำให้เกิดปรากฏการณ์ทางสังคมในหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องของความขัดแย้งทางความคิด สภาพความเป็นอยู่ระหว่างคนท้องถิ่นกับคนเข้ามาอยู่ใหม่ และวิธีการหาทางออกเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
เนเธอร์แลนด์เหมือนกับประเทศยุโรปอื่นๆ ที่เผชิญหน้ากับกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงซึ่งแทรกตัวเข้ามาผ่านขบวนการอพยพของชาวมุสลิม
ก่อนหน้านี้เนเธอร์แลนด์เป็นสังคมเดี่ยว อีกเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและนับถือคริสต์ศาสนาเป็นหลัก วันนี้เนเธอร์แลนด์มีชาวมุสลิมอยู่ราวหนึ่งล้านคน แบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกอพยพมาจากตุรกีราว 350,000 คน อีกกลุ่มเป็นชาวโมร็อกโก 300,000 คน ส่วนใหญ่แล้วเป็นคนจากถิ่นยากจน
ในยุคแรกของการอพยพ ทั้งสองกลุ่มจะหนีมาเป็นคู่ๆ แม้ว่าจะเข้ามาแทรกอยู่ในสังคมชาวดัตช์แต่ยึดกรอบทางวัฒนธรรมของตัวเองเหนียวแน่น โดยเฉพาะชาวเติร์กนั้นจะปักหลักสร้างฐานทางธุรกิจภายในกลุ่ม มีกฎกติกาคุมกันเองและสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกับบ้านเกิดเมืองนอน
พอมายุคที่สอง มุสลิมอพยพกลายเป็นมุสลิมดัตช์โดยนิตินัย แต่พฤตินัยยังเหมือนเดิมไม่ว่าจะเป็นการไปสุเหร่าอย่างสม่ำเสมอ หรือร้องห้ามลูกสาวไปแต่งงานกับคนนอกศาสนา
ในการสำรวจของหน่วยข่าวกรองพบว่า คนมุสลิมดัตช์ 95 เปอร์เซ็นต์อยู่กลมกลืนกับสังคมดัตช์ แต่มีอยู่ราว 5 หมื่นคนเป็นพวกค่อนข้างเอนเอียงไปทางมุสลิมหัวรุนแรง และพวกมุสลิมหัวรุนแรงที่ก่อเหตุร้ายๆ อยู่เป็นประจำในเนเธอร์แลนด์นั้นมีอยู่ราว 200 คน ส่วนอีก 1,200 คนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
สังคมดัตช์เกิดปัญหาปั่นป่วนมากขึ้น เมื่อชาวมุสลิมมาจากโมร็อกโก อาศัยช่อง “รัฐสวัสดิการ” ด้วยการไม่ดิ้นรนหางานทำแต่พึ่งพาเงินที่รัฐบาลดัตช์ควักจ่ายให้
ตามสถิติ ชาวมุสลิมดัตช์จากโมร็อกโกที่มีอายุเกิน 40 ปีเป็นจำนวนมากไม่ยอมไปหางานทำและอยู่ด้วยเงินประกันสังคม
ส่วนเหตุรุนแรงนั้นมีเป็นประจำ ระหว่างมุสลิมกับชาวคริสต์ บ่อยครั้งที่มีการลอบวางเพลิง ตามฆ่าฝ่ายตรงข้าม
เมื่อ 3 ปีที่แล้ว นักสังคมวิทยาชื่อ “พิม ฟอร์ทุน” ซึ่งชอบวิพากษ์วิจารณ์สังคมมุสลิมโดนสังหาร จากนั้นตามด้วยเหตุลอบฆ่า “ธีโอ แวน โกะ” นักสร้างหนัง พร้อมๆ กับเผาโรงเรียนและสถานที่ทางศาสนาของชาวคริสต์
ในคดี “แวนโกะ” ตำรวจตามสืบหาคนร้ายพบว่าผู้ต้องสงสัยเป็นกลุ่มวัยรุ่น 12 คน หนึ่งในนั้นคือ “นายโมฮัมเหม็ด บูเยริ” เชื้อชาติโมร็อกโก
จากการสอบสวนและย้อนไปดูพฤติกรรรมของผู้ต้องสงสัยปรากฏว่าเป็นเด็กเรียนดี ชอบทำกิจกรรมสังคม แต่ครอบครัวมีปัญหาเลยหาทางออกด้วยการเข้าไปอยู่ในกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง
ล่าสุดนั้นกระแสการก่อการร้ายรุนแรงขึ้นถึงขั้นขู่วางระเบิดรัฐสภาเนเธอร์แลนด์ ทำให้ชาวดัตช์กลับมาคิดว่านโยบายทางการเมืองในการแก้ปัญหาผู้อพยพโดยโยนเงินงบประมาณลงไปนั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ มิหนำซ้ำยังโหมกระพือมากขึ้นกว่าเดิม
รัฐบาลดัตช์คิดแก้ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้อย่างเคร่งเครียด ทางออกหนึ่งก็คือการสร้างความสมานฉันท์ มีการดึงเอากลุ่มศาสนาและเอ็นจีโอเข้ามาช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติ
ขณะเดียวกันรัฐบาลใช้มาตรการรุนแรงกับกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง โดยเนรเทศโต๊ะอิหม่ามที่ฝักใฝ่การก่อการร้ายและเตรียมแผนบังคับผู้นำทางศาสนาอิสลามในเนเธอร์แลนด์เข้าไปเรียนรู้ระบบการศึกษาของดัตช์ มหาวิทยาลัยของเนเธอร์แลนด์จะมีภาควิชาศาสนศาสตร์สำหรับฝึกอบรมชาวมุสลิม
ส่วนกระทรวงศึกษาธิการเนเธอร์แลนด์ประกาศว่า โรงเรียนทุกแห่งจะต้องให้นักเรียนทุกคนได้เรียนรู้วิถีดัตช์ รู้จักคุณค่าทางสังคมที่มีมาแต่ดั้งเดิม หมายถึงว่า โรงเรียนของมุสลิมจะต้องเรียนหลักสูตรดังกล่าวด้วย
แต่สำหรับนักการเมืองฝ่ายขวา กลับมองว่าวิธีการป้องกันความรุนแรงต้องใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้น บ้างเรียกร้องให้เอาวิธีการประหารชีวิตกลับมาใช้อีกครั้ง
ชาวดัตช์ที่เฝ้ามองปรากฏการณ์เหล่านี้ ย้อนนึกถึงอดีต ในยุคที่นครอัมสเตอร์ดัม เมืองรอตเตอร์ดัม รุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจ เวลานั้นชาวโปรเตสแตนต์ คาทอลิก และยิว ร่วมค้าร่วมขายกันอย่างสันติด้วยถ้อยทีถ้อยอาศัย
แต่เมื่อกระแสโลกาภิวัตน์โผล่ขึ้นมา ขบวนการก่อการร้ายแทรกซึมและแผ่ซ่านขยายไปทั่วโลก ชาวดัตช์เลี่ยงหนีความขัดแย้งในสังคมไม่พ้นเหมือนกัน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *