จุดอ่อน–จุดแข็งของท่านอาจารย์พุทธทาส เท่าที่อาจารย์สุลักษณ์ได้มีโอกาสเกี่ยวข้องและสัมผัส

จุดอ่อน–จุดแข็งของท่านอาจารย์พุทธทาส เท่าที่อาจารย์สุลักษณ์ได้มีโอกาสเกี่ยวข้องและสัมผัส
สุลักษณ์ ศิวรักษ์ : จุดแข็งของท่านมีมากมายมหาศาลนะครับ ทีนี้ถ้าพูดอย่างนี้คนจะปอด พูดแบบให้กำลังใจคน ก็คือว่า หนึ่ง ท่านพยายามรู้จักตัวเอง และท่านรู้ว่าท่านมีศักยภาพอะไรที่แฝงเร้นอยู่ และศักยภาพที่แฝงเร้นอยู่นี้ มันจะออกมาได้ เมื่อไม่มีระบบมาควบคุม ระบบที่ควบคุมประการแรก ก็คือ ระบบการศึกษา ไม่ว่าจะของพระหรือฆราวาส มันทำให้คนพังหมดครับ ไม่ต้องไปยกประโยค ๙ ว่ายอด หรือนักธรรมเอกอะไรนี่ อาจารย์พุทธทาสท่านไม่ติดตรงนั้นเลย การศึกษาคือหัวใจของพระพุทธศาสนา และท่านก็ศึกษาตลอดเวลา การศึกษาของท่านไม่ใช่ปริยัติศึกษาหรือคันถธุระ มันเป็นทั้งคันถธุระ วิปัสสนาธุระ ปริยัติศึกษา ปฏิบัติศึกษา ไปด้วยกันทั้งสองอัน อันนี้ผมคิดว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของท่าน
อย่าลืมนะครับว่าคันถธุระกับวิปัสสนาธุระถูกแยกมาตั้งแต่ลังกาจนมาถึงเมืองไทย ท่านเอามารวมกันได้สำเร็จ ผมว่าเป็นความพิเศษของท่าน เมื่อท่านรู้ว่าศักยภาพท่านอยู่ที่ไหน แล้วท่านก็นำเอาศักยภาพของท่านมาใช้อย่างเต็มที่ ถ้าคนไม่สังเกตก็จะเห็นว่าท่านมีอัตตาสูง มีรูปถ่ายท่าน มีอะไรต่าง ๆ แต่ก่อนอาจารย์มหาบัวไม่ยอมให้ถ่ายรูปเลยนะ ผมนี่เป็นคนแรกที่ได้รูปอาจารย์มหาบัวมาพิมพ์ พูดกันอย่างไม่เกรงใจ ท่านยอมผมเป็นคนแรกเลยนะ อาจารย์พุทธทาสท่านไม่สนใจเลย ท่านเห็นรูปเป็นของเล่น ถ่ายรูปท่าน ล้อท่านหรืออะไร นี้คนจะไม่เข้าใจ จะเอาชื่อพุทธทาสชื่ออะไร ท่านถือว่าทั้งหมดเป็นของเล่นหมด อันนี้จะเห็นได้เวลาท่านพูด คนไม่สังเกต ท่านหัวเราะหึหึตลอดเวลา ท่านถือว่าชีวิตเป็นของขำ เป็นของขัน ผมว่านี่คือจุดสำคัญของท่าน
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือความรู้ของท่านนี่ลึกซึ้งมาก แต่ถ้าดูตามระบบการศึกษา ความรู้ท่านอ่อน แค่ประโยคสามเท่านั้นเอง ภาษาอังกฤษก็ไม่เคยเรียนในโรงเรียน แต่ภาษาอังกฤษของท่านแตกฉานในหลายต่อหลายเรื่อง แน่นอนเอามาเขียนไม่ได้หรอก ภาษาอังกฤษต้องฝึกต้องมีทักษะ แต่เรื่องอ่านโดยเฉพาะภาษาที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธนี้ ผมว่าท่านอ่านแตกฉาน
บาลีนี้ท่านแตกฉาน ผมว่าเพราะอะไร เพราะท่านรู้จักตัวท่านว่าท่านจะเอาตัวท่านมาใช้อย่างไร และเพื่อประโยชน์อะไร เพื่อประโยชน์ของพระโพธิ–ญาณ เพื่อประโยชน์ของพระนิพพาน เพื่อประโยชน์ของสรรพสัตว์ อันนี้คนจะไม่เข้าใจ ในแง่นี้ความเป็นเถรวาทของท่านไม่ต่างจากมหายาน ท่านจะใจกว้าง เถรวาทบางรูปติด ติดในเถรวาท อาจารย์พุทธทาสท่านไม่ติดในเถรวาท แล้วท่านมุ่งมั่นเป็นพระฝ่ายเถรวาทนะครับ ต้องเข้าใจประเด็นนี้ ท่านมุ่งมั่นเป็นพระฝ่ายเถรวาทที่เนื้อหาสาระ จะเห็นได้พระเถระนี้เรายกย่องพระเถระ แล้วท่านยกย่องพระเถระ แม้แก่กว่าท่านนิดเดียวท่านลงกราบเลยนะครับ นี่ความเป็นเถรวาท เกิดความอ่อนน้อมถ่อมตนที่จริงจัง
แล้วอะไรก็ตามที่เป็นเรื่องทางโลก ถ้าเอาไว้ใช้ประโยชน์ท่านรับทั้งนั้น จะว่าจุดอ่อนท่านรับสมณศักดิ์ ไม่ใช่จุดอ่อน เกือบจะไม่เคยเห็นท่านถ่ายรูปกับกับพัดยศเลย ถ้าถ่ายก็ถ่ายเล่น ๆ เท่านั้นเอง เพราะท่านเห็นการรับยศมาเป็นประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ แต่สมัยนี้อาจจะเป็นโทษมากกว่าเป็นประโยชน์แล้วนะครับ สมัยของท่านมันยังเป็นประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ
ฉะนั้นผมเห็นว่าทุกอย่างท่านทำเพื่อประโยชน์ของพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นการที่ท่านลงไปเป็นทาสพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งประเสริฐที่สุด มนุษย์เรานี่เป็นทาสของพระพุทธเจ้า ทาสของการตื่น ทาสของการตรัสรู้ ตรงนี้เป็นจุดเด่นที่สุด
และท่านก็พยายามหาสถานที่ ที่สามารถทำได้ เช่น สวนโมกข์ เป็นตัวอย่าง สัปปายะ จากสวนโมกข์เก่า ขยายไปจนมีสวนโมกข์ใหม่ ขยายไปจนกระทั่งมีสวนโมกข์นานาชาติ ที่วางแผนทั้งหมดนี้เพื่อจะหาที่สัปปายะ เพื่อที่จะทำสิ่งซึ่งเอื้อต่อการศึกษาของท่านคือท่านต้องการมีห้องทดลอง สวนโมกข์นี่คือห้องทดลองนะครับ และการเลกเชอร์ทั้งหมดก็เป็นเรื่องของการทดลอง อ่าน ศึกษา และเอามาสอน

ท่านมุ่งในเรื่องสอนมากเกินไป ท่านมุ่งในเรื่องเทศน์มากเกินไป
อันนี้เป็นเหตุที่ท่านไม่สามารถสร้างพุทธบริษัท ไม่สามารถสร้างสังฆบริษัท
อันนี้จะพูดว่าเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของท่านเลยทีเดียว
เพราะฉะนั้นสวนโมกข์ก็ตายไปพร้อมกับท่าน

เมื่อพูดถึงอันนี้ จุดอ่อนของท่านอยู่ตรงนี้ คือท่านมุ่งในเรื่องสอนมากเกินไป ท่านมุ่งในเรื่องเทศน์มากเกินไป อันนี้เป็นเหตุที่ท่านไม่สามารถสร้างพุทธบริษัท ไม่สามารถสร้างสังฆบริษัท อันนี้จะพูดว่าเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของท่านเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นสวนโมกข์ก็ตายไปพร้อมกับท่าน ในเรื่องความเป็นกัลยาณมิตร ท่านไม่ได้ทุ่มเทเพื่อสร้างเพียงพอ คนที่เป็นลูกศิษย์ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จะให้ได้ผลจะต้องมีสังฆบริษัทอย่างน้อย ๆ ท่านจะต้องฝึก เมื่อท่านเป็นเถระท่านก็ต้องฝึกมัชฌิมะให้ได้ เมื่อท่านเป็นมหาเถระต้องมีเถระ อันนี้ไม่มี อันนี้เป็นจุดอ่อนสำคัญของท่านเลย ถ้าท่านมีอันนี้อีกอันหนึ่งนี่ ขบวนการของท่านจะเป็นขบวนการซึ่งสามารถต้านขบวนการอันล้มเหลวของคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ของสถาบันสงฆ์ แต่ทีนี้ท่านไม่ได้ทำ
เมื่อท่านไม่ได้ทำ แล้วคนที่รับความคิดจากท่านไปนี่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วผมอยากจะพูดว่า..ถึง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ จับความคิดของท่านไม่ได้ พระพยอมก็ได้ไปจากท่านสัก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านปัญญานันทะก็ได้ไปจากท่าน แต่ก่อนอาจจะได้ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เดี๋ยวนี้เหลือไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ วัดอุโมงค์ต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะเข้าถึงมิติในส่วนลึกของท่านนี้ยากมาก ถ้าท่านจะสร้างให้คนเข้าถึงมิติส่วนลึกของท่านได้ต้องเป็นสังฆบริษัท ต้องมีอุบาสกบริษัท มีอุบาสิกาบริษัท ซึ่งฝึกปรือกันมา ทีนี้อันนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนของท่าน เพราะท่านต้องการจะ rebel ท่านต้องการปฏิเสธรูปแบบเดิม ทั้งที่ท่านเห็นคุณค่านะ ถ้าลองอ่านในเล่าไว้เมื่อวัยสนธยา ท่านเห็นคุณค่าของอุปัชฌาย์อาจารย์ เห็นคุณค่าของพระดี ๆ ที่ไชยา แต่ท่านต้องการจะเอาแบบใหม่ คือไม่ต้องการตั้งตัวเป็นอาจารย์ ไม่ต้องการฝึกสิกขาแบบโบราณ
เสขิยธรรม : ท่านเห็นแต่ท่านมองข้ามไปหรืออย่างไร
สุลักษณ์ ศิวรักษ์ : ท่านมามุ่งที่ตัวหนังสือ มุ่งที่คำเทศน์ เจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ก็เหมือนกัน เจ้าคุณอุบาลีกับอาจารย์มั่นรุ่นเดียวกัน อาจารย์มั่นมุ่งเรื่องลูกศิษย์ สร้างสังฆบริษัท เจ้าคุณอุบาลีไม่มีเลยแล้วลูกศิษย์ของท่านเติบโตในคณะสงฆ์ มีสมณะสูงกว่าท่านอีก อย่างสมเด็จมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ซึ่งไม่ใช่พระปฏิบัติเลย และพูดในแง่หนึ่งเป็นพระที่แย่มากด้วย ใช้อำนาจวาสนา นำให้พระสยบยอมกับอำนาจรัฐ สมเด็จมหาวีรวงค์จับเป้าเจ้าคุณอุบาลีไม่ได้ เจ้าคุณอุบาลีท่านก็มาเน้นในเรื่องเทศนา สั่งสอนผู้คน เป็นพระปฏิบัติ และบางอย่างท่านกล้าไม่แพ้ท่านอาจารย์พุทธทาสเลย ท่านกล้าท้าทายรัฐประศาสนศาสตร์ของแผ่นดิน
ผมว่าจุดอ่อนของท่านคล้ายกันตรงที่ไม่สร้างบริษัทที่เข้มแข็งขึ้นมาสืบต่อ เพราะคณะสงฆ์นี้ต้องมีสังฆบริษัทที่เข้มแข็งมาสืบต่อ อย่างเซน เขาอ้างว่าเขาสืบต่อมาจากพระมหาพระกัสสปะ สืบต่อจากพระอานนท์เลย อย่างบางสายมันขาด เช่น ท่านอสังคะ ท่านวสุพันธุ์ วิญญาณวาทก็ถือว่าท่านศีลภัทรองค์สุดท้ายที่สืบต่อจากนาลันทา แต่นาลันทาพังไป พระถังซำจั๋งก็มารับไปสืบต่อที่เมืองจีน ทิเบตก็รับไปต่อ มันต้องมีการสืบต่อ
น่าเสียดายว่าอาจารย์พุทธทาสไม่มีใครสืบต่อ ท่านสันติกโรก็จะไปสืบต่ออีกอย่างหนึ่งในแบบของท่าน ท่านสันติกโรก็เข้าถึงท่านอาจารย์พุทธทาสหลายต่อหลายเรื่อง ในหลายเรื่องท่านเข้าไม่ถึง เพราะภาษาด้วย ท่านสันติกโรท่านเก่งในการแปลคำสอนของท่านพุทธทาสทันทีทันใดเป็นภาษาอังกฤษ แต่ผมเชื่อว่าท่านไม่ได้อ่านหนังสืออีกหลายเรื่องของท่านพุทธทาส

อันนี้เป็นจุดเด่นของอาจารย์พุทธทาส
อาจารย์พุทธทาสท่านไม่รับอันนี้ครับ
ท่านได้สามประโยค ท่านกลับไปไชยาเลย
แล้วท่านเอาจุดเด่นของไชยา สามารถสร้างต่อยอดจากไชยา
แต่อันเดียวที่ท่านพลาดคือ
ท่านไม่ได้เจาะลึกจากไชยาลงไป

เสขิยธรรม : นี่เป็นลักษณะของเถรวาทในไทยหรือเปล่า ที่ครูบาอาจารย์มักจะไม่สามารถสืบต่อสายปฏิบัติหรือสืบสายศิษย์หาที่สนใจต่อเนื่องกันมาได้ยาวนาน
สุลักษณ์ ศิวรักษ์ : อันนี้สืบต่อกันมายาวนานเลยนะครับ เพิ่งมาพังเมื่อรัชกาลที่ ๔–๕ นี่เองนะครับ พังเมื่ออำนาจรัฐเข้ามา สมเด็จพระสังฆราชไก่เถื่อนท่านสืบทอดมาจากอยุธยา จากสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ขุน) ท่านก็อยุธยา ท่านสืบต่อกันมาตลอด หรือวัดสมอรายเขาก็สืบทอดกันมานาน ไม่มีการขาดตอน แต่มาขาดตอนเอาเมื่ออำนาจรัฐเข้ามาก้าวก่าย ลองไปอ่านในหนังสือของแม่กมลาที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ทางเชียงใหม่มี ๑๘ นิกาย แต่ละนิกายถือตามอุปัชฌาย์อาจารย์ เทียบกับปรัมปราคติถอยกันไปได้ตามนั้น
ตอนหลังรัฐไม่ยอม รัฐบอกว่าอุปัชฌาย์อาจารย์ รัฐตั้ง ก็พัง แล้วรัฐเอาสมณศักดิ์เมืองใต้หรือเมืองกรุงไปตั้งก็พังหมด นี่พังหมดเพราะอำนาจรัฐเข้ามาก้าวก่าย อำนาจรัฐสามารถทำให้เห็นว่าหัวเมืองนั้นด้อยกว่าเมืองหลวง แล้วก็วัฒนธรรมท้องถิ่นถูกทำลายหมด รวมถึงวัฒนธรรมศาสนาพุทธด้วย
อันนี้เป็นจุดเด่นของอาจารย์พุทธทาส อาจารย์พุทธทาสท่านไม่รับอันนี้ครับ ท่านได้สามประโยค ท่านกลับไปไชยาเลย แล้วท่านเอาจุดเด่นของไชยาสามารถสร้างต่อยอดจากไชยา แต่อันเดียวที่ท่านพลาดคือท่านไม่ได้เจาะลึกจากไชยาลงไป ในขณะที่คุณธรรมทาสเจาะลึกจากไชยาลงไป แต่คุณธรรมทาสไปเจาะลึกในทางโบราณคดี ไม่ได้เจาะลึกในสิ่งที่มีชีวิต คุณธรรมทาสเจาะลึกในสิ่งที่ไม่มีชีวิต ซึ่งมีประโยชน์นะครับ แต่เป็นประโยชน์ในอดีต
ถ้าท่านอาจารย์พุทธทาสจะเจาะไชยาเอากลับมา เอาเนื้อหาสาระของไชยากลับมาที่สวนโมกข์ สวนโมกข์จะหยั่งรากลงลึก
ที่สวนโมกข์ขาด คือไม่ได้หยั่งรากลงลึก แต่ก็ไปได้..ไปทั่วเลย เตาะแตะ ๆ ท่านสันติกโรก็จะไปตั้งอยู่แห่งหนึ่ง ก็เตาะแตะ ที่เชียงใหม่ ที่ไหนก็เตาะแตะ ทั้งนั้นครับ เพราะลงรากลึกไม่ได้
ข้อเสียอันนี้อาจจะมาจากตัวท่านเอง เพราะท่านฉลาดเฉลียวมาก ท่านลึกซึ้งมาก คนที่จะเข้าใจความฉลาดเฉลียวและลึกซึ้งของท่านมีน้อยมาก

ที่สวนโมกข์ขาด คือไม่ได้หยั่งรากลงลึก
แต่ก็ไปได้..ไปทั่วเลย เตาะแตะ ๆ
ท่านสันติกโรก็จะไปตั้งอยู่แห่งหนึ่ง ก็เตาะแตะ ที่เชียงใหม่
ที่ไหนก็เตาะแตะทั้งนั้นครับ
เพราะลงรากลึกไม่ได้

เสขิยธรรม : เคยอ่านใน “เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา” ที่บอกว่า.. อย่างที่ท่านทำนี่สามารถตั้งเป็นนิกายใหม่ก็ได้ แต่ท่านไม่ทำ หมายความว่าอย่างไร
สุลักษณ์ ศิวรักษ์ : ไม่ตั้งนิกายใหม่นั้นถูกต้อง นี่เป็นความผิดพลาดของสันติอโศกที่ไปตั้งนิกายใหม่ แต่เดิมทีเดียวไม่ต้องตั้งนิกาย มันเป็นคณะครับ เป็นคณะในนิกายนั้นเอง อันนี้ต้องเข้าใจ แม้ธรรมยุตเองแต่ก่อนเขาก็มีคณะ บวรนิเวศน์คณะ กับโสมนัสคณะ โสมมนัสคณะจะเน้นเรื่องพระวินัย เรื่องกรรมฐาน ทางวัดบวรนิเวศน์จะเน้นเรื่องปริยัติ เน้นในเรื่องการเข้าวัง การเข้าไปมีอิทธิพลในวัง แต่ละหน่วยจะมีคณะแยกลงไป
แม้กระทั่งในวัดมหาธาตุเองที่ท่านสกลมหาสังฆปรินายกประทับอยู่ ก็มีคณะย่อยในนั้น บางคณะก็เป็นทางโลกไปเลย มีการสอนละคร หนังตะลุง แต่ขณะเดียวกันเขาก็มีอีกฝ่าย เรียกว่า คณะ กุฏิ ก็จะเน้นในเรื่องสมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา นี่คือในวัดมหาธาตุ ส่วนในวัดพลับฯ เองก็เช่นเดียวกัน เมื่อสมเด็จญาณสังวรอยู่ก็มีทั้งฝ่ายปริยัติ ปฏิบัติ แล้วเขาก็สืบทอดครูบาอาจารย์กันมา
รูปวานีที่ผมเคยเอามาพิมพ์ สมเด็จพระวันรัต (แดง) ท่านสืบมาจากสังฆราช (แพ) สืบมาจากสมเด็จญาณสังวร วัดพลับฯ ท่านนำคาถาวานีมาอาราธนาธรรม ไม่ได้ใช้ พรหมา จ โลกา ผมว่านี่เป็นธรรมะมากกว่า พรหมา จ โลกา ซึ่งเป็นบุคคลาธิษฐานเชิญพระพรหมลงมา ชาวบ้านอาจจะชอบ แต่คาถาวานี เป็นคาถาที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าเลยทีเดียว แล้วท่านเหล่านี้เอามาใช้สำหรับปลุกเสกพระเครื่องด้วย อาราธนาธรรมด้วย แต่ท่านไม่เขียน อันนี้มันคล้าย ๆ ทิเบตนะครับ เป็นการสอนปากต่อปาก ครูบาอาจารย์ต่อครูบาอาจารย์ และเฉพาะศิษย์วงในเท่านั้นเอง และศิษย์วงในเหล่านี้ก็จะไม่ต้องการชื่อเสียงเกียรติยศ ท่านเหล่านี้รับสมณศักดิ์ก็รับสักแต่ว่ารับ สมเด็จพระสังฆราช (แพ) นี่อาวุโสมากกว่าสมเด็จพระวันรัต (เพ็ง) สมเด็จพระวันรัต (จ่าย) แต่สมณศักดิ์ท่านหลังท่านเหล่านี้ เพราะท่านไม่ใยดี มันมีอันนี้นะครับ แต่อันนี้ผมว่าตอนนี้มันสูญ (หวังว่าผมคงผิดนะครับ)
เสขิยธรรม : เป็นไปได้หรือไม่ว่า การที่ท่านอาจารย์พุทธทาสไม่พยายามที่จะทำให้เกิดสังฆบริษัทที่จะเป็นลักษณะใหญ่โต เพราะเกรงการจะถูกแทรกแซงจากอำนาจรัฐ
สุลักษณ์ ศิวรักษ์ : ผมว่าไม่ใช่นะครับ สังฆบริษัทไม่ได้ใหญ่โตนะครับ หมายความว่าสงฆ์สี่เท่านั้นเอง นี่ท่านยังไม่มีเลย ดูสิครับว่ามีใครไหมที่เป็นสงฆ์อยู่กับท่าน ๔ รูปถึง ๑๐ ปี มีใครไหม สองคนที่อยู่กับท่านคล้าย ๆ เป็นเพื่อนถือกุญแจให้ท่าน อาจารย์โพธิ์ เป็นเหมือนแบบโบราณสมเด็จต่าง ๆ ท่านมีพระครูปลัด ช่วยถือกุญแจ รับกิจนิมนต์คล้ายทำงานธุรการ
แต่จริง ๆ ที่ท่านขาดคือมีใครที่เข้าใจเนื้อหาสาระของทาสพุทธเจ้า และพร้อมจะเป็นทาสพระพุทธเจ้า อยู่กับท่านสัก ๔–๕ องค์ ถ้ามีอย่างนี้แล้วประเสริฐที่สุดเลย ถ้าถามผมผมว่าเป็นความผิดพลาด จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม เพราะท่านไปเน้นที่ทำหนังสือ ท่านไปเน้นที่เรื่องคำเทศน์ ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ก็เหมือนกัน เน้นที่ทำหนังสือ ท่านยิ่งกว่าท่านพุทธทาสอีก ท่านปรู๊ฟเองหมดเลย แล้ววัดญาณเวศกวันก็จะเหมือนวัดทั้งหลายทั่ว ๆ ไปเมื่อท่านเป็นอะไรไป ไม่เชื่อก็ลองไปดูสิ..ไปถามดู ว่าไม่มี แต่พระครูปลัดฯ ท่านก็น่ารัก อาจจะฉลาดมากกว่าท่านโพธิ์หน่อยหนึ่ง มีความรู้มากกว่าท่านโพธิ์หน่อยหนึ่ง มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยในทางพระธรรมวินัยงดงาม แต่ท่านไม่ได้ฝึกพระครูปลัดฯ อินศร ขึ้นมาเป็นตัวตายตัวแทน
ผมเห็นว่านี่สำคัญนะครับ คือต้องมีตัวตายตัวแทน หรือให้มีอภิชาตศิษย์ที่ยิ่งไปกว่าเรา

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *