จิตแห่งความเคารพ เปิดใจกว้างสร้างสมานฉันท์

จิตแห่งความเคารพ เปิดใจกว้างสร้างสมานฉันท์

“บนโลกในปัจจุบันนี้มีประชากรถึงกว่า 6 พันล้านคน จากประเทศกว่าร้อยประเทศ นับพันเชื้อชาติ ภาษาและศาสนา หากต้องการให้ทุกคนอยู่รวมกันได้โดยสุขสงบ ต้องเคารพซึ่งกันและกัน ยอมรับในความแตกต่างและเรียนรู้ที่จะอยู่ท่ามกลางความแตกต่างนั้น ในขณะเดียวกันก็ต้องยกย่องและให้เกียรติผู้อื่นตามสถานะที่เขาเป็นด้วย แต่ถ้าหากขาดสิ่งเหล่านี้ก่ออาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง ซึ่งในที่สุดก็นำพาไปสู่ภาวะตึงเครียดด้วยการใช้ความรุนแรงและการทำสงครามในที่สุด”

คำกล่าวของ Howard Gardner ที่ได้อธิบายความสำคัญของ “จิตแห่งความเคารพ” (Respectful Mind) ไว้ในหนังสือ “Five Minds for the Future” ซึ่งเป็น 1 ในจิตทั้ง 5 ที่ Gardner ระบุว่ามีความสำคัญต่อมนุษย์ในโลกยุคใหม่เป็นอย่างมาก และจะต้องมีทั้ง 5 จิตควบคู่กันไปในตัวบุคคลคนนั้น ซึ่งจิตทั้ง 5 ประกอบไปด้วย

จิตแห่งวิทยาการ (Disciplined Mind) จิตแห่งการสังเคราะห์ (Synthesizing Mind) จิตแห่งการสร้างสรรค์ (Creating Mind) จิตแห่งความเคารพ (Respectful Mind) และจิตแห่งคุณธรรม (Ethical Mind)

จิตแห่งความเคารพ (Respectful Mind) หมายถึง การอ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติและเคารพในความคิดของผู้อื่น เคารพและเข้าใจถึงความแตกต่างทั้งระหว่างบุคคลและระหว่างกลุ่ม รวมถึงเปิดใจที่จะรับฟังความเห็นของผู้อื่นที่แตกต่างจากความคิดของตัวเอง อันจะนำไปสู่ความสำเร็จในการทำงานหรือการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข

ทั้งนี้ การทำความเข้าใจผู้อื่นนั้น ต้องอาศัย ทักษะทางด้านอารมณ์ (Emotional Intelligence) และ ทักษะทางด้านการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Interpersonal Intelligence) ซึ่ง Gardner ระบุว่าต้องปลูกฝังจิตสำนึกแห่งการเคารพกันตั้งแต่เกิด ซึ่งบุคคลที่มีความสำคัญในการปลูกฝังก็มักจะเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับเด็กเช่นพ่อแม่หรือคุณครู หรือแม้กระทั่งบุคคลที่เป็นสาธารณะอย่างนักร้อง ดาราหรือนักการเมือง โดยผู้ใหญ่ต้องแสดงตัวเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติตัวต่อกัน เพื่อเป็นแนวทางที่ถูกต้องให้เด็กได้เห็น

แนวคิดจิตแห่งความเคารพยังช่วยให้เกิดความสงบสุขและความสมานฉันท์ขึ้นในสังคม แม้ในสังคมนั้นจะประกอบไปด้วยบุคคลที่มีความแตกต่างหลากหลายทั้งในเรื่องของเชื้อชาติ ภาษา ศาสนาหรือทัศนคติ ตามที่ Gardner ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น

ตัวอย่างของความขัดแย้งและสงครามที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตไม่ว่าจะเป็นสงครามโลก สงครามทางศาสนา สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างเชื้อชาติ หรือสงครามกลางเมืองในประเทศต่างๆ ล้วนมาจากการไม่เคารพในความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนนั่นเอง ทั้งนี้ จิตแห่งความเคารพเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาและความขัดแย้งที่สร้างสรรค์ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายต่างเคารพในความคิดที่แตกต่างของอีกฝ่าย การแก้ปัญหาจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของการอธิบายเหตุและผล หรือโต้แย้งถกเถียงกันบนหลักความเป็นจริงและข้อมูลที่มี โดยปราศจากอคติและอารมณ์ส่วนตัว

ในแง่ของนโยบายรัฐนั้น การมีจิตแห่งความเคารพเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะหากไม่มีการวางนโยบายที่เป็นกลาง ที่คำนึงถึงรากฐานความแตกต่างของประชากรแล้วก็อาจเกิดปัญหาใหญ่ตามมา ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ก่อความไม่สงบของกลุ่มก่อการร้ายที่เกิดขึ้นทั่วโลกในทุกวันนี้ ปัจจัยที่สำคัญอันหนึ่งก็สืบเนื่องมาจากความรู้สึกแตกต่าง แบ่งแยก และมีปมด้อยหากเทียบกับประชากรส่วนใหญ่ในสังคมนั่นเอง

ตัวอย่างของผู้ที่ใช้จิตแห่งความเคารพในการแก้ปัญหาอย่างสันติที่ Gardner หยิบยกมาได้แก่ มหาตมะ คานธี (Mahatma Gandhi) อดีตผู้นำอินเดียในการต่อสู้เรียกร้องเอกราชของประเทศอินเดียจากเครือสหราชอาณาจักร จนประเทศอินเดียได้รับเอกราชในปี พ.ศ.2490 โดยเขามีความเชื่อที่มั่นคงเกี่ยวกับการประท้วงโดยไม่ใช้ความรุนแรง และความอดทนตามหลักศาสนา ที่เรียกว่าวิธี “อหิงสา” โดยเขาจะอดอาหารประท้วงจนความรุนแรงยุติลง

นอกจากนี้การนำแนวคิดจิตแห่งความเคารพมาใช้บริหารองค์กรยุคใหม่ที่มีความเป็นสากลและไร้พรมแดนนั้นก็จะทำให้ผู้คนหรือพนักงานที่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติ อายุ เพศศาสนา ภาษา และวัฒนธรรมสามารถมาทำงานร่วมกันได้ ดังตัวอย่างของ Carlos Ghosn ประธานบริหารบริษัทเรย์โนลด์ ที่เข้าควบรวมกิจการของนิสสัน ในปี ค.ศ.1999 ในเวลาเพียงปีครึ่งที่เขาเข้ามาบริหารโดยยึดหลักเคารพในทัศนคติ เอกลักษณ์และความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมการทำงานของทั้งสองบริษัท รวมถึงการคงให้อำนาจการบริหารกับนิสสันเพื่อไม่ทำให้รู้สึกว่าอยู่ใต้คำสั่งของเรย์โนลด์ และกระตุ้นให้เกิดการทำงานเพื่อผลประโยชน์ต่างตอบแทน(Mutual Benefit) ให้เกิดขึ้นจริงจากการเป็นพันธมิตรระหว่างกัน ทำให้นิสสันกลับมาทำกำไรอีกครั้ง และในวันนี้มูลค่าตลาดของนิสสันก็เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าตัวและเป็นบริษัทรถยนต์ที่กำไรสูงสุดอันดับต้นๆ ของโลก

ดังนั้นการสร้างเสริมและปลูกฝังแนวคิด “จิตแห่งความเคารพ” ให้เกิดขึ้นกับบุคลากรจึงถือเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่ “สำนักงาน ก.พ.” จะส่งเสริมการทำงานภายใต้ การบริหารกำลังคนภาครัฐที่มีความหลากหลาย (Diversity Management) และการที่ “โครงการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้สาธารณะด้านการจัดการทุนมนุษย์” ได้นำเอาแนวคิดจิตหรือทักษะแห่งอนาคตทั้ง 5 ของ Gardner มาประยุกต์ใช้ และผสมผสานแนวคิดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางในการขับเคลื่อนและพัฒนาเพื่อ “เตรียมความพร้อมของคนไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะต้องเผชิญในอนาคต” ซึ่งขณะนี้ สำนักงาน ก.พ. กำลังรวบรวมแนวคิดและแนวทางการปฏิบัติต่างๆ เพื่อนำมาจัดทำเป็นหนังสือ “5 จิตคิดเพื่ออนาคต” ออกสู่สายตาผู้อ่านต่อไป

เพราะแนวทางในการพัฒนาจิตใจทั้ง 5 ด้าน ถือเป็นอีกหนทางหนึ่งในการที่จะช่วยบ่มเพาะ และพัฒนาทุนมนุษย์ให้กับบุคลากรภายในประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เกิดความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืน และพร้อมที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อไปในอนาคต

ที่มา : www.thaihrhub.com

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *