จูงมือพ่อแม่ลูกยุคใหม่เข้า “วัด” สร้างสุข-ลดทุกข์

จูงมือพ่อแม่ลูกยุคใหม่เข้า “วัด” สร้างสุข-ลดทุกข์
• คุณภาพชีวิต
• เรื่องเด่น
ใช้ “ธรรมะ” คืนความอบอุ่นสู่ครอบครัวไทย

ปัจจุบันสถาบันครอบครัวของสังคมไทยกำลังประสบปัญหาจากปัจจัยรุมเร้าทางเศรษฐกิจและสังคมในด้านต่างๆ อย่างหนัก จนขาดการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน แม้กระทั่งครอบครัวในสังคมชนบทก็ประสบปัญหาไม่ต่างจากสังคมเมือง

หลายๆ ครอบครัวในอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ ก็เริ่มกลายเป็นครอบครัวขนาดเล็ก พ่อ-แม่ต้องทำงานหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำ บ้างต้องไปทำงานนอกพื้นที่ ไม่มีเวลาดูแลซึ่งกันและกัน ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-แม่-ลูก ลดลง อันเป็นต้นเหตุของภาวะครอบครัวล่มสลาย ปัญหาใหญ่ของสังคมไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

วัดสันทราย อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวที่กำลังเกิดขึ้นในชุมชน จึงได้ดำเนินการแก้ไขด้วยการจัด “โครงการค่ายครอบครัวอบอุ่นด้วยธรรมะ” โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ด้วยการนำหลักศาสนาเข้าไปกระตุ้นเตือนทุกคนในครอบครัวให้เกิดสำนึกในบทบาทหน้าที่ของตนเอง อันเป็นอีกแนวทางที่จะทำให้ครอบครัวเกิดความอบอุ่นได้อย่างยั่งยืน

นายวันชัย บุญประชา ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะครอบครัว สสส. เปิดเผยว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นในครอบครัวไทยในปัจจุบันเป็นปัญหาที่เกิดจากวิธีคิดที่ไม่ถูกต้องของสมาชิกในบ้านที่เข้าไปข้องเกี่ยวกับอบายมุขต่างๆ การเลี้ยงดูบุตรด้วยวิธีผิดๆ

“วิธีการดับทุกข์หรือคลายทุกข์ได้คือ ทุกคนต้องนำหลักธรรมคำสั่งสอนทางศาสนาที่ยึดถือมาตั้งแต่กำเนิดมาปฏิบัติตามอย่างจริงจัง ซึ่งจะทำให้เกิดความปรองดอง ความเข้าใจซึ่งกันและกัน รวมถึงจะเป็นการสร้างพื้นฐานทางจิตใจที่งดงามให้แก่ลูกหลาน ให้สามารถสร้างครอบครัวใหม่ที่มีคุณภาพได้ในอนาคต” นายวันชัยระบุ

พระมหาประเสริฐ ธมฺมเสฏฺโฐ เจ้าอาวาสวัดสันทราย ต.ศรีดงเย็น อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ผู้ริเริ่มโครงการค่ายครอบครัวอบอุ่นด้วยธรรมะ เล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับชุมชนรอบๆวัดว่า ถึงแม้จะเป็นชุมชนที่อยู่ห่างไกลแต่เด็กและเยาวชนก็ประสบปัญหาครอบครัวขาดความอบอุ่น เนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองต้องออกไปทำงาน ปล่อยลูกให้อยู่บ้านตามลำพัง และผู้นำครอบครัวเองก็มีความเชื่อที่ผิดๆว่า การมีเงินมากๆ จะทำให้ครอบครัวมีความสุข

“วัดสันทรายในฐานะที่ยังมีความใกล้ชิดกับชุมชนอยู่มาก และมองเห็นปัญหาดังกล่าวจึงต้องช่วยกล่อมเกลาและเปลี่ยนวิธีคิดของคนในชุมชนให้ถูกต้อง ด้วยการใช้หลักธรรมทางศาสนา เพราะครอบครัวคือสังคมเล็กๆ ที่จะผันไปเป็นสังคมใหญ่และเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต ทางวัดจะชักชวนเด็กและผู้ปกครองมาเข้าค่ายครอบครัวอบอุ่นด้วยธรรมะ ผ่านทางโรงเรียนที่เด็กเรียนอยู่ กิจกรรมภายในค่ายจะมุ่งสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เด็กและผู้ปกครองโดยใช้หลักธรรมทิศ 6 ซึ่งกล่าวถึงบุคคลประเภทต่างๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์ทางสังคม ดุจทิศที่อยู่รอบตัว เช่น หน้าที่ของผู้เป็นลูกต้องช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ ส่วนพ่อแม่ก็ต้องเลี้ยงลูกด้วยความเข้าใจ และปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก ซึ่งเมื่อเข้าใจหลักธรรมข้อนี้แล้ว ก็จะสามารถประพฤติปฏิบัติตนได้ถูกต้องตรงตามหน้าที่ของตนเอง” เจ้าอาวาสวัดสันทรายกล่าว

กิจกรรมสำคัญของค่ายฯ อีกอย่างหนึ่งคือ การสอนให้เด็กสวดมนต์ เจริญสมาธิภาวนา รวมถึงสอดแทรกหลักธรรมไว้ในกิจกรรมสนุกสนานต่างๆ อาทิ การให้เด็กแสดงละคร โดยให้เด็กๆ คิดเนื้อเรื่องเอง และมีโจทย์ว่าให้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความกตัญญูกตเวที ความมัธยัสถ์ ฯลฯโดยเฉพาะความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่กำลังขาดหายไปจากสังคมไทย ซึ่งเด็กจะเกิดกระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่ทำด้วยตนเองโดยอัตโนมัติ

นางเรือนคำ ทองอินทร์ แม่ของ เด็กชายพนัฐธี นุสุริยา นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนบ้านป่างิ้ว ต.แม่ทะลบ อ.ไชยปราการ ซึ่งได้มาร่วมเข้าค่ายถึง 2 ครั้งแล้ว กล่าวว่า “ลูกชายมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างมาก มีความอ่อนโยน พูดจาดีขึ้น เมื่อทำผิดหรือเถียงแม่ เขาก็จะสำนึกได้เองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แล้วเขาจะเอ่ยคำขอโทษแม่ทันที อีกทั้งพระอาจารย์ก็สอนว่า การเป็นพ่อแม่ ต้องรู้จักให้อภัยลูก หากต้องการสั่งสอนลูกเรื่องใด ก็ต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่างของลูก เพราะพระอาจารย์เน้นย้ำว่า ร้อยคำพูดไม่เท่าหนึ่งการกระทำ”

ด้านน้องพนัฐธี กล่าวว่า “ชอบมาเข้าค่ายมาก ที่วัดมีกิจกรรมสนุกๆ มากมาย เวลารับประทานอาหาร พระอาจารย์จะสอนให้เรารินน้ำดื่มให้เพื่อนๆ เป็นการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งเราจะภูมิใจ เพื่อนๆ ก็จะชอบเรา เมื่อกลับไปบ้านก็ต้องเป็นเด็กดี เชื่อฟังและช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน เราก็จะไม่ถูกดุ พ่อแม่ก็จะสบายใจ”

นางลำเนา สุรเมธีมาณพ แม่ของ เด็กหญิงธัญญารัตน์ หรือ น้องหยก นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนบ้านแม่ทะลบ กล่าวว่า “น้องหยกมาเข้าค่ายเพียงครั้งเดียว แต่ก็มีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด น้องหยกจะนั่งสมาธิก่อนนอนเป็นประจำ จากที่เคยเป็นเด็กซน ก็เรียบร้อยมากขึ้น และรู้จักรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองมากขึ้น ไม่ผัดวันประกันพรุ่งเหมือนก่อน”

การมีพื้นฐานครอบครัวที่อบอุ่นนับเป็นต้นทุนที่ดีของชีวิต ปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นผลมาจากความไม่รู้ เช่น ความไม่รู้วิธีที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างถูกต้อง รวมถึงผู้นำครอบครัวบางคนได้นำประสบการณ์ที่ไม่ดีจากครอบครัวในวัยเด็ก มาปรับใช้กับครอบครัวใหม่ของตนเองซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง

“การนำหลักธรรมคำสอนตามหลักศาสนา ที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิต มาสร้างเป็นองค์ความรู้ถ่ายทอดสู่ครอบครัว เชื่อมโยงผ่านกระบวนการเรียนรู้ของทางวัดที่ใกล้ชิดกับชุมชน เป็นการปูพื้นฐานทางด้านจิตใจ ให้เกิดความสำนึกรับผิดชอบระหว่างสมาชิกในครอบครัว ก่อให้เกิดเป็นความรักความเข้าใจในครอบครัวอย่างยั่งยืนถาวร” นายวันชัย บุญประชา ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะครอบครัว สสส. กล่าวสรุป

ที่มา: Press Release

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *