ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มกับการเปลี่ยนแปลงใหม่………….?

ฐานภาษีมูลค่าเพิ่มกับการเปลี่ยนแปลงใหม่………….?

่ ทุกวันนี้ผมต้องวางแผนการเดินทางเนื่องจากค่าน้ำมันเบนซินขึ้นราคา จะไปไหนทีจะต้องวางแผนว่าจะขับรถไปที่ไหน ไปยังไง จะขับรถไปเอง จะนั่งรถไฟฟ้า หรือรถแท็กซี่ เพื่อให้ประหยัดเวลาและประหยัดเงินที่ต้องจ่ายมากขึ้น

เรียกว่าอะไรพอประหยัดได้ก็ต้องประหยัดในภาวะเศรษฐกิจขนาดนี้ต้องระมัดระวังการใช้จ่ายเงินในกระเป๋าด้วยความระมัดระวังพอสมควร ในแต่ละเดือนจะต้องมีการจับจ่ายใช้สอยของที่จำเป็นเพื่อนำมาใช้ในบ้าน หรือในธุรกิจก็ต้องคำนึงถึงความประหยัดพอสมควร แต่ไม่ใช่ประหยัดจนขาดประสิทธิภาพ รัฐบาลก็หาทางผ่อนปนให้กับธุรกิจและประชาชนที่ต้องจับจ่ายใช้สอยในแต่ละวันที่จะทำให้ประหยัดทั้งเวลาและเงิน

โดยการรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดไฟฟ้า ประหยัดน้ำมัน ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก ขนาดย่อมได้รับประโยชน์ทางภาษีอากรให้เหมาะสมกับภาวการณ์ปัจจุบัน

ในปัจจุบันผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการที่มีรายได้ตั้งแต่ 1,200,000 บาทต่อปีมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าซึ่งเสียจากมูลค่าของฐานภาษี คำว่า “ฐานภาษี” ตามมาตรา 79 แห่งประมวลรัษฎากรได้ให้คำจำกัดความไว้ดังนี้

ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ รวมทั้งภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา 77/1 (19)ถ้ามี ด้วยมูลค่าของฐานภาษีให้หมายความถึง เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือประโยชน์ใด ๆ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน

1. ตามมติคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้มีการลดฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และกิจการดังกล่าวมีมูลค่าของฐานภาษีไม่เกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม จำนวนมูลค่าของฐานภาษีที่กำหนดจะต้องไม่น้อยกว่า 1,800,000 บาทต่อปี ซึ่งแต่เดิมได้กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 1,200,000 บาทต่อปี คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้กำหนดให้มูลค่าขอบฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามจะต้องไม่เกิน 1,800,000 บาท ต่อปี

ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีมูลค่าของฐานภาษีต่อปีไม่เกิน 1,800,000 บาทไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 เป็นต้นไป ซึ่งหากพิจารณาโดยเฉลี่ยแล้วผู้ประกอบการที่มีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 150,000 บาท ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่อย่างไรก็ดีหากรวมกันทั้งปีแล้วยังคงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหากมีรายได้ตั้งแต่ 1,800,000 บาทขึ้นปี

คำว่า “ปี” ตามประมวลรัษฎากร หมายความถึง

2. ในกรณีที่ผู้ประกอบการเป็นบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลให้นับตามปีประดิทิน เว้นแต่ในกรณีที่เริ่มประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เริ่มนับตั้งแต่วันเริ่มประกอบกิจการถึงวันสิ้นปีประดิทิน

3. ในกรณีที่ผู้ประกอบการเป็นนิติบุคคล ให้นับตามรอบระยะเวลาบัญชี เว้นแต่ในกรณีที่เริ่มประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้เริ่มนับตั้งแต่วันเริ่มประกอบกิจการถึงวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี

ผู้ประกอบธุรกิจขายสินค้าหรือให้บริการขนาดเล็กก็คงผ่อนปนไปได้บ้างในการทำธุรกิจไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหากมีรายได้ไม่ถึง 1,800,000ต่อปี แต่เมื่อสิ้นปีประดิทินในแต่ละปียังคงต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล

* * * บทความโดย สมเดช โรจน์เสถียร * * *

ที่มา : http://smesmart.is.in.th/

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *