จากมาเลย์ถึงสยาม ‘โรตีบอย’ อร่อยข้ามชาติ

จากมาเลย์ถึงสยาม ‘โรตีบอย’ อร่อยข้ามชาติ
“คนยืนต่อแถวทำไมกัน” น่าจะเป็นคำถามแรกสำหรับผู้ที่ผ่านไปแถวสยามสแควร์ซอย 4 หรือถนนสีลม ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
กระแสของแบรนด์ ‘โรตีบอย’ ในเมืองไทยนี้ มาพร้อมกับภาพคนยืนต่อคิวยาวเหยียด ย่านใจกลางเมืองดังกล่าว

ไม่ว่าจะด้วยเหตุที่เดินตามกลิ่นหรืออยากลองชิมตามกระแส

ก็ทำให้หลายคนต้องยืนต่อคิวนานนับ 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้ได้ลิ้มลองขนมปังอบสัญชาติมาเลเซียชนิดนี้

ขณะที่ตลาดเมืองไทยยังมีสินค้าประเภทเดียวกันอีกหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น มิสเตอร์บัน โรตีมัม พาพาโรตี ที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในเวลาไล่เลี่ยกัน

แล้วทำไม ‘โรตีบอย’ จึงถูกกล่าวถึงมากขนาดนี้

และในอนาคตเราคงได้เห็นแบรนด์นี้กันทั่วทุกมุมเมือง เนื่องมาจาก ฮิโร ตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท รอตตี้บอย เบคช้อปป์ จำกัด บริษัทแม่ในประเทศมาเลเซียที่กำลังดำเนินการลงทุนสร้างโรงงาน เพื่อลดการนำเข้าและขยายความสามารถในการผลิตวัตถุดิบในเมืองไทยให้เป็น 40,000 ชิ้นต่อวัน

นอกจากนั้น เจ้าของชาวมาเลเซียยังมีแผนการที่จะปิดแฟรนไชส์ที่ประเทศสิงคโปร์ทั้งหมดภายในเวลา 1 ปี และจะโอนพนักงานมายังไทยที่จะเป็นตลาดใหม่ในอนาคต

โดยขณะนี้ ประเทศไทยยังไม่มีผู้ได้รับสิทธิเป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ โดยบริษัทแม่จะร่วมลงทุนกับแฟรนไชส์รายย่อยที่ติดต่อมาทางเวบไซต์ และบริษัท เซ็นทรัล กรุ๊ป พันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อทยอยเปิดสาขาต่างๆในกรุงเทพ

ส่วนรูปแบบของร้านโรตีบอยจะมี 3 รูปแบบ คือ สเปเชียลตี้ ช็อป เช่นเดียวกับ 2 สาขาแรก รูปแบบเบเกอรี ช็อป ที่น่าจะมีรูปแบบของขนมหลากหลาย และเบเกอรี คอฟฟี่ช็อป ซึ่งมีจำหน่ายทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ที่จะเปิดที่สาขาเซ็นทรัล เวิลด์ พลาซ่า ในเดือนพฤษภาคมนี้

0 0 0

พรเพ็ญ อังควานิช นักธุรกิจผู้ปิ๊งไอเดียกับการเป็นแฟรนไชส์รายย่อยเจ้าแรกในเมืองไทย จากการเดินทางไปเปิดร้าน Nooddi ที่ประเทศอินโดนีเซีย อันเป็นที่มาของการติดต่อเจรจาธุรกิจผ่านทางเวบไซต์ rotiboy.com

เมื่อถามว่าทำไมร้านโรตีบอยคนต้องต่อแถวยาวขนาดนั้น เธอหันมาถามว่าได้ทานกันหรือยัง

“อืมม์…อร่อย คือตอนที่เปิดร้านใหม่ๆ กลิ่นของขนมปังตัวนี้ มันชวนทำให้คนอยากเดินตามไปดูว่ามันเป็นกลิ่นของอะไร ซึ่งเหมือนกับที่พี่เจอกลิ่นนี้ครั้งแรกที่อินโดนีเซีย เราก็ว่ากลิ่นขนมปังอะไรมันหอมๆ พอเราได้ชิมไปครั้งแรกก็รู้เลยว่า โอ้โฮ.. เรารู้เลยว่าคนไทยต้องชอบ”

ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา คนไทยจึงได้ลิ้มลองและรู้จักขนมชนิดนี้ ซึ่งกลยุทธ์เรียกลูกค้าในการเปิดสาขาแรกที่สยามสแควร์นั้น คุณติ๊กเล่าว่า

“วันแรกให้ลูกค้าได้ชิมฟรีทั้งหมดเลย วันที่ 2 ซื้อ 1 แถม 1 เป็นกลยุทธ์ของคุณฮิโร ตัน เมื่อเปิดสาขาใหม่ในทุกที่ในทุกประเทศจะเริ่มด้วยกลยุทธ์นี้”

จะว่าไปแล้ว กลยุทธ์แบบนี้ พ่อค้าไทยหลายคนก็เคยใช้ และใช้ได้ผลด้วย อย่างเช่น “ตัน โออิชิ” ที่ปลุกตลาดด้วยการลดแลกแจกแถม

จึงไม่แปลกใจที่กลยุทธ์พื้นๆ ของ ‘ตัน โรตีบอย’ จะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในเมืองไทย เมืองของคนชอบชิมไปบอกต่อๆ กันไป

อีกด้านหนึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ถึงแนวคิดการดึงลูกค้าจากประสบการณ์การดำเนินธุรกิจด้านอาหารมากกว่า 10 ปี ที่เธอเล่าต่อว่า

“พี่คิดว่ามันจะต้องขายได้ และจะต้องขายดี แต่คาดไม่ถึงว่ามันจะขายดีขนาดนี้ คือเหมือนเรารู้ด้วยสัญชาตญาณของตัวเอง ในฐานะที่เราทำร้านอาหารเยอะ และในบ้านเราขนมตัวนี้มันยังไม่เคยมี และอาจจะเป็นเพราะแหล่งที่เราขายด้วย คือที่สยามสแควร์

“อีกอย่างหนึ่งเพราะว่าตอนที่เปิดตัวขนมนี้ เพราะเรารู้จักคนเยอะ เราจึงทำเรื่องประชาสัมพันธ์เอง คนไทยเองก็มีน้ำใจซึ่งกันและกัน เหมือนว่าเขาได้ทานของอร่อย เขาก็อยากจะเผื่อแผ่ จะบอกต่อว่าทานหรือยัง และซื้อไปฝากกัน

“ก็เหมือนที่พี่เอาไปให้ผู้ใหญ่ชิม อืมม์.. พอเขาอร่อย เขาก็สั่งมาทีละร้อยชิ้น แล้วก็เอาไปฝากเพื่อน เป็นการบอกปากต่อปาก และพี่รู้จักกับหนังสือเยอะ เขาก็มาลงโฆษณาให้ คือพอเราไปให้เขา เขาถูกใจ และมันก็อร่อยจริงๆ นะ”

สำหรับรูปแบบแฟรนไชส์ที่ซื้อมานั้น เป็นลักษณะแฟรนไชส์รายย่อย ซึ่งสิทธิการเป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ ตัวแทนจำหน่ายเพียงผู้เดียวนั้นมีราคาสูงถึง 50-60 ล้านบาท ซึ่งเธอจะดูแลการบริหารจัดการโดยภาพรวม และในเรื่องการเงินเท่านั้น

“ส่วนวัตถุดิบในขณะนี้จะมีการซัพเพอร์มาจากมาเลเซีย ซึ่งเกือบจะสำเร็จรูปโดยแช่ฟรีซมา เรานำมาอบที่ร้านเท่านั้น หากเราขายได้ในจำนวนมาก ทางเขาก็จะได้มากเช่นกัน เพราะว่าเราต้องเสียค่า Loyalty Fee ให้เขา เป็นระบบแฟรนไชส์ตามหลักสากล ที่ในแต่ละสาขาจะมีการบริหารไปตามระบบของมันเอง โดยที่เราแทบไม่ได้เข้าไปยุ่ง

สำหรับเรื่องที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่ามีการจ้างคนมายืนต่อแถวเพื่อสร้างกระแสหรือเปล่า

“การจ้างคนไปยืนต่อคิวเข้าแถวยาว เราไม่ได้ทำแน่นอน ทุกคนที่ยืนต่อแถวไม่ใช่หน้าม้าแน่นอน ทุกคนเป็นตัวจริงนะ พี่กล้ารับประกัน นั่นลูกค้าล้วนๆ เลย

“แต่ก็จะมีบางคนที่เขาไม่อยากต่อคิว ก็มีการจ้างคนมายืนต่อแถว ที่จะได้กำไรลูกละ 5 บาท 10 บาท”

นั่นจึงเป็นที่มา ที่ทำให้ต้องจำกัดโควตาการซื้อต่อครั้งให้เหลือเพียงคนละ 10 ชิ้นเท่านั้น

รู้กันอยู่แล้วว่าโรตีบอยต้นตำรับมาจากมาเลเซีย แต่อาจจะไม่เป็นที่รู้จักหรือขายดิบขายดีขนาดนี้ เธอกล่าวถึงหลักในการดำเนินธุรกิจว่า…

“ง่ายๆ คือ เรามีสินค้าที่ดี ใครก็อยากมาซื้อ คือคุณภาพสินค้าเราดี เขาก็อยากที่จะกลับมาซื้อเราอีก แล้วราคาต้องไม่แพง คือที่เราไฟท์ให้ราคามาอยู่ที่ลูกละ 25 บาท มันทำให้ลูกค้าทุกระดับซื้อได้ โดยเฉพาะระดับกลางขึ้นบนก็ยิ่งซื้อได้ใหญ่ ถ้าขายแพง นักเรียน นักศึกษาก็ซื้อยาก”

อย่างไรก็ตาม ทิศทางและแนวโน้มของธุรกิจประเภทนี้ ที่เธอสารภาพว่า

“มันอาจจะอยู่ในลักษณะนี้ไม่นาน เพราะว่าคู่แข่งเยอะ ตอนนี้มีตั้งหลายแบรนด์ ที่จริงทิศทางของธุรกิจนี้อาจจะเป็นไปตามกระแส ที่ส่วนหนึ่งเราก็คิดว่าต้องรีบกอบโกย ซึ่งไม่เหมือนกับธุรกิจร้านอาหารที่ทำได้อย่างต่อเนื่อง

“คือตอนนี้พี่คิดว่าสาขามันน้อย คิวก็เลยเยอะ ถ้าหากเขาขยายสาขามากกว่านี้ คนก็อาจจะน้อยกว่านี้ แต่อย่างไรก็ต้องมีการต่อคิวกันอยู่แล้ว เพราะว่าเราทำไป ขายไป ต้องกินร้อนๆ แต่ถ้าอีกหน่อยมีการขยายสาขาทั่วกรุงเทพฯ ก็ต้องมีการกระจายยอดขายอยู่แล้ว อีกสัก 5 ปี 10 ปี มันก็คงอยู่ได้ แต่ว่าคงไม่ขายดีขนาดนี้ทุกวันหรอก มันก็คงอยู่ไปเรื่อยๆ ในสาขาที่จะอยู่ได้ คือสาขาที่ทำเลดีจริงๆ”

ที่ลืมเสียไม่ได้คือ ธุรกิจที่ขายได้และขายดี ต้องมีการทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงเป็นแฟชั่นที่เปิดตามกันเท่านั้น

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *