จูงใจให้เด็กทำดี

จูงใจให้เด็กทำดี
 
วันที่ : 20 พฤษภาคม 2551 นิตยสาร/หนังสือพิมพ์ : การศึกษาวันนี้
 
            ปัจจุบัน ปัญหาคุณธรรมจริยธรรมรุนแรงขึ้นทุกขณะ ไม่ว่าจะเป็นคดีอาชญากรรม การใช้ความรุนแรง ปัญหาครอบครัว ปัญหาทางเพศ ยาเสพติด ฯลฯ ซึ่งมีการนำเสนอตามหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์บ่อยครั้ง ยิ่งปัจจุบัน เด็กเยาวชนไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาคุณธรรมจริยธรรมในฐานะผู้กระทำมากขึ้นและไม่มีแนวโน้มจะลดลงแต่อย่างใด
 
            สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานความเคลื่อนไหวทางสังคมในช่วงไตรมาส 4 และภาพรวมภาวะสังคมไทย พ.ศ.2550 เมื่อ 10 มีนาคม พ.ศ.2551 พบว่า
 
            ปัญหายาเสพติดยังคงเพิ่มขึ้นในกลุ่มเด็กเยาวชน จาก 6,542 คดี ในปี พ.ศ.2548 เพิ่มเป็น 10,279 คดี ในปี พ.ศ.2550 ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดคาดว่าในปี พ.ศ.2551 จะมีเด็กเยาวนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดประมาณ 5.6 แสนคน
 
            เด็กเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กทั่วประเทศมีจำนวนเพิ่มขึ้น จาก 36,080 คดี ในปี พ.ศ.2548 เพิ่มเป็น 51,218 คดี ในปี พ.ศ.2550 ส่วนใหญ่เป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ยาเสพติด และชีวิตและร่างกาย ผู้กระทำผิดส่วนใหญ่เป็นเพศชายสูงถึงร้อยละ 91.1 ระดับมัธยมต้นร้อยละ 40 ประถมร้อยละ 30 นอกจากนี้ยังพบว่า เด็กเยาวชนที่กระทำผิดซ้ำมีถึงร้อยละ 11.8 ของคดีที่จับกุมทั้งหมดในปี พ.ศ.2549 และเพิ่มเป็นร้อยละ 12.9 ในปี พ.ศ.2550 สาเหตุการกระทำผิด เกิดจากการคบเพื่อนมากที่สุด รองลงมาคือ ความคึกคะนอง รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และปัญหาครอบครัว
 
            การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมจำเป็นต้องสร้างขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งสถาบันที่มีส่วนสำคัญในปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของเด็กเยาวชนคือ สถานศึกษา เนื่องจาก “วัยเรียน” เป็นช่วงชีวิตสามารถซึมซับเอาค่านิยมและทัศนคติที่มีต่อคุณธรรมจริยธรรมได้ง่ายที่สุด และเป็นรากฐานสำคัญในการดำเนินชีวิต ดังนั้น สถาบันการศึกษาจึงควรฉวยโอกาสปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมในผู้เรียนให้ได้มากที่สุด ซึ่งมีแนวทางดังนี้
 
            สร้างแรงจูงใจให้ทำสิ่งดี
 
            คำสอนจากผู้สอนป้อนสามารถเปลี่ยนความคิด กระตุ้นจิตสำนึก ส่งผลให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าในการทำความดีและตระหนักถึงผลเสียของการทำสิ่งไม่ดีได้ โดยการยกคำสอนทางศาสนาหรือกรณีตัวอย่างมาอธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การเล่านิทานที่มีคติสอนใจ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจได้โดยง่าย การสอนผ่านข่าวสารบ้านเมืองและเหตุการณ์ประจำวัน เช่น อธิบายให้ผู้เรียนเข้าใจว่านักการเมืองที่ดีมีคุณธรรมนั้น ต้องช่วยเหลือชาวบ้านด้วยใจที่เสียสละไม่หวังแสวงหาประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้สอนยังสามารถจูงใจด้วยการให้รางวัลเมื่อผู้เรียนทำความดี ซึ่งรางวัลที่ให้ไม่จำเป็นต้องเป็นของมีราคาแพง อาจเป็นการชมเชยต่อหน้าเพื่อนในห้องหรือในโรงเรียน เมื่อผู้เรียนได้นำสิ่งที่สอนไปปฏิบัติ
 
            เป็นแบบอย่างของผู้ที่มีคุณธรรมจริยธรรม
 
            ผู้สอนควรเป็นแบบอย่างชีวิตให้ผู้เรียนเห็น โดยการทำความดีและยืนหยัดในหลักคุณธรรมจริยธรรม เช่น ซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ เคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด แสดงความเมตตา ให้อภัย ตัดสินความผิดด้วยความยุติธรรม เป็นต้น ซึ่งการเป็นแบบอย่างจากผู้สอน สามารถตอกย้ำให้ผู้เรียนเห็นถึงคุณค่าของคุณธรรมจริยธรรม และผู้เรียนมีแนวโน้มเลียนแบบพฤติกรรมดังกล่าวเมื่อโตขึ้น
 
            สร้างช่องทางให้ทำดี
 
            การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมให้สัมฤทธิ์ผลได้นั้น นอกจากการสร้างค่านิยมและแรงจูงใจที่ถูกต้องแล้ว ผู้สอนควรสร้างช่องทางต่าง ๆ ที่หลากหลายในการทำความดีให้กับผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรมด้วยเช่นกัน อาทิ สนับสนุนให้ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการทำความดี ผู้สอนควรสนับสนุนให้ผู้เรียนได้เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจกรรมอาสาสมัคร กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ เข้าร่วมกับสโมสร สมาคม หรือชมรมต่าง ๆ ในการช่วยเหลือสังคม อาทิ ชมรมเลิกเหล้าเลิกบุหรี่ ชมรมค่ายอาสาพัฒนา ชมรมบริจาคโลหิต เป็นต้น เช่น อาจเป็นอาสาสมัครใน กองทุนเวลาเพื่อสังคม” สามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.timebanksociety.com ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกคนเข้ามาร่วมทำกิจกรรม โดยสละเวลาเพียงคนละไม่กี่ชั่วโมง กิจกรรมที่กองทุนเวลาฯ จัดขึ้นในปี พ.ศ.2551 ได้แก่ โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อชุมชน โครงการภาษาอังกฤษเพื่อเยาวชน โครงการห้องสมุดเพื่อชุมชน โครงการ 1 ฝา สานฝันปั้นขาเทียม โครงการกองทุนเวลาเพื่อสังคม ช่วยน้องแก้มใส ให้ยิ้มสวย โครงการ Young Artist For Community ฯลฯ การนำผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมที่ส่งเสริมการทำดีเพื่อผู้อื่น เป็นการสร้างใจแห่งการเสียสละและช่วยเหลือสังคมตั้งแต่ในวัยเรียน
 
            นอกจากสถานศึกษาจะเป็นหลักในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม สถาบันทางสังคมอื่น ๆ ควรเข้ามามีส่วนร่วมด้วย โดยสถาบันทางสังคมที่ขาดไม่ได้คือ
 
            สถาบันครอบครัว สหภาพครูแห่งชาติ (National Union of Teachers: NUT) ประเทศอังกฤษและเวลล์ ซึ่งได้มอบหมายศาสตราจารย์จอห์น แมคเบธ (Prof. John MacBeath) มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge University) เป็นผู้ทำวิจัย โดยใช้ระยะเวลากว่า 5 ปี เพื่อสัมภาษณ์ครู พ่อแม่ผู้ปกครองและนักเรียน รวมแล้วกว่า 100 คน พบว่า เด็กที่ถูกผู้ปกครองตามใจและขาดการอบรมสั่งสอนที่ดีจะมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในห้องเรียน อาทิ ชอบท้าทายผู้สอน ขว้างปาสิ่งของ พูดจาหยาบคาย และก้าวร้าว จากงานวิจัยชิ้นนี้ทำให้เห็นชัดว่า ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมความคิดและพฤติกรรมผู้เรียนก่อนเข้าสถานศึกษา ดังนั้น ผู้ปกครองควรมีส่วนในการปลูกฝังรากฐานคุณธรรมจริยธรรมร่วมกับสถานศึกษา
 
             สถาบันทางการเมือง ที่ดำเนินนโยบายอย่างโปร่งใส ชอบธรรม ไม่เห็นแก่พวกพ้อง เป็นแบบอย่างที่ดีด้านคุณธรรมจริยธรรมแก่ประชาชน
 
            สถาบันศาสนา ที่ควรมีการเผยแพร่หลักคำสอนดี ๆ อย่างเป็นรูปธรรมสอดคล้องกับบริบทสังคมในปัจจุบัน
 
            สื่อมวลชน ในฐานะที่เป็นผู้ชี้นำความคิดทางสังคม ควรรักษามาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณทางวิชาชีพ เน้นคุณภาพและร่วมรับผิดชอบผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อผู้เรียนและเยาวชน และสังคมโดยรวม
 
            เมื่อทุกภาคส่วนในสังคมไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษา สถาบันการศึกษา สถาบันการเมือง สถาบันศาสนา สถาบันสื่อมวลชน รวมทั้งสถาบันวิชาชีพต่าง ๆ ได้ทำบทบาทหน้าที่ของตนเป็นอย่างดีในการสรรค์สร้างคุณธรรมจริยธรรมที่ดีงามให้เกิดขึ้นในสังคมแล้ว ผู้เรียนไทยในวันนี้ย่อมเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดี มีคุณธรรมนำใจ และจะนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญในวันข้างหน้า
 

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *