ชาร์ลส์ เมอร์ริล ตอน 1

ชาร์ลส์ เมอร์ริล ตอน 1 วัยเด็ก

ชาร์ลส์ อี เมอร์ริลเกิดที่หมู่บ้านกรีน โคป สปริงส์ นอกเมืองแจ็คสันวิลล์ รัฐฟลอริดาในปี 1885 ชาร์ลส์ มอร์ตัน เมอร์ริล พ่อของเขาเป็นหมอบ้านนอก ผู้เปิดกิจการร้านจำหน่ายอาหาร และยาของเมืองนั้น
ที่นี่เองชาร์ลส์ แสดงความปราดเปรื่องมีหัวการค้าตั้งแต่อายุยังน้อย เขาสามารถทำให้ยอดขายมิลค์เชคของร้านพุ่งสูง และเรียกราคาได้โดยการเหยาะแอลกอฮอลล์จากธัญพืชผสมลงไปหน่อย หลังจบการศึกษาจากไฮสกูลแล้ว เมอร์ริลก็มุ่งขึ้นตอนเหนือของประเทศเพื่อศึกษาต่อในระดับสูงกว่าเดิม แต่เขาต้องเลิกเรียนกลางคันก่อนได้รับปริญญาตรีจากวิทยาลัยแอมเฮิร์ส เหตุผลสืบเนื่องมาจากปัญหาติดขัดทางการเงินชั่วคราวของครอบครัว
เมอร์ริลหันเหไปเรียนด้านกฎหมาย แต่ก็ต้องลาออก ถึงขนาดต้องมาเล่นเบสบอลตามฤดูกาลกึ่งอาชีพในรัฐมิสซิสซิปปี้ งานอื่นที่เขาเคยทำก็เช่น เป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ ทรอปิคอล ซัน ย่านเวสต์ ปาล์ม บีซ ที่นี่เขาได้รับประสบการณ์ ซึ่งในเวลาต่อมาเขาเอ่ยพาดพิงถึงว่า “เป็นการฝึกอบรมดีที่สุดเท่าที่ผมเคยได้รับมา … ทำให้ผมได้เรียนรู้ธรรมชาติของมนุษย์”
ถึงแม้เขาจะท่องไปทั่ว แต่เมอร์ริลก็หมั้นหมายกับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เขาพบขณะเรียนที่วิทยาลัยแอมเฮิร์ส เมื่อบิดาของฝ่ายหญิงเสนองานให้เขาทำในบริษัทสิ่งทอชื่อ แพทโช๊ค พลีเมาท์มิลส์ โดยเป็นพนักงานประจำสำนักงาน แลกกับค่าแรงสัปดาห์ละ 15 ดอลลาร์ ชาร์ลส์ เมอร์ริลจึงย้ายไปอยู่นิวยอร์ก
เขามาถึงแมนฮัตตันขณะที่เกิดความตื่นตระหนกแห่งปี 1907 สร้างความตื่นตะลึงให้แก่โลกธุรกิจการค้า แต่วิกฤติการณ์กลับกลายเป็นโอกาสหนึ่ง เมื่อเครดิตหายากท่ามกลางความตื่นตระหนก เจ้าของบริษัทต่างๆจึงเหมือนถูกบีบให้ต้องวิ่งหาความช่วยเหลือจากภายนอก เพื่อมาต่อลมหายใจของธุรกิจ
ด้วยความพยายามดิ้นรนนี้เองทำให้เจ้านายของเมอร์ริลส่งเขา ซึ่งเป็นผู้ช่วยวัย 22 ปี ลองไปขอกู้เงินจากธนาคารเนชั่นแนล คอปเปอร์
เมอร์ริลสำแดงพลังแห่งบุคลิกภาพ และความสันทัดแบบเซลล์แมน ที่ต่อมากลายเป็นจุดเด่นในงานอาชีพของเขา เขาใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกล่อจนสามารถเข้าพบกับประธานธนาคารแห่งนี้ได้ และเกลี้ยกล่อมโน้มน้าวด้วยความมุ่งมั่น กระทั่งสามารถขอกู้ได้ 300,000 ดอลลาร์
หลังจากเมอร์ริลถอนหมั้น เขาก็ลาออกไปทำงานเป็นพนักงานของฝ่ายพันธบัตรบริษัทจอร์จ เอช เบอร์ร แอนด์ คัมปะนี ในย่านวอลสตรีท ซึ่งเพิ่งก่อตั้ง โดยเป็นพนักงานเพียงคนเดียว ในเวลาต่อมาเขาก็ดึงเพื่อนเอ็ดมันด์ ลินซ์ เข้าไปร่วมงานด้วย
ที่เบอร์รแอนด์โค นี้เอง ทำให้ชาร์ลส์ เมอร์ริล ค่อยๆ สร้างสมทฤษฎีการทำตลาดหลักทรัพย์แนวริเริ่มไม่เหมือนใครของตนเองขึ้นเป็นครั้งแรก เนื่องจากลูกค้าเศรษฐีมีเงินโดยทั่วไปของวอลสตรีท มักจะห่างเหินจากโบรกเกอร์ไม่มีประสบการณ์ เพราะไม่มีการติดต่อสังคมด้วยเป็นส่วนใหญ่ เมอร์ริลจึงคิดว่า เขาน่าจะดึงดูดกลุ่มลูกค้าแตกต่างจากเดิมได้ ซึ่งในขณะที่เฮนรี่ ฟอร์ด ทำให้รถรุ่นโมเดลทีกลายเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่มีความเสมอภาค เมอร์ริลก็เล็งเห็นว่า ทั้งหุ้นและพันธบัตรสามารถทำตลาดให้กลายเป็นสินค้าสำหรับผู้บริโภคได้เช่นเดียวกัน
ปี 1912 ดีลเลอร์ค้าพันธบัตรเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับอีกด้านหนึ่งของธุรกิจตลาดหุ้นวอลสตรีท ซึ่งไปกำกับกลยุทธ์ในอนาคตของเขา
จอร์จ เบอร์รต้องการอันเดอร์ไรท์ร้านค้าแบบลูกโซ่ ภายใต้การบริหารของเซบาสเตียน เครสเก้ เขาจึงมอบหมายให้เมอร์ริล ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงไปติดต่อเพื่อให้ได้ลูกค้ารายนี้ เมอร์ริลไม่เพียงแต่ได้ลูกค้าเท่านั้น เขายังช่วยเครสเก้ขายหุ้นบุริมสิทธิ์ ได้เงินมาถึง 2 ล้านดอลลาร์ ทั้งยังได้ค้นพบรูปแบบการค้าปลีกใหม่ในระหว่างนั้นอีกด้วย
ร้านค้าแบบลูกโซ่ซึ่งเป็นกลุ่มของช่องทางจำหน่ายสินค้า มีเจ้าของบริหารงานเพียงคนเดียว กำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายกระจายกว้างอยู่ในอเมริกา การมีสินค้าหลากหลายให้เลือกอย่างจุใจ ทำให้ร้านค้าประเภทนี้สามารถให้ได้ทั้งความสะดวก ทางเลือกและมูลค่า และภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่สิบปี ร้านจำหน่ายสินค้าแบบลูกโซ่จะเปลี่ยนรูปแบบการซื้อสินค้าของชาวอเมริกัน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *