จากหนุ่มไปรษณีย์ สู่ ประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

จากหนุ่มไปรษณีย์ สู่ ประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

“ทางไปสู่เกียรติศักดิ์ จักประดับด้วยดอกไม้
หอมหวลยวนจิตไซร้ ไป่มี”
(รัชกาลที่ ๖)

ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ ทรงฝากวรรคทองดังกล่าวข้างต้นนี้ไว้ในวงวรรณกรรมมาแต่เมื่อครั้งยังทรงพระชนม์อยู่ แม้ทุกวันนี้ วันเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด แต่สัจธรรมตามตัวอักษรที่ทรงไว้ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และนับวันยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอมตะของวรรคทองดังกล่าวชัดเจนยิ่งขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเรามองผ่านชีวประวัติของบุคคลสำคัญระดับโลกทั้งหลายก็จะยิ่งพบว่า ทางไปสู่เกียรติศักดิ์นั้น ไม่ใช่ทางสบาย ไม่ใช่ทางของลาภลอยพลอยบังเอิญในลักษณะราชรถมาเกย หากแต่เป็นทางมหาวิบากกันดารที่ต้องอาศัยการฝ่าฟันต่อสู้อย่างแท้จริง
ชีวิตการต่อสู้ของอดีตประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา และของโลกอย่างอับราฮัม ลินคอร์น นับเป็นอุทาหรณ์ในเรื่องที่กล่าวมานี้ได้เป็นอย่างดี เพราะหากมองจากประวัติของต้นตระกูล การศึกษา และสภาพแวดล้อมโดยทั่วไปเมื่อเทียบกับผู้นำของโลกคนอื่นๆ แล้ว แทบจะมองไม่เห็นความเป็นไปได้ว่า เด็กชายที่มาจากบ้านป่าเมืองดอยคนหนึ่ง ที่พ่ออ่านหนังสือไม่ออก กำพร้าแม่แต่เยาว์วัย เรียนหนังสืออย่างเป็นทางการเพียง ๑๑ เดือน ประกอบอาชีพเลี้ยงตัวในลักษณะอดมื้อกินมื้อ และต้องทำงานสารพัดชนิดเพื่อที่จะมีข้าวกินไปวันต่อวันนั้น จะผงาดขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาได้ แต่แล้วด้วยสภาพภูมิหลังที่มากไปด้วยความ “ด้อย” ดังกล่าวมานี้เอง มองในทางกลับกัน ก็เป็นเหตุปัจจัยให้กลายเป็นเชื้อไฟแห่งการสร้างความ “เด่น” ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
สหรัฐอเมริกานั้น มีประธานาธิบดีมาแล้วมากมาย แต่เมื่อมีการสำรวจความนิยมประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่เมื่อไหร่ ชื่อของอับราฮัม ลินคอร์น ก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่เสมอไม่เสื่อมคลาย ทำไมคนเล็กๆ คนหนึ่ง จึงสามารถสร้างตัวขึ้นมาเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของโลกได้ถึงเพียงนั้น เราน่าจะลองมาสำรวจดูเส้นทางแห่งความสำเร็จของมหาบุรุษผู้นี้ดู
อับราฮัม ลินคอร์น เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๘๐๙ ในกระท่อมซุงหลังเล็กซึ่งสร้างเป็นที่พักอาศัยในแบบตามมีตามเกิด บิดาชื่อโทมัส มารดาชื่อแนนซี สกุล ลินคอร์น บิดายึดอาชีพช่างไม้เลี้ยงตัวเอง ส่วนมารดาเป็นเพียงแม่บ้าน ทั้งมารดาบิดาต่างก็อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ชีวิตในวัยเยาว์ของลินคอร์น มีความลำบากเป็นมรดกมาตั้งแต่ต้น อายุเพียง ๘ ขวบก็ต้องช่วยครอบครัวย้ายบ้านไปอยู่ต่างถิ่นต่างที่ ซึ่งมีความเป็นป่าดงพงษ์พฤกษ์มากกว่าเดิมหลายสิบเท่า ผลของการเดินทางไกลในคราวย้ายบ้านครั้งนั้นทำให้อับราฮัม ลินคอร์น ต้องสูญเสียแม่บังเกิดเกล้าสังเวยความยากลำบากอย่างไม่มีวันหวนกลับ
อย่างไรก็ตาม หลังผ่านความลำบากยากแค้นแสนสาหัส ต่อมาเริ่มมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เข้ามาในชีวิตบ้างตามสมควรเมื่อพ่อของลินคอร์น แต่งงานใหม่กับหญิงม่ายคนหนึ่งซึ่งวิถีชีวิตของเธอส่งผลกระทบต่อลินคอร์นอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือ เธอเป็นแม่เลี้ยงที่รักการอ่านทำให้อุปนิสัยดังกล่าวนี้ตกทอดมายังลินคอร์นโดยปริยาย ต่อมาลินคอร์น มีโอกาสได้เรียนหนังสือกับเขาบ้าง แต่ก็ช่างโชคร้ายเพราะในโรงเรียนบ้านป่านั้น เขาได้เรียนหนังสืออย่างเป็นทางการเพียง ๑๑ เดือน แล้วก็ต้องยุติชีวิตนักเรียนลงไปอย่างสิ้นเชิง เพราะความลำบากไม่อนุญาตให้เขาเรียนได้สูงกว่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม โลกของการศึกษาไม่ได้มีอยู่แต่ในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัยเท่านั้น เมื่อเรียนในระบบไม่ได้ ลินคอร์นซึ่งบัดนี้อ่านออก เขียนได้ และ “หลงรักการอ่าน” เข้าอย่างจังแล้ว ก็รู้ดีว่า เขาจะหาความรู้ได้จากที่ไหน ด้วยอุปนิสัยรักการอ่านที่ “จุดติด” แล้วนั่นเอง ลินคอร์นจึงเริ่มแสวงหาหนังสือดีๆ มาอ่าน ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญนั่นเอง หนังสือดีๆ หลายเล่ม เริ่มผ่านเข้ามาในชีวิตของเด็กวัยรุ่นอย่างเขา เช่น นิทานอีสป, โรบินสัน ครูโซ,ชีวประวัติของรัฐบุรุษจอร์จ วอชิงตัน,เบนจามิน แฟรงกลิน ฯลฯ ลินคอร์น ไม่ใช่นักอ่านธรรมดา เขาอ่านเรื่องอะไรแล้ว ก็มักจำขึ้นใจจนนำไปบอกเล่าได้อย่างคล่องปาก และก็ด้วยความเป็นนักเล่าของเขาเช่นกันที่ทำให้เด็กบ้านป่าตัวน้อยๆ คนนั้น กลายเป็นเด็กที่มีเสน่ห์ในวงสนทนาได้อย่างวิเศษ
การอ่านมีคุณอย่างนี้เอง พอใครได้หลงรักการอ่านเข้าแล้ว โลกแห่งการเรียนรู้ของเขาจะกลายเป็นโลกไร้พรมแดน ชีวิตจิตใจของเขาจะได้รับการบำรุงด้วยวิตามินแห่งปรีชาญาณสุดวิเศษ และทุกครั้งที่หนอนหนังสือลุกขึ้นมาสนทนาปราศรัยกับใครก็ตาม เขาจะกลายเป็นเพื่อนคุยที่สะกดให้ทุกวงสนทนาเกิดความรื่นรมย์ และโดยวินี้เอง คนที่รักการอ่านจำนวนมากทั่วโลก จึงเป็นผู้ครอบครองความสำเร็จได้มากกว่าคนที่ไม่อ่านอะไรเลย
ด้วยสภาพความขัดสน ทำให้ลินคอร์นในวัยรุ่นต้องทำงานทุกรูปแบบ อยู่มาวันหนึ่ง เขาก็ได้งานทำที่เขารู้สึกพึงใจเป็นพิเศษ งานนั้นก็คือการเป็นนายไปรษณีย์แห่งตำบลนิวซาเล็ม ข้อที่ถือว่าเป็นงานที่เขาพึงพอใจก็เพราะตำแหน่งนายไปรษณีย์ในยุคนั้น จะได้สิทธิพิเศษคือ ได้อ่านหนังสือพิมพ์ฟรีทุกวัน ด้วยการได้อ่านหนังสือพิมพ์ฟรีทุกวันนี้เอง ทำให้ลินคอร์นได้ติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิดทุกเช้า จนกลายเป็นนิสัยติดตัวเขามาตลอดชีวิต
การอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน คือ การบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความเป็นผู้รอบรู้ให้แก่ตัวเขาเองไปโดยปริยาย และในทางหนึ่งการติดตามเหตุการณ์บ้านเมือจากหนังสือพิมพ์รายวันก็คือ การเพาะเชื้อแห่งความเป็นนักการเมืองน้อยๆ ผู้สนใจในสุขทุกข์ของเพื่อนร่วมชะตากรรมระดับประเทศขึ้นในมโนคติของเขาด้วยเช่นกัน ต่อมาลินคอร์นได้รับคำแนะนำจากเพื่อนคนหนึ่งให้เรียนกฎหมาย เขาเห็นดีด้วย จึงลงทะเบียนเรียนวิชากฎหมายด้วยการท่องปากเปล่าจนคนรู้กันทั้งหมู่บ้านว่าเขากำลังเรียนกฎหมาย ด้วยวิธีการศึกษาในแบบ “เรียนด้วยตนเอง”
ระหว่งเรียนกฎหมาย ลินคอร์นในวันหนุ่มก็อุทิศตนช่วยแก้ปัญหาทางกฎหมายให้กับเพื่อนบ้านเขาไปทั่ว และด้วยความเป็นผู้มีจิตสำนึกสาธารณะ เขาจึงเข้าไปนั่งอยู่ในใจใครต่อใครหลายคน จนกระทั่งโอกาสทางการเมืองเปิด เขาจึงเริ่มสมัครเป็นตัวแทนสมาชิกสภาแห่งรัฐ (อายุ ๒๓ ปี) แต่การเล่นการเมืองครั้งแรกเขาแพ้หมดรูป แต่ในความพ่ายแพ้ มีสิ่งที่ไม่คาดฝันตามมาก็คือ อย่างน้อยที่สุดเขาก็ได้เลื่อนสถานภาพตัวเองขึ้นมาจากบุรุษไร้นาม กลายเป็น “บุคคลสาธารณะ” น้อยๆ ขึ้นมาในในรัฐที่ตนสังกัดแล้ว
นับแต่การลงเล่นการเมืองครั้งแรก ลินคอร์นก็หลงกลิ่นการเมือง และเช่นเดียวกับการหลงรักการอ่านเมื่อเกิดอาการ “จุดติด” แล้ว เขาก็สมรสกับการเมืองอย่างถาวร ดังนั้น ทุกครั้งที่โอกาสทางการเมืองเปิดขึ้นมา เขาก็ไม่ละเลยที่จะกระโจนลงสู่เวทีการเมืองเสมอไป แต่กว่าที่อดีตหนุ่มไปรษณีย์จะตะกายไปจนถึงบัลลังก์ทองของความฝันในทำเนียบขาว เขาต้องล้มลุกคลุกคลานมานับครั้งไม่ถ้วน เราลองมาดูกันหน่อยว่า ผู้เชี่ยวชาญในการล้มอย่างลินคอร์นั้น เขา “ล้ม” มาแล้วกี่ครั้ง
๑๘๑๖ ครอบครัวของเขาย้ายบ้านใหม่ เขาต้องทำงานช่วยครอบครัวแต่ยังเด็ก
๑๘๑๘ แม่ของเขาเสียชีวิต
๑๘๓๑ ล้มเหลวทางธุรกิจ
๑๘๓๒ สมัครเป็นวุฒิสมาชิก – แพ้
๑๘๓๒ ตกงาน ต้องการเข้าโรงเรียนกฎหมาย แต่ไม่สำเร็จ
๑๘๓๓ ยืมเงินเพื่อนมาทำธุรกิจ แต่ล้มละลายในตอนสิ้นปี เขาต้องทำงาน
ใช้หนี้เป็นเวลานานถึง ๑๗ ปี
๑๘๓๔ สมัครวุฒิสมาชิกรัฐอีกครั้ง – ชนะ
๑๘๓๕ หมั้นและเตรียมแต่งงาน แต่คนรักเสียชีวิตเสียก่อน หัวใจของเขาแตกสลาย
๑๘๓๖ เกิดอาการประสาทและต้องพักเป็นเวลา ๖ เดือน
๑๘๓๘ พยายามชิงตำแหน่งโฆษกวุฒิสภารัฐ – แพ้
๑๘๔๐ ลงสมัครเลือกตั้ง – แพ้
๑๘๔๓ สมัครสมาชิกคองเกรส – แพ้
๑๘๔๖ สมัครเป็นสมาชิกคองเกรสอีกครั้ง คราวนี้ประสบความสำเร็จ ได้ไปวอชิงตันและได้งานดี
๑๘๔๘ ลงสมัครเลือกตั้งเป็นสมาชิกคองเกรสอีกครั้ง – แพ้
๑๘๔๙ สมัครงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ดูแลที่ดินที่บ้านเกิดของเขา – ถูกปฏิเสธ
๑๘๕๔ สมัครเป็นวุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกา – แพ้
๑๘๕๖ พยายามให้ได้รับการเสนอชื่อเป็นรองประธานาธิบดีในการประชุมพรรค ได้เสียงสนันสนุนน้อยกว่า ๑๐๐ เสียง
๑๘๕๘ สมัครเป็นวุฒิสมาชิกประเทศอีกครั้ง – ล้มเหลวตามเคย
๑๘๖๐ เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา

จากเส้นทางของนักล้มผู้ยิ่งใหญ่ที่กล่าวมาจะเห็นว่า หากเป็นคนธรรมดาอย่างเราๆ คง “ล้มเลิก” แผนการไต่บันใดความฝันทางการเมืองไปแล้ว แต่สำหรับคนที่มี “หัวใจหลอมเพชร” อย่างอับราฮัม ลินคอร์นนั้น เขามองว่า “ความล้มเหลว คือ นั่งร้านแห่งความสำเร็จ” และทั้ง “ความสมหวัง และผิดหวัง ต่างก็เป็นองค์ประกอบของการประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน” ด้วยวิธีคิดเช่นนี้เอง ที่ทำให้อดีตหนุ่มไปรษณีย์จากมลรัฐชายขอบคนหนึ่ง ที่มีการศึกษาในระบบไม่เป็นโล้เป็นพาย หากแต่มีความใฝ่เรียนรู้เป็นเจ้าเรือน มีอุปนิสัยแห่งความเป็นนักสู้หัวใจเกินร้อย ทั้งยังมองโลกในเชิงบวกจากทุกสถานการณ์ จึงกลายมาเป็นรัฐบุรุษคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลกที่ได้ครองทั้งอำนาจ เกียรติคุณ และครองใจคน มาอย่างยาวนาน จนมีสถานภาพเป็นบุคคลสำคัญที่ไม่เพียงแต่อเมริกันเท่านั้นที่ไม่กล้าลืม ทว่าคนทั่วโลกที่รักประชาธิปไตยและถวิลหาเสรีภาพก็ไม่กล้าลืมด้วยเช่นเดียวกัน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *