ชาร์ลส์ เมอร์ริล ตอน 3

ชาร์ลส์ เมอร์ริล ตอน 3 วิกฤติการณ์ตลาดหุ้น

ในขณะที่ตลาดหุ้นซึ่งมีความคึกคักยาวนาน กำลังใกล้ถึงจุดสูงสุดของการเก็งกำไรในช่วงปลายทศวรรษ 1920 เมอร์ริล ก็จับกระแสแห่งความหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามาได้ เขาเขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงลูกค้าหลายราย ซึ่งจดหมายนี้แสดงให้เห็นถึงความมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลอย่างชัดเจน โดยแนะนำให้ลูกค้าขายหุ้นออกไปจำนวนหนึ่งเพื่อชำระหนี้สิน
การคาดเดาหายนะของเมอร์ริล ก็เหมือนกับการณ์ทำนองนี้ที่มักถูกมองข้ามเสียเป็นส่วนใหญ่ พอตอนปลายปี 1938 เมอร์ริลก็เสนอให้อดีตประธานธิปดีคาลวิน คูลริดจ์ เข้ามาเป็นหุ้นส่วน และรับผลกำไรในบริษัทของเขาโดยมีเงื่อนไขว่า คูลริดจ์จะต้องกล่าวเตือนยับยั้งการเก็งกำไรที่กำลังลุกลามอยู่ในตลาดหุ้นจนไม่อาจควบคุมได้ แต่คูลริดจ์ปฏิเสธ
คำพยากรณ์ของเมอร์ริลปรากฏเป็นจริงในเดือนตุลาคม ปี 1939 ในขณะที่ความหายนะทางการเงินทำให้บริษัทนายหน้าค้าหุ้นหลายแห่งถึงกับล้มละลาย แต่เมอร์ริล ลินซ์ยังคงมีความสามารถชำระหนี้อยู่ได้ แต่เมอร์ริลก็เห็นการณ์ในอนาคตว่า กว่าเศรษฐกิจจะฟื้นคืนดีเหมือนเดิมต้องใช้เวลาอีกนาน เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1930 เขาโอนบัญชีลูกค้าของบริษัท และเงินทุนส่วนใหญ่ในมือให้แก่บริษัทนายหน้าค้าหุ้นชื่อ อี.เอ.เพียซแอนด์โค ซึ่งรอดพ้นวิกฤติการณ์มาได้เพราะมีฐานทางการเงินแข็งปั๋งมากกว่าธรรมดา
ภายหลังแยกตัวจากความหายนะของตลาดหุ้นวอลสตรีทแล้ว เมอร์ริลก็เอาชนะอุปสรรคที่ยังหลงเหลืออยู่ของสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โดยดูแลการลงทุนของตนเอง และเข้าไปมีส่วนบริหารงานร้านค้าปลีกแบบลูกโซ่ ที่ตัวเขาเองช่วยหาเงินทุนมาสนับสนุน เขาประติดประต่อบริษัทหนึ่งชื่อ แมคมาร์ ให้สามารถดำเนินกิจการขึ้นมาใหม่ได้ จากนั้นก็ผนวกกิจการร้านค้าปลีก 1,300 แห่งของแมคมาร์เข้ากับเซฟเวย์ ในปี 1931
ผลจากการรวมกิจการ ทำให้เซฟเวย์มีขนาดใหญ่กว่าร้านจำหน่ายอาหารแบบลูกโซ่ทุกแห่ง ยกเว้นเอแอนด์พีและโครเจอร์ ถึงแม้เขาจะประสบความสำเร็จในธุรกิจค้าปลีก ตลอดช่วงทศวรรษ 1930 แต่ตลาดหุ้นวอลสตรีทก็ยังคงอยู่ในใจเขา

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *