ชีวจิต…ทำได้ไม่ยาก

ชีวจิต…ทำได้ไม่ยาก
• คุณภาพชีวิต
เน้นกินอาหารควบคู่กับการดูแลสุขภาพ

“ชีวจิตเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการดูแลสุขภาพ ที่สอดคล้องกับแนวทางธรรมชาติบำบัด โดยเน้นความสัมพันธ์ของสุขภาพกายและสุขภาพใจ ซึ่งยึดหลักการเดียวกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (HOLISTIC) การดูแลสุขภาพตามหลักชีวจิตจะเน้นเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการพัฒนาจิตใจ เป็นหลัก ปัจจุบันมีการนำเอาการดูแลสุขภาพตามหลักชีวิต มาใช้ร่วมกับการแพทย์ปัจจุบัน เรียกว่าเป็นการดูแลสุขภาพแบบการแพทย์ผสมผสาน

ดร.สาทิส อินทรกำแหง ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพ ผสมผสาน-ชีวจิต โรงพยาบาลบางกอก 9 อินเตอร์เนชั่น แนล กล่าวว่า “การดูแล… สุขภาพแบบการแพทย์ผสมผสาน จะเน้นเรื่องอาหาร ควบคู่ไปกับการดูแลเรื่องสภาพการเจ็บป่วยของแต่ละคน โดยยึดหลักการภูมิชีวิต ที่เชื่อกันว่าคนเราจะมีพลังชีวิตตั้งแต่เกิด ถ้าเราปฏิบัติตัวดี กิน นอน ออกกำลังกาย ภูมิชีวิตก็จะดี เป็นพื้นฐานสุขภาพที่ดี แต่ถ้าเจ็บป่วย ก็ต้องแก้ในหลักผสมผสาน ต้องมีแพทย์ปรึกษา เป็นโปรแกรมเฉพาะตัว ต่างจากการรักษาแบบการแพทย์แผนปัจจุบันตรงที่ การแพทย์แผนปัจจุบันจะมีสูตรการรักษาเหมือนกันทุกคน แต่การแพทย์ผสมผสานจะเป็นสูตรการดูแลสุขภาพเฉพาะตัว”

การดูแลสุขภาพตามหลักชีวิตเน้นมากเรื่องการรับประทานอาหาร ต้องรับประทานอาหารให้ถูกต้อง เพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน และปลอดจากสารที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย

อาหารตามแนวชีวจิตจะต้องมีปริมาณคาร์โบไฮเดรต 50% ต่ออาหารหนึ่งมื้อ

คาร์โบไฮเดรตหรือแป้งที่จะรับประทาน จะต้องเป็นแป้งไม่ขัดขาว หรือถ้าเป็นข้าวก็ต้องเป็นข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ข้าวแดง ถ้าเป็นขนมปังก็ต้องเป็นขนมปังโฮลวีท 100%

นอกจากคาร์โบไฮเดรต ในแต่ละมื้อควรรับประทานผักชนิดต่าง ๆ อีก 25% โปรตีนจากพืช 15% เบ็ดเตล็ด เช่น ของทานเล่น ผลไม้ไม่หวาน อีก 10%

ผู้ที่รับประทานอาหารตามแนวชีวจิตสามารถ ทานปลาหรืออาหารทะเลได้อาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง

ควรดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 4-6 แก้ว อย่าดื่มพร้อมกับอาหาร แต่ให้ดื่มก่อนหรือหลังอาหารประมาณ 1 ชั่วโมงขึ้นไป

อาหารที่ควรงดคืออาหารประเภทเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่แดง แป้งขาวทุกชนิด นอกจากนี้ควรงดอาหารมันที่ใช้น้ำมัน นม เนย กะทิ และงดน้ำตาลขาวทุกชนิด รวมทั้งอาหาร ขนม และเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลปริมาณสูง

สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หลอดเลือด หัวใจ และต้องการลดน้ำหนัก ให้ปรับลดสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตลงเหลือ 30% เพิ่มผักเป็น 35% เพิ่มโปรตีนเป็น 25% ส่วนเบ็ดเตล็ดให้คงเดิม 10%

ข้อแตกต่างระหว่างอาหารชีวจิต กับอาหารเจและอาหารมังสวิรัติก็คือเรื่องของหลักโภชนาการ

“แม้อาหารเจและอาหารมังสวิรัติจะเป็นอาหารที่สะอาดและไม่มีพิษมากเหมือนอาหารชีวจิต แต่อาหารเจและอาหารมังสวิรัติไม่คำนึงถึงหลักวิชาการ จากการศึกษาพบว่าโปรตีนเป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุดตัวหนึ่งของร่างกาย โปรตีนจะแตกตัวเป็นกรดอะมิโนซึ่งมีทั้งที่ดีและเป็น พิษ มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย 23 ตัว การรับประทานอาหารเจ กับมังสวิรัติจะทำให้ขาดกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย 2 ตัว หาก รับประทานติดต่อกันไปเป็นเวลา 2-3 ปีอาจทำให้เกิดโรคเลือดจาง แต่อาหารชีวจิตสามารถรับประทานปลาทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน” ดร.สาทิส กล่าวเสริม

การออกกำลังกายตามแนวทางชีวจิตใช้การออกกำลังกายด้วยตะบอง ซึ่งเป็นการผสมผสานหลักการออกกำลังกายแบบ Isometic, Chiropractic, โยคะ และนวดกดจุดเข้าด้วยกัน จึงเป็นการออกกำลังพร้อมกับทำให้กระดูกสันหลัง และข้อต่าง ๆ ทำงานได้

ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง ห้ามออกกำลังกายหลังรับประทานอาหารน้อยกว่า 4 ชั่วโมง

ปฏิบัติทางกายด้วยการรับประทานอาหารกับออกกำลังกายแล้ว ก็ต้องมีการปฏิบัติทางใจด้วยการคลายเครียด การคิดในเชิงบวก และการทำสมาธิ เพื่อการมีสุขภาพดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ…

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *