ซื้อรถบรรทุกมาขนส่งเองคุ้มจริงหรือ

ซื้อรถบรรทุกมาขนส่งเองคุ้มจริงหรือ
Source: ศิฏฐพร คงศรี ปูนซีเมนต์นครหลวง

ในการดำเนินธุรกิจนั้น สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องตัดสินใจก็คือ กิจการควรจะต้องซื้อรถบรรทุกไว้สำหรับ
ขนส่งสินค้าด้วยตนเอง หรือจ้างผู้ขนส่งเป็นผู้ดำเนินการให้ โดยหลักการแล้วเป็นเรื่องง่ายๆ โดยที่ผู้ประกอบ

การจะต้องทำการพิจารณาเปรียบเทียบว่าต้นทุนในการดำเนินการขนส่งเอง กับค่าจ้างรถขนส่ง อย่างไหนจะ

ถูกกว่ากัน หากอันไหนถูกกว่าก็จะใช้วิธีการนั้น

ทั้งนี้ สิ่งที่ยากที่สุดของปัญหานี้ไม่ใช่หลักการข้างต้น แต่เป็นวิธีการคำนวณหาว่าต้นทุนในการดำเนินการขน

ส่งเองเป็นเท่าใด เนื่องจากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME มักจะคิดว่าต้นทุนในการดำเนินการเองนั้น

ประกอบด้วย ค่าตัวรถ (ค่างวดผ่อนส่ง) ค่าเชื้อเพลิง และค่าคนขับเท่านั้น ซึ่งเป็นการคิดที่ไม่ครบองค์

ประกอบของต้นทุนการดำเนินการขนส่งเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นทุนค่าซ่อมบำรุง ซึ่งมีสัดส่วนสูงไม่แตก

ต่างกับค่าตัวรถเลย หากผู้ประกอบการไม่ได้คำนึงถึงค่าซ่อมบำรุงมาก่อน ก็จะประสบปัญหากับงบประมาณที่

บานปลายได้ในอนาคต

ต้นทุนการเป็นเจ้าของรถทั้งหมด (Total cost of ownership)

ดังนั้น เมื่อผู้ประกอบการจะต้องพิจารณาว่าจะซื้อรถบรรทุกเอง หรือจ้างผู้อื่นขนส่งให้ ก็ต้อง

คำนึงถึงหลักการต้นทุนการเป็นเจ้ารถของทั้งหมด (Total cost of ownership) ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณในการ

จัดซื้อรถว่ามีต้นทุนทั้งหมดเป็นเท่าใด เป็นราคาต่อหน่วยของผลผลิต ยกตัวอย่าง เช่น บาทต่อตัน หรือบาท

ต่อชิ้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการคิดต้นทุนในการดำเนินการขนส่งเอง เปรียบเทียบกับการจ้างผู้อื่นขน

ส่ง โดยองค์ประกอบของต้นทุนประกอบด้วย ค่าตัวรถ (Purchasing price) ค่าประกัน ภาษี และค่าใช้จ่าย

เนื่องจากรถอื่นๆ ค่าพนักงานขับรถ ค่าพนักงานอื่น (รวมประกันสังคม) ค่าเชื้อเพลิง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ค่าซ่อมบำรุง

ต้นทุนแฝงจากค่าซ่อมบำรุง

ค่าซ่อมบำรุง นับว่าเป็นต้นทุนที่มีความซับซ้อนในการคำนวณมากที่สุด เนื่องจากค่าซ่อมบำรุงจะขึ้นอยู่กับ

ลักษณะการใช้งาน และทักษะความชำนาญของพนักงานขับรถ โดยปกติแล้วค่าซ่อมบำรุงจะสามารถแบ่ง

ออกได้เป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ การซ่อมบำรุงตามระยะ ค่ายางรถบรรทุก และการซ่อมบำรุงหนัก

การซ่อมบำรุงตามระยะ เป็นต้นทุนค่าซ่อมบำรุงที่สามารถประมาณการได้ง่ายที่สุด เนื่องจากจะ

มีสมุดคู่มือประจำรถ ที่จะให้ข้อมูลว่าแต่ละระยะทางการวิ่งจะต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง และระบบหล่อลื่นอื่นๆ

อย่างไร ซึ่งสามารถคำนวณได้ว่าในการนำรถบรรทุกเข้าศูนย์ของแต่ละระยะทางจะมีต้นทุนเท่าใด และโดย

ส่วนมากเวลาในการซ่อมบำรุงตามระยะนี้ก็จะสามารถเสร็จได้ในวันเดียว จึงสามารถวางแผนการนำรถเข้า

ซ่อมได้โดยไม่กระทบกับแผนการขนส่ง

องค์ประกอบต่อไปคือค่ายางรถบรรทุก ซึ่งเป็นต้นทุนที่ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งมองข้ามไปทั้งๆ

ที่มีความสำคัญยิ่งยวด เนื่องจากสาเหตุของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถบรรทุก ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการใช้ยาง

จนเกินระยะการใช้งาน หรือยางไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานแล้วไม่ได้เปลี่ยนยาง ทำให้เมื่อนำรถไปใช้จะ

เกิดปัญหายางแตกหรือยางระเบิด ทำให้เกิดความเสียหายกับรถและสินค้าที่บรรทุกได้

องค์ประกอบสุดท้ายคือการซ่อมบำรุงหนัก ที่เกิดจากความสึกหรอของเครื่องยนต์ นับเป็นต้น

ทุนที่ประมาณการได้ยากที่สุด เนื่องจากไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในคู่มือประจำรถ ดังนั้นผู้ประกอบการจะต้องเรียก

ถามถึงแผนการซ่อมบำรุงหนักตลอดอายุการใช้งานด้วย นอกจากนี้ต้นทุนการซ่อมบำรุงหนักนี้ จะเป็นต้นทุน

การจ้างขนส่งที่มีความได้เปรียบการซื้อรถบรรทุกมาทำการขนส่งเองมากที่สุด เนื่องจากผู้ขนส่งที่มีรถ

บรรทุกจำนวนมาก มักจะมีอู่ของตนเองทำให้ต้นทุนการซ่อมบำรุงหนักต่ำกว่า การนำรถบรรทุกเข้าศูนย์

บริการของผู้ผลิตในกรณีการซื้อรถบรรทุกมาทำการขนส่งเอง

ความสามารถในการแข่งขันจากการประหยัดจากขนาด

จากประสบการณ์ของผู้เขียนแล้ว เมื่อผู้ประกอบการได้คำนวณต้นทุนทั้งหมดแล้ว ก็จะพบว่าหากปริมาณการ

ขนส่งสินค้าของตนไม่ได้มีมากเพียงพอ ส่งผลให้การซื้อรถบรรทุกมาขนส่งเอง จะมีต้นทุนที่สูงกว่าการจ้างผู้

ขนส่ง เนื่องจากหากผู้ประกอบการมีปริมาณการขนส่งน้อยก็จะซื้อรถบรรทุกจำนวนน้อยคัน ทำให้ต้นทุนการ

ดำเนินการสูง เมื่อเปรียบเทียบกับการว่าจ้างผู้ขนส่ง ซึ่งมีรถบรรทุกจำนวนมาก ซึ่งมีความได้เปรียบจากการ

ประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ทำให้สามารถดำเนินการขนส่งได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า

ยกตัวอย่าง เช่น ผู้ขนส่งที่จะต้องซื้อน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น ตลอดจนอะไหล่เป็นจำนวนมาก ก็จะ

สามารถต่อรองราคาและระยะเวลาเครดิตได้ดีกว่าการที่ผู้ประกอบการ ทำให้ต้นทุนรวมของผู้ขนส่งมักจะต่ำ

กว่าผู้ประกอบการ

เมื่อผู้ประกอบการตัดสินใจซื้อรถบรรทุกแล้ว จะเกิดต้นทุนดอกเบี้ยเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นต้นทุนทางบัญชีที่เกิด

ขึ้น นอกจากนี้การใช้เงินทุนของกิจการไปซื้อรถบรรทุกในสภาวะที่เงินทุนมีจำกัด ก็จะทำให้ไม่สามารถนำ

เงินจำนวนนี้ไปปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต หรือการส่งเสริมการขายอื่นๆ ได้ ซึ่งเป็นต้นทุนทาง

เศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่าต้นทุนค่าเสียโอกาสใช้เงิน (Opportunity cost) อีก

การใช้ประโยชน์จากรถบรรทุก (Truck utilization)

ปัจจัยที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ขนส่งมีความได้เปรียบด้านต้นทุน เมื่อเปรียบเทียบกับการซื้อรถบรรทุก

มาทำการขนส่งเองของผู้ประกอบการก็คือ การใช้ประโยชน์ของจากรถบรรทุก (Truck utilization) ซึ่งโดย

ปกติแล้วผู้ขนส่งจะมีความสามารถในการหางานให้กับรถบรรทุกได้ดีกว่าผู้ประกอบการ เนื่องจากมีหน่วยงาน

ขายของตนเองโดยเฉพาะ ในขณะที่ผู้ประกอบการซื้อรถบรรทุกมาก็มักจะใช้ขนส่งเฉพาะสินค้าของตนเอง

ซึ่งสามารถเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนว่า รถบรรทุกของผู้ขนส่งมักจะวิ่งอยู่ตลอด ในขณะที่รถบรรทุกของผู้

ประกอบการจะวิ่งเฉพาะเมื่อต้องการส่งสินค้า ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยของผู้ขนส่งต่ำกว่า

ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงจะต้องคำนวณให้ถี่ถ้วน เมื่อคำนึงถึงต้นทุนการเป็นเจ้าของรถทั้งหมด (Total cost of

ownership) แล้วจะต่ำกว่าการว่าจ้างผู้ขนส่งหรือไม่ หากไม่ก็ควรหาผู้ขนส่งที่สามารถไว้วางใจได้ ทำการขน

ส่งให้แทนจะดีกว่า เพราะจะเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

อายุการใช้งานรถที่เหมาะสม (Economics life cycle)

อย่างไรก็ดี หากคำนวณแล้วว่าการซื้อรถบรรทุกมาดำเนินการขนส่งเอง มีต้นทุนการเป็นเจ้าของ

รถทั้งหมดต่ำกว่าการจ้างผู้ขนส่ง ขั้นต่อไปผู้ประกอบการก็จะต้องคำนวณว่าอายุการใช้งานรถที่เหมาะสม

(Economic life cycle) ควรเป็นกี่ปี เพราะอายุการใช้งานที่เหมาะสม จะแตกต่างกับอายุการใช้งานรถสูงสุด

เนื่องจากรถแต่ละคันหากมีการซ่อมบำรุงเต็มที่แล้ว อายุการใช้งานอาจสูงถึง 10 ปี แต่ค่าซ่อมบำรุงในปี

ท้ายๆ จะสูงมาก ดังนั้นในเวลาที่ซื้อรถบรรทุก ผู้ประกอบการจะต้องเรียกถามถึงแผนการซ่อมบำรุงจากผู้

ผลิตด้วย เพื่อมาใช้คำนวณหาอายุการใช้งานที่เหมาะสมต่อไป

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *