จากเชื้อโรคร้าย..สู่วงการความงาม

Clostridium botulinum
จากเชื้อโรคร้าย..สู่วงการความงาม

ข่าวน่าสนใจในรอบเดือนสองเดือนนี้ที่รองจากข่าวการเมือง คงจะหนีไม่พ้นกับข่าว อันตรายจากการกินหน่อไม้ปี๊บ น่าสังสัยไหมว่าเจ้าหน่อไม้ปี๊บที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งคนรุ่นปู่ย่าตายายเรากินกันมานานนับสิบๆ ปี ทำไมจึงกลายเป็นอาหารอันตรายไปซะได้ Feature ฉบับนี้จะพาท่านไปค้นหาคำตอบเรื่องนี้กันค่ะ
ไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้ปี๊บ หรือแม้กระทั่งผัก,ผลไม้กระป๋องที่คุณคิดว่าปลอดภัย แต่แท้ที่จริงแล้วอาหารกระป๋องเหล่านั้นล้วนสามารถเกิดความเป็นพิษขึ้นได้ หากมีขั้นตอนการผลิตที่ไม่สะอาดและไม่ถูกต้อง คือจะก่อให้เกิดอาการป่วยที่เรียกว่า “โบทูลิซึ่ม (botulism)” ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Clostridium botulinum แบคทีเรียที่สร้างสปอร์ สามารถเจริญได้ในที่ๆ ไม่มีอากาศ (ออกซิเจน) โดยเฉพาะในช่วงอุณหภูมิปานกลาง และเจริญได้ในอาหารที่มีความเป็นกรดต่ำ (อาหารที่มีค่า pH สูงกว่า 4.6 และมีน้ำอิสระที่ไม่ได้จับอยู่กับตัวถูกละลายสูงกว่า 0.85) ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหารกระป๋องทั้งหลายจึงถือว่าแบคทีเรีย Clostridium botulinum นี้เป็นตัวที่ใช้วัดความปลอดภัยในกระบวนการผลิตอาหารกระป๋อง โดยต้องทำลายเชื้อนี้ไม่ให้มีเหลือปนเปื้อนอยู่ในอาหาร เนื่องจากมันสามารถจะผลิตสารพิษที่ร้ายแรงมาก ผู้ที่บริโภคเข้าไปอาจได้รับอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักกับเชื้อแบคทีเรีย Clostridium botulinum กันก่อนนะคะ
Clostridium botulinum ( C. botulinum ) มีด้วยกัน 7 ชนิด คือ type A, B, C, D, E, F และ G โดยชนิดที่เป็นพิษต่อคนได้แก่ type A, B, E และ F แต่ชนิดที่เป็นพิษมากที่สุดคือ type E ส่วน type A นั้นจะมีคุณสมบัติในการย่อยโปรตีนได้ ที่สำคัญสปอร์ของมันสามารถทนต่ออุณหภูมิที่ 100 องศาเซลเซียส ได้นานถึง 6 ชั่วโมง ซึ่งสปอร์ของมันสามารถพบได้ทั่วไปทั้งในดินที่เป็นแหล่งอาศัยที่ดีของเชื้อนี้ นอกจากนี้ยังพบตามชายฝั่ง น้ำทะเล บ่อปลา และระบบทางเดินอาหารของปลาและสัตว์ ฉะนั้นวัตถุดิบที่นำมาจากทะเลหรือพืชผักสดๆ ที่มาจากไร่สวน ก็มีโอกาสที่จะปนเปื้อนเชื้อนี้ได้
อย่างกรณีหน่อไม้ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการทำหน่อไม้ปี๊บ อาจมีการปนเปื้อนด้วยสปอร์ของเชื้อ C. botulinum และในขั้นตอนการผลิตที่ให้ความร้อนไม่ทั่วถึง ทำให้ไม่สามารถทำลายสปอร์ของเชื้อ C. botulinum ได้ อีกทั้งการต้มไล่อากาศออกจากปี๊บหลังจากทำการปิดปี๊บจะทำให้สภาวะภายในอยู่ในสภาพขาดออกซิเจน ซึ่งเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสปอร์และกลายเป็นเซลล์ที่มีชีวิตสร้างสารพิษโบทูลินั่ม (Botulinum toxin) ซึ่งเป็นสารพิษที่มีฤทธิ์ทำลายระบบประสาท หากบริโภคอาหารที่มีสารพิษชนิดนี้ปนเปื้อนเพียง 1 ไมโครกรัม จะทำให้เกิดอาการป่วยที่เรียกว่า “โบทูลิซึ่ม (botulism)” ซึ่งจะมีความร้ายแรงมาก ทำให้ผู้ที่บริโภคเข้าไปเกิดอาการได้ภายใน 12 – 36 ชั่วโมง โดยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องร่วง ปวดหัว หน้ามืด ตาพร่าเห็นภาพซ้อน กลืนอาหารลำบาก พูดไม่ออก ปากและคอแห้ง เป็นอัมพาต และจะเสียชีวิตภายใน 3 – 6 วัน สารพิษจากเชื้อนี้ในปริมาณเพียง 1 มิลลิกรัมสามารถทำลายชีวิตคนได้ถึง 5 แสนคน เพราะเมื่อร่างกายเราได้รับสารพิษโบทูลินั่มเข้าไป สารพิษนี้จะถูกดูดซึมจากผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือดและระบบประสาทจึงก่อให้เกิดอาการดังกล่าวขึ้น
โดยทั่วไป อาหารที่บรรจุในภาชนะปิดสนิท เช่น อาหารกระป๋อง อาหารในขวดแก้ว รวมทั้งหน่อไม้ปี๊บที่ผลิตอย่างไม่มีมาตรฐานมักมีความเป็นกรดต่ำ ทำให้ยากต่อการฆ่าเชื้อโรค จึงมีหลายหน่วยงานออกมาแนะนำถึงวิธีการผลิตหน่อไม้ปี๊บเพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ด้วยการต้มหน่อไม้ให้สุกก่อนบรรจุลงปี๊บ ซึ่งความร้อนที่ใช้ในการฆ่าเชื้อ C. botulinum ต้องสูงเกินกว่าจุดเดือดของน้ำมากๆ (สูงกว่า 100 องศาเซลเซียส) และต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร และอีกวิธีหนึ่งคือให้เติมน้ำที่มีส่วนผสมของ “กรดซิตริก หรือกรดมะนาว” ลงในหน่อไม้ปี๊บด้วยสัดส่วนที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถฆ่าเชื้อในหน่อไม้ปี๊บด้วยวิธีการต้มที่อุณหภูมิน้ำเดือดธรรมดา
อาหารที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการปนเปื้อนเชื้อ C. botulinum ได้แก่ อาหารหมักดองที่ชาวบ้านทำกันเอง เช่น หน่อไม้ , ผัก – ผลไม้แช่อิ่ม ซึ่งจำเป็นต้องใส่ภาชนะปิดไว้นานหลายวัน อาหารกระป๋องที่บวม บุบ หรือมีสนิม ซึ่งโอกาสที่จะพบเชื้อชนิดนี้ในอาหารกระป๋องเหล่านั้นมีค่อนข้างมาก แต่อย่างเพิ่งกลัวและกังวลกันมากเกินไปนะคะ เพราะปัจจุบันมีแนวทางการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อ C. botulinum เข้าไปในร่างกายได้แล้ว ด้วยการใช้ “ไตรวาเลนท์ แอนตี้ท็อกซิน” (Trivalent Antitoxin) ซึ่งเป็นยารักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อ โดยนิยมให้ทางหลอดเลือดและกล้ามเนื้อ เพราะยาจะเข้าไปทำปฏิกิริยาได้เร็ว แต่จำเป็นต้องมีการตรวจเลือดหาสารพิษจากแพทย์ผู้ชำนาญการก่อนจึงจะสามารถจ่ายยาให้ได้ และที่สำคัญการดูแลผู้ป่วยในห้องไอซียูเพื่อแก้ไขภาวะการหายใจล้มเหลว อันเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในการช่วยชีวิตผู้ได้รับสารพิษชนิดนี้
แม้สารพิษโบทูลินั่มจะมีความร้ายแรงมากก็ตาม แต่เราก็สามารถป้องกันการรับเชื้อนี้เข้าไปในร่างกายได้ เช่น สารพิษของ C. botulinum type A และ B จะถูกทำลายได้ที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยในการบริโภค แนะนำว่าอาหารกระป๋องหรืออัดปี๊บก่อนรับประทานควรนำไปอุ่นให้เดือดก่อนประมาณ 15 นาที ก็จะช่วยลดโอกาสการได้รับสารพิษนี้ได้แล้ว

ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นเพียงแง่มุมหนึ่งของเชื้อแบคทีเรีย C. botulinum และสารพิษโบทูลินั่ม (Botulinum toxin) เท่านั้น ซึ่งดูจะไม่ยุติธรรมนักหากเราพูดถึงมันในแง่ร้ายเพียงอย่างเดียว เพราะมันยังมีประโยชน์ในแง่อื่น มีข้อดีที่น่าสนใจต่อวงการความงาม จึงมาดูกันเถอะว่าเชื้อแบคทีเรีย C. botulinum มีประโยชน์อย่างไร

ได้ยินข่าวว่าเชื้อแบคทีเรีย C. botulinum ในหน่อไม้ปี๊บที่มีคนกินเข้าไปแล้วเกิดหายใจไม่ออก ปวดท้อง อาเจียนกันอย่างหนัก ก็สะกิดใจไม่น้อย เพราะเจ้าเชื้อตัวการที่ว่านี้ดันไปมีชื่อเหมือนกันกับเชื้อในสารที่ใช้ฉีดเพื่อลดริ้วรอย หรือที่ในวงการความสวยความงามรู้จักกันดีในชื่อของการฉีดโบท็อกซ์ (Botox) ด้วยล่ะซิ

ที่สำคัญอยากจะบอกว่าเชื้อแบคทีเรีย C. botulinum ในหน่อไม้ปี๊บ กับ C. botulinum type A เป็นเชื้อตัวเดียวกันแน่นอน ฟังแล้วอย่าเพิ่งตกใจ มาดูข้อมูลเหล่านี้กันก่อน

ย้อนไปเมื่อปี 1920 ได้มีการแยกโบทูลินุ่ม ท็อกซิน ไทป์ เอ ออกมาจากเชื้อแบคทีเรียได้เป็นครั้งแรก เพื่อนำมาทดสอบหาปฏิกิริยา ซึ่งจากผลการทดสอบในครั้งนั้นพบว่าหากเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่มากเกินไปแล้ว ก็จะออกฤทธิ์เข้าไปหยุดการหลั่งของสารสื่อประสาทตัวหนึ่งในร่างกายเราชื่อว่า Acetylcholine ที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ได้รับสารพิษเกิดการหดตัว
การออกฤทธิ์ของเชื้อแบคทีเรีย (C. botulinum) ส่งผลทางตรงต่อร่างกาย ทั้งนี้เนื่องจากในร่างกายของเรามีสารสื่อประสาท Acetylcholine ซึ่งมีจุดที่รับสัมผัสปลายประสาทที่ไวมาก จะออกฤทธิ์โดยการป้องกันกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากเส้นประสาทส่งไปยังกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างกาย หากว่าร่างกายได้รับปริมาณสารดังกล่าวมากเกินไป ก็จะทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายทำงานไม่ได้ หรือทำได้ไม่สมบูรณ์ อย่างกรณีที่คนไข้ที่ได้รับสารพิษจากการกินหน่อไม่ปี๊บมีอาการหายใจเองไม่ได้ นั่นก็เนื่องจากว่ากล้ามเนื้อกระบังลมหยุดการทำงาน ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจพยุงอาการเข้าช่วย
แต่อย่าเพิ่งตกใจกันไปค่ะ เพราะถึงแม้ว่าสารตัวดังกล่าวจะมีที่มาจากที่เดียวกัน และมีการออกฤทธิ์ที่รุนแรงที่สามารถทำให้ผู้รับสารตัวดังกล่าวเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ แต่ในกระบวนการก่อนที่จะมาเป็นBotox บรรจุขวดนั้น ได้มีการทดสอบเพื่อยืนยันความปลอดภัย และผลของการรักษามาแล้ว อีกทั้งยังเป็น Botulinum toxin ชนิดเดียวที่ได้รับการยอมรับจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ทางด้าน cosmetic
ในขั้นตอนกระบวนการสกัดจากเชื้อแบคทีเรีย (C. botulinum) นั้นเป็นการแยกเชื้อแบคทีเรียสารประกอบเชิงซ้อนจากโปรตีนธรรมชาติบริสุทธิ์ซึ่งได้จากเชื้อ Botulinum toxin type A ที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน เมื่อได้เชื้อตัวนี้มาแล้ว ทีมงานวิจัยก็จะต้องนำเชื้อดังกล่าวมาคัดแยกเอาเฉพาะส่วนที่ออกฤทธิ์ แล้วก็เอาส่วนที่ไม่ได้ใช้ หรือที่ทำให้เกิดพิษออกไป
ส่วนที่ออกฤทธิ์ที่ว่านี้นั่นก็คือ โบทูลินุ่ม ท็อกซินนั่นเอง นำมาผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อให้เกิดบริสุทธิ์ รวมทั้งได้มีการยับยั้งไม่ให้เชื้อแบคทีเรียดังกล่าวเจริญเติบโตแพร่ลูกแพร่หลานเหมือนกับกรณีที่เกิดขึ้นในหน่อไม้ปี๊บมาแล้ว
ซึ่งในขณะที่สารBotoxที่บรรจุในขวดที่ในปัจจุบันใช้กันมากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ที่ผ่านการควบคุมคุณภาพตาม มาตรฐาน GMP และผ่านกระบวนการที่ทำให้บริสุทธิ์มาแล้ว ในแต่ละขวดของโบท็อกได้ผ่านการนำไปทดสอบกับหนูทดลอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าใช้ปริมาณหนึ่ง ยูนิต ซึ่งหมายถึงจำนวนของนาโนกรัมที่ใช้ทดสอบ ก็จะมีการควบคุมคุณภาพที่ได้มาตราฐานเป็นที่ยอมรับกันในวงกว้าง แล้วจึงได้มีการนำมาทดสอบและศึกษาต่อในคน
เชื้อ Botulinum toxin type A เมื่อนำมาสกัดให้ออกมาในรูปของสาร Botox แล้ว จะออกฤทธิ์ในการคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งหากนำมาใช้ในด้านความสวยความงาม ฉีดเพื่อคืนความอ่อนเยาว์ให้กับผิวพรรณด้วยแล้ว ก็จะออกฤทธิ์ทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อเล็กๆ ที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดริ้วรอยคลายตัวลง ที่ในปัจจุบันได้มีการนำ Botox มาปรับแต่งแก้ไขข้อบกพร่องในส่วนต่างๆ ของใบหน้าและส่วนต่างๆของร่างกายให้ดูดีขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นรอยย่นบริเวณดั้งจมูก ปลายจมูกที่บานออกก็สามารถฉีดให้ดูแคบลงได้ หรือยกปลายจมูกให้ตั้งขึ้น การปรับความโค้งของคิ้วในรูปแบบต่างๆ
สารนี้จะออกฤทธิ์ ประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังฉีด และในการฉีดครั้งแรกจะอยู่ได้นาน 3-4 เดือน และหากต้องการที่จะให้อยู่ได้นานกว่านั้น ก็จะต้องการฉีดต่อไปอีก ซึ่งหลังจากที่ฉีดสารBotoxไปแล้ว ในส่วนที่ฉีดก็จะคงสภาพอยู่อย่างนั้น ซึ่งอาจอยู่ได้นานถึง 8-9 เดือนหลังการฉีดครั้งที่ 3-4 ไปแล้วเลยทีเดียว
ในด้านการนำ Botox มาใช้ทางการแพทย์นั้นก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย การได้รับ toxin ในปริมาณที่น้อยมาก ๆ ก็จะมีสรรพคุณใช้เป็นยาได้อย่างปลอดภัย ใช้ในการรักษาอาการตาเหล่ ตาเข กล้ามเนื้อบริเวณ ใบหน้าและหนังตาหดเกร็ง หรืออาการใบหน้าบิดเบี้ยวไปข้างหนึ่งอันเนื่องมาจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ โดยที่เจ้า toxinตัวนี้ จะเข้าไปขัดขวางการทำงานของกล้ามเนื้อและประสาท ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวหดเกร็ง หรือเคลื่อนไหวผิดปกติ ก็จะยับยั้งให้กล้ามเนื้อนั้นคลายตัวกลับสู่สภาพเป็นปกติมากขึ้น ความเจ็บปวดจากการเกร็งตัวก็จะลดลงไปด้วย
ในขณะที่ความเข้มข้นในการนำ Botox มาใช้ของคนเอเชียกับคนยุโรปก็จะแตกต่างกันด้วย ซึ่งตรงนี้ไม่สามารถวัดออกมาเป็นปริมาณที่แน่นอนได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแพทย์ที่ใช้ด้วย ที่สามารถกะปริมาณความแตกต่างของสภาพผิว หรือลักษณะของความผิดปกติที่แต่ละคนมีกับสภาพปัญหาที่แตกต่างกัน ซึ่งความน่าเชื่อถือของแพทย์ และสถานบริการสำคัญมากไม่ยิ่งหย่อยไปกว่ากัน
หากคุณกำลังตัดสินใจแต่ยังกังวลเรื่องสารพิษที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียClostridium Botulinum แล้วล่ะก็ หายห่วงได้เลยค่ะ เพราะ คุณสามารถมั่นใจได้ว่าเมื่อเชื้อได้ลงไปอยู่ในขวดแล้วจะไม่มีการแบ่งตัวออกลูกออกหลานเหมือนในหน่อไม้ปี๊บแน่ๆ มั่นใจกันขึ้นมาบ้างแล้วนะคะ และที่สำคัญปริมาณ Botox แท้ ๆ (ขอย้ำนะคะว่าของแท้เท่านั้น) ที่ฉีดแล้วสามารถทำให้ถึงแก่ชีวิตได้นั้น จะต้องใช้ในประมาณถึง 3,000-4,000 ยูนิต เลยทีเดียว ซึ่งตามหลักความจริงแล้วถึงอยากจะสวยมากแค่ไหน แต่ก็ไม่มีแพทย์ท่านไหนฉีดให้ในปริมาณมาเท่านี้เป็นแน่
เห็นไหมล่ะคะว่าทุกอย่างมีทั้งด้านดี และด้านที่ไม่ดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์หรือเกิดโทษมากกว่ากัน เช่นเดียวกับเชื้อแบคทีเรีย Clostridium Botulinum ถ้าหากเรารู้จักนำมาใช้อย่างถูกวิธีแล้ว มันก็จะทำให้เกิดประโยชน์อย่างมากทั้งในด้านการแพทย์ และความสวยความงาม แต่ถ้าหากนำมาใช้ในทางที่ผิดมันก็จะเกิดโทษมหันต์อย่างที่คุณคาดไม่ถึงเลยก็ได้ค่ะ

ขอขอบคุณ :
• ห้องสมุดสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
• สมาคมศัลยกรรมพลาสติกเพื่อความงามระหว่างประเทศ: www.isaps.org The American Society for Aesthetic Plastic Surgery (ASAPS)
• คุณ รัตนา เชียวพานิชย์ ภบ.,ภม. Allergan

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *