ซัพพลายเชนอุตสาหกรรมกุ้งขาวแวนาไม

ซัพพลายเชนอุตสาหกรรมกุ้งขาวแวนาไม

คอลัมน์ฉบับนี้เราได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.วลัยลักษณ์ อัตธีรวงศ์ และ ผศ.ดร. นิลวรรณ ชุ่ม
ฤทธิ์ ที่ทำวิจัยการจัดการโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมกุ้งขาวลิโทพีเนียสแวนาไมในประเทศ
ไทย ภายใต้ทุนวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยมาร่วมแชร์ข้อมูล

ผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูปของประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นการผลิตแบบ
ครบวงจรและมุ่งการส่งออกเป็นหลัก พร้อมก่อให้เกิดธุรกิจต่อเนื่องอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมการ
แปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ และอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ เป็นต้น ในอดีตผลิตภัณฑ์
กุ้งสดแช่เย็นและแช่แข็ง ได้รับการจัดลำดับเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย 1 ใน 10
รายการแรก ซึ่งตลาดส่งออกที่สำคัญของไทยได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป

อย่างไรก็ตามโครงสร้างทางการผลิตโดยเฉพาะกุ้งได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป กุ้งต่างๆ ซึ่งเคยส่ง
ออกเป็นอันดับที่ 1 ของโลกติดต่อกันนับ 10 ปี กลับมีผลผลิตที่ลดลง เนื่องจากเกิดปัญหา
ความสลับซับซ้อนตั้งแต่การเพาะเลี้ยง กระบวนการผลิต การซื้อขาย รวมถึงการส่งออก แต่ละ
ส่วนขาดการประสานเชื่อมโยงและการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ทั้งในแง่ข้อมูลข่าวสารทางธุรกิจ
และการไหลของสินค้าในส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สภาวะการ
ส่งออกถดถอย

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์การแข่งขันที่มีความรุนแรงมากกับคู่แข่งอื่นๆ ที่
สำคัญ ได้แก่ ประเทศจีน อินโดนีเซีย เวียดนาม อินเดีย และกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ทั้ง
ทางด้านต้นทุนของคู่แข่งที่มีแนวโน้มถูกกว่า คุณภาพของสินค้า ความสามารถในการตอบ
สนองต่อตลาดที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีการขยายผลผลิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการนำเข้า
กุ้งจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น นอกจากนี้ประเทศไทยยังประสบปัญหาการผลิตภายใน
ประเทศในด้านต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เนื่องจากปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ได้แก่ อาหารกุ้ง และ
ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง กุ้งที่เลี้ยงมีอัตราการรอดต่ำลงเนื่องจากขาดการพัฒนาสายพันธุ์ที่มี
คุณภาพ ปัญหาโรคระบาดและสารเคมีตกค้างในตัวกุ้ง ส่งผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมและ
เกษตรกรอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีการลักลอบนำเข้ากุ้งเพื่อแปรรูปส่งออกเพิ่มสูง และการแปร
รูปส่วนใหญ่เป็นการแปรรูปเบื้องต้นเช่นการปอกเปลือกและแช่แข็งเท่านั้น การแปรรูปเพื่อการ
เพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ยังมีน้อย

นอกจากนี้ประเทศไทยยังประสบปัญหาทางด้านการกีดกันทางการค้าจากประเทศคู่ค้าต่างๆ
เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ทั้งในระบบภาษี เช่น กรณีจีเอสพี (Gross State
Product, GSP) และที่ไม่ใช่ระบบภาษี โดยประเทศคู่ค้าพยายามที่จะนำประเด็นด้านอนุรักษ์
ธรรมชาติ ด้านสุขอนามัย และสิ่งแวดล้อมมาเป็นข้ออ้างในการกีดกันการนำเข้า กฎหมายต่อ
ต้านการก่อการร้าย (Anti-Terrorist) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของ
ไทยที่เพิ่มมาตรการที่เข้มงวดในด้านความสะอาดของสินค้าทุกประเภท โดยเฉพาะสินค้า
ประเภทอาหารที่เน้นความปลอดภัยด้วยมาตรฐาน HACCP (Hazard Analysis Critical Control
Point) นอกจากนี้ประเทศสหรัฐอเมริกายังได้กำหนดมาตรฐานที่สำคัญคือ มาตรฐาน BAP
(Best Aquaculture Practice) ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบรับรองมาตรฐานโดยผู้รับรองจาก
ACC (Aquaculture Certification Council) จะส่งผลกระทบตลอดห่วงโซ่อุปทานของ
อุตสาหกรรมกุ้ง ตั้งแต่ฟาร์มเพาะเลี้ยง เกษตรกรบ่อดิน บริษัทขายอาหาร และโรงงานแปรรูป/
ห้องเย็น การกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆ เป็นการเพิ่มต้นทุนในการประกอบธุรกิจส่งออก
ทุกประเภท ซึ่งปัญหาและเงื่อนไขต่างๆ ที่ผู้ส่งออกจะต้องดำเนินภายใต้ข้อตกลงทางการค้า
โลกจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกและต้นทุนการผลิตของไทยเป็นอย่างมากในอนาคตอันใกล้
นี้

การที่ประเทศไทยจะรักษาความเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมต่อไป จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษา
หาแนวทางที่จะเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน สร้างความสมดุลร่วมมือกันระหว่างเกษตรกรผู้
เลี้ยงกุ้ง และผู้ประกอบการทางด้านอุตสาหกรรม โดยเริ่มตั้งแต่การผลิต การแปรรูป และการ
ส่งออกให้ตรงตามที่ลูกค้าต้องการอย่างมีคุณภาพ รวมทั้งส่งมอบได้รวดเร็วภายใต้ราคาที่แข่ง
ขันได้ เพื่อหาแนวทางที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมกุ้งอย่างจริงจัง มีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
โดยมีการกำหนดกลยุทธ์การเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน นับตั้งแต่
การเชื่อมโยงของธุรกิจระหว่างเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง ผู้แปรรูปผลิตผลเบื้องต้น จนถึงผู้จัดส่ง
และผู้ขายสินค้าสู่ผู้บริโภค เทคนิคดังกล่าวก็คือการจัดการโซ่อุปทาน (Supply Chain
Management, SCM) เพราะการจัดการโซ่อุปทานเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่จะช่วยทำให้การได้มา
ซึ่งวัตถุดิบและสินค้าให้เป็นไปตามข้อกำหนด จัดระบบบริหารการจัดการซื้อขายกุ้งจากแหล่ง
ผลิตถึงโรงงานแปรรูปและห้องเย็นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเชื่อมโยงให้มีการซื้อขาย
ระหว่างผู้เลี้ยงและโรงงานแปรรูปหรือห้องเย็นโดยตรง หาแนวทางร่วมที่จะส่งเสริมระบบ
พันธมิตรทางธุรกิจขึ้นโดยเปิดเผยข้อมูล และราคาการซื้อขายที่ชัดเจนให้กับเกษตรกร เสริม
สร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันเพื่อลดช่องว่างที่จะก่อให้เกิดคนกลางเข้ามาแทรกแซง
ระหว่างเกษตรกร โรงงานแปรรูป/ห้องเย็น ก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างผู้ที่มีส่วนร่วมใน
อุตสาหกรรมนี้ทุกๆ ฝ่ายและมุ่งเน้นในมาตรฐานเดียวกัน เพื่อสร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่ม
ในผลิตภัณฑ์จากกุ้งระหว่างของไทยและประเทศคู่แข่ง

1. ระบบโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมกุ้งขาวในปัจจุบัน

ในโซ่อุปทานกุ้งขาวประกอบด้วยส่วนประกอบต่างๆ ตั้งแต่ ต้นน้ำ ถึงปลายน้ำ คือ ส่วนที่เป็นผู้
จัดหาวัตถุดิบให้กับฟาร์มเลี้ยงกุ้ง (บ่อดิน) ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง (บ่อดิน) ตลาดกลาง โรงงานแปรรูป/
ห้องเย็น ร้านขายปลีก และสุดท้ายคือผู้บริโภค โดยในส่วนที่เป็นผู้จัดหาวัตถุดิบให้กับฟาร์ม คือ
ฟาร์ม Hatchery /ฟาร์มอนุบาลลูกกุ้ง จะเป็นแหล่งขายลูกกุ้งให้กับฟาร์มเลี้ยงกุ้ง (บ่อดิน) และ
ร้านขายอาหารและเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการเลี้ยงกุ้ง ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง (บ่อดิน) คือฟาร์มที่เลี้ยงตั้งแต่
ลูกกุ้งจนถึงขั้นกุ้งโตและจับขาย ตลาดกลางคือส่วนที่เป็นแหล่งซื้อขายกุ้งสด โรงงานแปรรูป/
ห้องเย็น คือส่วนของโรงงานที่แปรรูปเพื่อการส่งออกหรือส่งไปขายในแหล่งที่ขายปลีกเช่นใน
ซูเปอร์มาร์เก็ต การเชื่อมโยงระหว่างส่วนต่าง ๆ ในโซ่อุปทานกุ้งขาว

กระบวนการทำงานในแต่ละธุรกิจจะมีการไหลของสินค้า (Product Flow) การไหลของเงิน (
Financial Flow) และการไหลของข้อมูล (Information Flow) ระหว่างธุรกิจ ดังรูปที่ 1 การ
ไหลของสินค้าจะเริ่มจากส่วนการผลิตต่างๆ ผ่านไปจนถึงผู้บริโภค ในขณะที่การไหลของเงินจะ
ไหลจากผู้บริโภคผ่านส่วนต่างๆ ไปจนถึงผู้ผลิต จะเห็นว่าผู้บริโภคคือคนเดียวที่จ่ายเงินให้แก่โซ่
อุปทาน

การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เริ่มจากระหว่างฟาร์มอนุบาลลูกกุ้ง และ ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง (บ่อ
ดิน) มีการส่งผ่านข้อมูลกันเกี่ยวกับความต้องการลูกกุ้ง แหล่งที่มาของลูกกุ้ง ข้อมูลเกี่ยวกับลูก
พันธุ์กุ้ง และคุณภาพของลูกกุ้ง ระหว่างฟาร์มเลี้ยงกุ้ง (บ่อดิน) และร้านขายอาหาร มีการแลก
เปลี่ยนข้อมูลกันเกี่ยวกับปริมาณกุ้งที่เลี้ยง จำนวนอาหารที่ต้องการ และคำแนะนำต่างๆ เกี่ยว
กับเทคนิคการเลี้ยงและการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะเลี้ยง ระหว่างฟาร์มเลี้ยงกุ้ง (บ่อดิน)
และ ลูกค้า คือ ตลาดกลาง โรงงานแปรรูป/ห้องเย็น และโรงงานอาหารสำเร็จรูป มีการแลก
เปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันเกี่ยวกับสถานการณ์ความต้องการกุ้งขาว ปริมาณ ขนาด และราคากุ้ง
ปริมาณกุ้งที่เลี้ยงในบ่อ และในกรณีที่ตรวจพบสารตกค้างในกุ้งทางโรงงานแปรรูป/ห้องเย็น ก็
จะมีการแจ้งกลับไปยังเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง

2. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคู่ค้าในโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมกุ้งขาว
จากการเก็บรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นในพื้นที่ศึกษาจังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรสาคร ระหว่าง
เดือนกันยายน 2548 – มิถุนายน 2549 ร่วมกับการสัมภาษณ์ฟาร์มนอเพลียส ฟาร์มอนุบาลลูก
กุ้งเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง (บ่อดิน) โรงงานแปรรูป/ห้องเย็น และแพ/พ่อค้าคนกลางที่รับซื้อกุ้งไป
ขายที่ตลาดกลางที่จังหวัดสมุทรสาคร สามารถสรุปความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันระหว่างคู่ค้าใน
โซ่อุปทานกุ้งขาว ได้ดังนี้

2.1 เกษตรกรฟาร์มเลี้ยงกุ้ง (บ่อดิน) และ ฟาร์มอนุบาลลูกกุ้ง ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง (บ่อดิน)
และ ฟาร์มอนุบาลลูกกุ้ง เกี่ยวข้องในด้านฟาร์มอนุบาลลูกกุ้งเป็นเหมือนผู้จัดหาวัตถุดิบในการ
ผลิต (Supplier) ให้กับทางฟาร์มเลี้ยงกุ้ง (บ่อดิน) จะมีติดต่อกันในด้านการติดต่อซื้อขายลูก
กุ้ง โดยลักษณะการติดต่อกันจะเป็นการติดต่อกันเบื้องต้นโดยใช้โทรศัพท์ เพื่อสอบถาม
ปริมาณลูกกุ้งและกำหนดวันซื้อลูกกุ้งเท่านั้น ยังขาดการเชื่อมโยงในส่วนของการวางแผนการ
ผลิตร่วมกัน ขาดข้อมูลเกี่ยวกับผลผลิตเพื่อนำไปสู่การพัฒนาการเลี้ยงร่วมกัน ขาดความเชื่อใจ
กันระหว่างคู่ค้าโดยเกษตรกรไม่เชื่อใจเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้จากฟาร์มอนุบาลลูกกุ้ง เช่น ขาด
ความเชื่อใจว่าพ่อแม่พันธุ์ของลูกกุ้งที่ซื้อเป็นพ่อแม่พันธุ์จากต่างประเทศ ทำให้เกษตรกรบาง
ส่วนที่ไม่เห็นความสำคัญของการติดต่อซื้อขายลูกกุ้งกับฟาร์มอนุบาลลูกกุ้งโดยตรง แต่จะซื้อ
ขายลูกกุ้งผ่านนายหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางเพราะจะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการติดต่อหรือเดิน
ทางไปซื้อลูกกุ้งเอง ทำให้ปัจจุบันปัญหาเกี่ยวกับลูกกุ้งซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเป็นปัญหาที่
สำคัญสำหรับเกษตรกรฟาร์มเลี้ยงกุ้ง (บ่อดิน)

2.2 เกษตรกรฟาร์มเลี้ยงกุ้ง (บ่อดิน) และโรงงานอาหาร/ตัวแทนจำหน่าย
อาหาร อาหารเป็นปัจจัยเลี้ยงกุ้งที่สำคัญและเป็นต้นทุนในการเลี้ยงที่สูงมาก เกษตรกรจะ
ติดต่อซื้ออาหารจากตัวแทนจำหน่าย แต่เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่เป็นเกษตรกรรายย่อย
มีเงินทุนในการเลี้ยงที่ไม่มากนักส่งผลให้เกิดปัญหาหนี้สิน โดยเกษตรกรจะซื้ออาหารในระบบ
เครดิต ซึ่งจะมีการคิดดอกเบี้ยส่งผลให้ต้นทุนในการซื้ออาหารเพิ่มขึ้น หรือในบางกรณี
เกษตรกรจะซื้ออาหารโดยมีการนำที่ดินไปจำนองไว้กับทางร้านขายอาหาร ดังนั้นจากปัญหา
เรื่องเงินทุนของเกษตรกรและต้นทุนในการผลิตที่สูง ส่งผลให้ความเกี่ยวข้องระหว่างเกษตรกร
ฟาร์มเลี้ยงกุ้ง (บ่อดิน) และโรงงานอาหาร/ตัวแทนจำหน่าย นอกจากจะเป็นคู่ค้ากันแล้ว ยังเป็น
เจ้าหนี้และลูกหนี้ด้วย เกษตรกรขาดความเป็นอิสระในการเลือกซื้อดังนั้นหน่วยงานภาครัฐควร
ให้ความสำคัญกับปัญหาเกี่ยวกับเงินทุนสนับสนุนในการเลี้ยง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงกุ้ง
และได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพการเลี้ยงกุ้งต่อไป

2.3 เกษตรกรฟาร์มเลี้ยงกุ้ง (บ่อดิน) และโรงงานแปรรูป/ห้องเย็น ฟาร์ม
เลี้ยงกุ้ง (บ่อดิน) เปรียบเสมือนผู้ผลิต และโรงงานแปรรูป/ห้องเย็น เป็นลูกค้าเป็นผู้ซื้อสินค้า
แต่จากการวิจัยพบว่าการติดต่อซื้อขายกันโดยตรงนั้นยังมีปริมาณที่น้อย โดยส่วนมากจะติดต่อ
ซื้อขายกันผ่านแพซึ่งเป็นพ่อค้าคนกลาง สาเหตุที่การติดต่อซื้อขายกันโดยตรงมีน้อยส่วนหนึ่ง
เกิดจากโรงงานแปรรูป/ห้องเย็นไม่มั่นใจในกำลังการผลิตของเกษตรกร ทำเลที่ตั้งของฟาร์ม
เลี้ยงกุ้ง (บ่อดิน) มีหลากหลายยากในการติดต่อซื้อขาย เกษตรกรเลี้ยงกุ้งตามความถนัดของ
ตนเองโดยไม่มีข้อมูลทางการการตลาดหรือข้อมูลความต้องการวัตถุดิบจากโรงงานแปรรูป/
ห้องเย็นโดยตรง รวมทั้งส่วนหนึ่งโรงงานแปรรูป/ห้องเย็นไม่ต้องการที่จะรับซื้อกุ้งเหมาจากปาก
บ่อเนื่องจากจะได้กุ้งที่มีขนาดที่หลากหลาย

2.4 โรงงานแปรรูป/ ห้องเย็น และ แพ/พ่อค้าคนกลาง แพ/พ่อค้าคนกลาง
จะทำหน้าที่รวบรวมวัตถุดิบเพื่อขายต่อให้กับทางโรงงาน แต่การแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในด้าน
ปริมาณความต้องการของตลาดยังมีไม่มากนัก
2.5 หน่วยงานภาครัฐ และ องค์ประกอบต่างๆ ภายในโซ่อุปทาน หน่วยงาน
ภาครัฐจะเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบในโซ่อุปทานในด้านการออกใบรับรองมาตรฐานต่างๆ และ
การให้คำแนะนำความรู้ทางด้านวิชาการ การออกใบรับรองมาตรฐานฟาร์ม (GAP) นั้นพบว่า
ภาครัฐมุ่งเน้นในด้านปริมาณมากกว่าด้านคุณภาพ ไม่มีการเข้มงวดกับมาตรฐานอย่างจริงจังนัก
ส่งผลให้ฟาร์มที่ได้รับการรับรองบางส่วนยังไม่มีคุณภาพ เกษตรกรไม่เห็นถึงความสำคัญหรือ
ข้อได้เปรียบของการปรับปรุงฟาร์มให้ได้รับมาตรฐานตามที่กำหนด โดยคิดว่าเป็นการเพิ่มต้น
ทุนการผลิต ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐควรที่จะมีมาตรการรองรับหรือการสร้างแรงจูงใจและประชา
สัมพันธ์ให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของการทำมาตรฐานฟาร์มเพื่อเป็นการพัฒนาการผลิต
ปัจจุบันการจำหน่ายสัตว์น้ำจะต้องขออนุญาตกรมประมง คือ ขอใบ FMD สำหรับการเลี้ยงกุ้ง
และใบ MD สำหรับการจับกุ้งขายให้กับโรงงานแปรรูป/ห้องเย็นเพื่อรองรับการตรวจสอบย้อน
กลับ (Traceability) การดำเนินการยังไม่ค่อยสะดวกนักสำหรับเกษตรกรที่มีฟาร์มอยู่ในทำเล
ที่ไกล และไม่ได้เป็นสมาชิกชมรมที่ได้รับอนุญาตให้ออกใบ FMD และ ใบ MD ได้ หรือการ
ดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ยังใช้ระบบเขียนด้วยมือ ยังไม่มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้
อย่างทั่วถึงส่งผลให้เกิดความล่าช้า การทำงานที่ซ้ำซ้อน การให้คำแนะนำความรู้ทางด้าน
วิชาการจากทางภาครัฐยังมีไม่ทั่วถึงและเพียงพอ เนื่องจากจำนวนเจ้าหน้าที่มีน้อยเมื่อเทียบกับ
จำนวนเกษตรกร

3. การวิเคราะห์ศักยภาพของโซ่อุปทานอุตสาหกรรมกุ้งขาวแวนาไม โดยใช้ SWOT
Analysis

SWOT Analysis เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยในการวิเคราะห์สภาวะการแข่งขัน
ของอุตสาหกรรมกุ้งขาวและประเมินศักยภาพของโซ่อุปทาน โดยทำการวิเคราะห์ถึงจุดแข็ง จุด
อ่อนภายในโซ่อุปทาน และสภาวะแวดล้อมภายนอกโซ่อุปทานทั้งโอกาสและอุปสรรคภาย
นอกร่วมกัน

จากการวิเคราะห์ SWOT Analysis จะทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบถึงจุดอ่อน จุดแข็ง อุปสรรค
และโอกาสได้อย่างชัดเจน โดยหลักการแล้วสิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อไปคือการขจัดจุดอ่อน
และป้องกันอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า รวมทั้งหาทางเสริมจุดดีหรือพยายามช่วงชิงโอกาส
ทางธุรกิจ เพื่อจะทำให้อุตสาหกรรมกุ้งขาวของประเทศไทยสามารถครองความเป็นหนึ่งได้
อย่างยั่งยืนตลอดไป ซึ่งแนวทางในการดำเนินการนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความร่วม
มือกันอย่างจริงจังของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในโซ่อุปทาน แนวทางที่เป็นไปได้แนวทางหนึ่งก็คือ
เกษตรกรควรจะมีการรวมตัวกันในการผลิตโดยที่ความร่วมมือกันอาจอยู่ในรูปแบบของชมรม
หรือการทำ Contract Farming เพื่อเกษตรกรจะสามารถสร้างอำนาจต่อรองทางด้านราคากับผู้
ซื้อ ซึ่งความร่วมมือกันหรือการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งจะก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้
ด้านการรวบรวมวัตถุดิบ ในการรวมกลุ่มกันของเกษตรกรจะก่อให้เกิดการเพิ่มอำนาจต่อรอง
ทางด้านการจัดหาวัตถุดิบกับ Supplier ซึ่งก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน
ระหว่าง Supplier และเกษตรกร (บ่อดิน) ทั้งด้านข้อมูลวัตถุดิบหรือลักษณะพื้นที่ที่เลี้ยงกุ้ง
นอกจากนั้นการรวมกลุ่มกันจะสามารถสร้างอำนาจต่อรองในเรื่องการรับประกันสินค้า เช่น ให้
Supplier ชดใช้ลูกกุ้งให้กับเกษตรกร หากลูกกุ้งที่ซื้อมาตายในช่วงระยะเวลาที่กำหนด ในส่วน
ของ Supplier เองจะสามารถเตรียมความพร้อมในการจัดหาวัตถุดิบ ให้ทันตามความต้องการ
ของเกษตรกร (บ่อดิน) ด้วยปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการที่แท้จริงของเกษตรกร

ด้านการจัดการข้อมูล การรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง และมีการประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วม
กันระหว่างคู่ค้าอย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยให้เกษตรกรได้รับทราบข้อมูลที่กว้างและเป็นปัจจุบัน
มากขึ้น เช่น ในเรื่องของมาตรฐาน ACC เป็นมาตรฐานกีดกันทางการค้า ที่จะเข้ามาส่งกระทบ
ต่อเกษตรกรรายย่อยที่จะผลิตกุ้ง เพื่อส่งออกไปขายยังประเทศสหรัฐอเมริกาในอนาคตอัน
ใกล้นี้

ด้านการวางแผนการผลิต เมื่อเกษตรกรทราบข้อมูลความต้องการกุ้งจากทางโรงงานแปร
รูป/ห้องเย็น ก็สามารถนำมาวิเคราะห์ร่วมกับความสามารถในการผลิตของตนเอง เพื่อวางแผน
ผลิตว่าควรจะเริ่มผลิตเมื่อใด จำนวนกุ้งที่จะเลี้ยงและขนาดของกุ้งที่จะจับขายว่าควรจะมีขนาด
เท่าใด เพื่อให้ตรงกับความต้องการของโรงงานแปรรูป/ห้องเย็น และวางแผนการจัดซื้อลูกกุ้ง
โดยเกษตรกรจะสามารถแจ้งให้กับฟาร์มอนุบาลลูกกุ้งทราบถึงความต้องการล่วงหน้า เพื่อให้
ได้ลูกกุ้งที่มีคุณภาพและทันรอบการผลิตที่เกษตรกรได้วางแผนไว้

ด้านการควบคุมคุณภาพ การรวมกลุ่มกันของเกษตรกรจะช่วยให้เกิดการพัฒนาการเลี้ยง
อย่างเป็นมาตรฐาน รวมทั้งมีการตรวจสอบคุณภาพจากตัวแทนกลุ่ม หรือจากตัวแทนของโรง
งานแปรรูป/ห้องเย็นที่ทำสัญญาการซื้อขายด้วยอย่างสม่ำเสมอ สร้างระบบการตรวจสอบย้อน
กลับ (Traceability) ทั้งภายในโซ่อุปทานและภายในองค์กรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากการศึกษากระบวนการธุรกิจของโซ่อุปทานอุตสาหกรรมกุ้งขาวในปัจจุบัน และจากการ
วิเคราะห์ศักยภาพของโซ่อุปทาน โดยใช้ SWOT Analysis พบว่าการดำเนินธุรกิจยังขาดการ
แลกเปลี่ยนข้อมูลภายในกลุ่มหรือเพื่อวางแผนการผลิตร่วมกันระหว่างคู่ค้า ต่างคนต่างผลิต
โดยอาศัยประสบการณ์ความคุ้นเคยและตัดสินใจขายผลผลิต โดยดูจากราคากุ้งในปัจจุบันจาก
ตลาดกลางเป็นหลัก ผลผลิตที่ได้มีไม่มากพอที่จะมีอำนาจต่อรองในด้านราคาได้ แนวทางการ
ปรับปรุงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมกุ้งขาวได้แนวทางหนึ่งการรวมกลุ่มของเกษตรกร (บ่อดิน)
เพื่อประโยชน์ร่วมกันในด้านการรวบรวมวัตถุดิบ ด้านการจัดการข้อมูล ด้านการวางแผนการ
ผลิตและด้านการควบคุมคุณภาพ นำไปสู่การเพิ่มอำนาจต่อรองในด้านราคา ซึ่งและก่อให้เกิด
ความเข้มแข็งภายในธุรกิจอันนำไปสู่ความยั่งยืนโดยรวมของอุตสาหกรรมกุ้งต่อไป

* เอกสารอ้างอิง

ชลอ ลิ้มสุวรรณ และคณะ. 2548. อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งในประเทศไทย. กรุงเทพ
มหานคร:

เจริญรัฐการพิมพ์.

วิทยา สุหฤทดำรง. 2546. ลอจิสติกส์และการจัดการโซ่อุปทาน. กรุงเทพมหานคร: ซีเอ็ดยู
เคชั่น.
Naim, M. M., Childerhouse, P., Disne, S. M. and Towill, D.R. 2002. “A Supply
Chain Diagnostic

Methodology: Determining the Vector of Change,” Computer & Industrial
Engineering. 43, pp.135-157.

Pernaby, J. 1993. “Business Process Systems Engineering,” Proceedings of
Business Process Re-Engineering Conference. London. Cited by Lewis, J., Naim, M.,
Wardle , S. and Williams, E.

งานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *