จะมีความสุขได้อย่างไรใน 3 โลก?

จะมีความสุขได้อย่างไรใน 3 โลก?

ผมเห็นด้วยกับ Wallace D.Wattles ผู้เขียนหนังสือคลาสสิคอมตะตลอดกาลที่ชื่อ “The Science of Getting Rich” เมื่อราวร้อยปีมาแล้ว (หรือในชื่อภาษาไทยว่า “ศาสตร์แห่งความมั่งคั่งร่ำรวย” แปลโดย ดร.วรัญญา สะอาดเอี่ยม ริเท็นนิส และคณะ : 2550) ที่ว่า คนเราควรบรรลุตัวตนสูงสุดของตนเอง ให้ครบทั้ง 3 ด้าน กล่าวคือ :-

1. ทางด้านร่างกาย (ความมั่งคั่งร่ำรวยทางวัตถุ)
2. ทางด้านความคิดจิตใจ (การเป็นที่ยอมรับ การมีชื่อเสียง การมีอำนาจ
การเป็นผู้รอบรู้ ความเฉลียวฉลาด การมีวิสัยทัศน์)
3. ทางด้านจิตวิญญาณ (การรู้แจ้ง การหลุดพ้น)

ทั้งสามด้านนี้ ไม่มีอะไรดีกว่าอะไร การมีด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไปอย่างขาดสติรู้ตัว หรืออย่างขาดสำนึกแห่งความเข้าใจในความจริงของโลกทั้งสามด้าน หรือมีเพียงด้านเดียวโดดๆ ก็อาจถือได้ว่าคนๆ นั้น ยังไม่สามารถมี “ชีวิตที่สมบูรณ์” (Whole Life)ได้

คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ หากจะสามารถบรรลุได้ (ส่วนใหญ่ไม่สามารถบรรลุอะไรได้เลยสักด้านหนึ่ง) ก็มักจะบรรลุได้เพียงด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียว เราจึงมักพบคนที่ “ร่ำรวย” แต่ไม่ค่อย “ฉลาด” หรือไม่ค่อยมี “วิสัยทัศน์” รวมทั้งไม่ค่อยจะมี “ความสุข” หรือเราอาจจะพบคนที่เฉลียวฉลาด มีวิสัยทัศน์ แต่ยังยากจน และไม่ค่อยมีความสุข หรือเราอาจพบคนที่อาจได้ชื่อว่ารู้แจ้งแล้ว หลุดพ้นแล้ว แต่ก็กลับมีคุณภาพชีวิตทางร่างกายที่อยู่ในระดับยากจน และในแง่ความคิดจิตใจแล้ว กลับเป็นคนที่ไม่ค่อยเฉลียวฉลาด นี่พูดแบบสุดขั้ว เพื่อให้สามารถเห็นภาพได้ชัดเจนกันเสียก่อน

อาจมีคนจำนวนหนึ่งที่สามารถบรรลุได้ถึงสองด้าน จากสามด้าน (เกือบทั้งหมดมักบรรลุทางด้านร่างกาย และความคิดจิตใจ ไม่ค่อยจะมีใครไปถึงด้านจิตวิญญาณ) แต่ก็ยังอาจได้ชื่อว่าเป็นผู้มีชีวิตที่ยังไม่สมบูรณ์อยู่ดี (อย่างน้อยก็ในความเห็นของ Wattles และผมก็เห็นด้วย)

ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นการกล่าวในเชิงหลักการ เพราะในความเป็นจริงนั้น ผมเชื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่คนเราจะสามารถบรรลุได้ครบถ้วนทั้งสามด้าน! แม้ว่าไม่จำเป็นเลยที่จะต้องมีทั้งสามด้านอย่างละเท่าๆ กัน ด้านละประมาณ 33.33% ก็ตาม แค่เพียงสมดุลสัดส่วนของทั้งสามด้านให้เหมาะสมสำหรับคนแต่ละคน ผมก็ว่ามันก็ยังยากอยู่ดี การจะบรรลุในด้านร่างกาย และด้านความคิดจิตใจไปพร้อมๆ กันนั้น อาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนสามารถทำได้ แต่ในด้านจิตวิญญาณนั้น ดูเหมือนว่ามันจะไม่สามารถ “เข้าคู่” กับด้านอื่นๆ ได้อย่างแนบสนิทได้เลย คนที่รู้แจ้งแล้ว หลุดพ้นแล้ว ก็กลับชืดชากับการแสวงหาความมั่งคั่งร่ำรวยทางวัตถุไปเลย แม้ว่าที่เขามีอยู่นั้นมันจะยังจัดว่าเขาอยู่ในฐานะยากจนอยู่ก็ตาม รวมทั้งเขาก็ไม่อยากแสวงหาความรู้อื่นใด ความรื่นเริงบันเทิงใจใด ไม่อยากมีอำนาจ ไม่อยากมีชื่อเสียงใดๆ ไปเลย…ถึงตรงนี้ ก็ขอย้ำอีกทีว่าทั้งสามด้านนั้น ไม่ได้มีอะไรดีไปกว่าอะไร เพราะอาจมีผู้แย้งว่า ก็รู้แจ้งแล้ว หลุดพ้นแล้ว มันก็ดีที่สุดแล้วนี่ คนเราเกิดมาก็เพื่อสิ่งนี้เพียงสิ่งเดียวมิใช่หรือ? นี่อาจเป็นเรื่องในเชิงลึก และอาจสลับซับซ้อนอยู่บ้างที่จะมาถกเถียงกันว่า การบรรลุตัวตนสูงสุดทางด้านจิตวิญญาณนั้น มันเป็นที่สุดแล้วของการเกิดมาเป็นมนุษย์ จริงหรือ!?! นี่ยังไม่นับถึงการที่จะต้องมานั่งถกเถียงกันว่า แล้วคำว่า “จิตวิญญาณ” นั้น มันหมายความว่าอย่างไร?

ผมว่าชีวิตของเรามันอาจจะง่ายกว่านี้ หากเราตัดใจมุ่งเน้นไปเลยเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ตั้งเป้าเป็นเศรษฐี เป็นมหาเศรษฐีไปเลย แม้ทั้งชีวิตเราอาจไม่ได้เป็น แต่มันก็อาจไม่ทุกข์ใจเท่านี้ หรือตั้งเป้าเป็นผู้ทรงความรู้ ผู้ทรงปัญญา มีวิสัยทัศน์เป็นเลิศไปเสียเลย โดยอาจมีความเป็นอยู่ทางวัตถุที่แค่พอมีพอกิน และลืมไปเสียเลยเรื่องจิตวิญญาณอันแสนจะยุ่งยากซับซ้อน เอาแค่เข้าวัดเข้าวา สวดมนต์ภาวนาอะไรไปตามเรื่อง ตามกระแสของสังคมที่เขาประพฤติปฏิบัติกัน ไม่ต้องไปรู้จ้งรู้แจ้ง หลุดพ้งหลุดพ้นอะไรให้มันยุ่งยากหัวใจ เอาแค่พอข้ามพ้นสถานการณ์ยุ่งเหยิงในชีวิตไปได้บ้างก็เอาแล้ว หรือแม้แต่ตัดสินใจมุ่งหน้าสู่โลกทางจิตวิญญาณ ตัดทิ้งทางโลกทั้งหมด มุ่งหน้าแสวงหาการรู้แจ้ง เพียรพยายามเพื่อหลุดพ้น ด้วยการประพฤติตนเป็นนักบวช พระ เถร เณร ชี สันยาสี โยคี ฤาษี ดาบส นักพรต พราหมณ์ ฯลฯ ไปเสียเลยรู้แล้วรู้รอด! ก็อาจจะไม่ทุกข์ใจอะไรไปมากมาย

การมีชีวิตอย่างพวกเราที่ต้องมีทั้งสามด้านดังกล่าว นับเป็นเรื่องที่ยากที่สุด ถ้าพระพุทธเจ้าท่านไม่ตัดทางโลกแห่งวัตถุทิ้งไปเสียทั้งหมด ท่านคงไม่อาจตรัสรู้ได้ ถ้าอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ไม่ตัดเรื่องความมั่งคั่งร่ำรวย และเรื่องจิตวิญญาณทิ้งไป เขาคงไม่สามารถคิดทฤษฎีสัมพัทธภาพ ที่สั่นสะเทือนโลกได้ (เขาไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไรเลย ตราบจนวันตาย และการหันมาสนใจเรื่องศาสนา อย่างศาสนาพุทธ เขาก็เพิ่งมาสนใจในช่วงปัจฉิมวัย และก็ยังไม่ได้แตกฉานอะไรมากนัก เขาเองก็ยังบ่นว่าเสียดายที่มาศึกษาศาสนาพุทธช้าเกินไป แต่ผมว่าเขาทำได้ดีแล้วละ โลกอยากได้นักวิทยาศาสตร์แบบเขามากกว่าจะอยากได้ศาสดา หรือมหาคุรุอีกคนหนึ่ง ซึ่งก็น่าจะมีอยู่มากจนเกินพอแล้ว) และถ้าบิล เกตส์ และวอเรน บัฟเฟ็ตต์ ไม่ตัดเรื่องจิตวิญญาณทิ้งไป ไม่ตัดเรื่องการแสวงหาความรู้อย่างไม่รู้จบทิ้งไป (บิล เกตส์ ลาออกจากการเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ตอนที่เขาเรียนอยู่ปีหนึ่งเท่านั้น) ไม่ใส่ใจแค่สิ่งที่จะทำเงินได้เพียงอย่างเดียวแล้ว เขาทั้งคู่ก็อาจไม่ได้ชื่อ แม้แต่จะเป็นเพียงแค่คนรวยธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น ก็เป็นได้ (พวกเขาทั้งคู่เพิ่งมาสนใจและลงมือกระทำอย่างจริงๆ จังๆ ในการอุทิศชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้คน ก็ในเวลาที่พวกเขาได้ชื่อว่าเป็นเอกอัครอภิมหาเศรษฐี อันดับหนึ่งและสองของโลกแล้วนั่นแหละ และเขาก็ทำถูกแล้ว ถ้าเขาจะทำดีตอนที่เขายังไม่ร่ำรวย ผมเกรงว่าเขาก็คงทำได้แค่ไปร้องเพลงให้คนชราบ้านบางแคฟังในวันหยุด ได้เพียงแค่นั้นเอง)

ที่ต้องการจะสื่อสารตรงนี้ก็คือ พวกเราต้องการอะไรจริงๆ ในสามด้านนั้น อย่าพยายามจะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบในทุกด้าน เพราะนอกจากจะเป็นไปไม่ได้แล้ว มันยังทำให้เราทุกข์ใจมาก มันจะกลายเป็นว่าเราไม่สามารถจะเป็นเลิศได้เลยสักด้านหนึ่ง เข้าทำนอง “โลกทางร่างกายก็วิปริต โลกทางความคิดจิตใจก็วิตถาร โลกทางจิตวิญญาณก็วิปลาส!” พวกเราต้องเน้นไปที่ด้านใดด้านหนึ่ง แล้วก็ถ่วงน้ำหนักอีกสองด้านให้พอดีๆ ถ้าต้องการเป็นเศรษฐี ก็ต้องทำใจยอมรับว่าเราอาจไม่ได้ชื่อว่าเป็นผู้รอบรู้ และก็อย่าเสียเวลาเที่ยวเสาะหาเครื่องมือความรู้อะไรให้มันฟุ้งซ่าน เอาแต่พอดี เอาแต่ที่มันจะสามารถใช้เป็นเครื่องมือเพื่อให้เราบรรลุความมั่งคั่งร่ำรวยได้ก็พอ และอาจไม่สามารถพัฒนาด้านจิตวิญญาณไปถึงขั้น “หลุดพ้น” คงพอทำได้เพียง “ข้ามพ้น” ไปได้บ้างเท่านั้น ถ้าอยากเป็นผู้ทรงความรู้ หรือแม้แต่อยากมีอำนาจ มีชื่อเสียง ก็ต้องทำใจว่าเราอาจไม่สามารถเข้าถึงแก่นแห่งจิตวิญญาณได้ (ความรู้แจ้ง การหลุดพ้น) และก็อาจทำได้เพียง “ข้ามพ้น” ไปได้บ้างเท่านั้นเช่นกัน ส่วนเรื่องเงินทองนั้นอาจมีตามมาได้ แต่ไม่มีทางที่จะไปได้ถึงมหาเศรษฐี (ยกเว้นโกง!) อาจพอไปได้ถึงระดับเศรษฐี แต่ก็นับว่าน้อยคนนักที่จะทำได้ ถ้าเรามีสติรู้ตัวว่ากำลังมุ่งเน้นที่จะไปบรรลุตัวตนสูงสุดด้านร่างกาย และด้านความคิดจิตใจแล้ว เราก็จะสามารถเรียนรู้ฝึกฝนด้านจิตวิญญาณแต่พอดีๆ ไม่ทำเป็นดัดจริตที่จะรู้แจ้ง หรือหลุดพ้น หรือดิ้นรนทุรนทุรายที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิญญาณ เพราะเท่าที่เห็นนั้น หลายคนกำลังพยายามจะทำสิ่งที่เป็นภาระหน้าที่ของพวกนักบวช ศึกษาเรียนรู้อย่างงูๆ ปลาๆ จับแพะชนแกะมั่วไปหมด มิหนำซ้ำพอสำคัญว่าตนรู้มาก ก็เลยพลอยทำให้ผู้อื่นเขาสับสน รู้อย่างผิดๆ ถูกๆ เหมือนกับตน และสุดท้าย ถ้าเราต้องการบรรลุตัวตนสูงสุดด้านจิตวิญญาณ เราก็ต้องทำใจเรื่องความมั่งคั่งร่ำรวยทางวัตถุ ที่จะสามารถไปได้ไกลที่สุด ก็อาจได้แค่ “เป็นอิสระทางการเงิน” ได้เท่านั้น ไม่มีทางที่จะเป็นเศรษฐีได้เลย (มีไม่กี่คนที่อาจได้รับการยกเว้น) ในความเห็นของผมแล้ว การบรรลุตัวตนสูงสุดทางจิตวิญญาณนั้น เป็นปฏิปักษ์อย่างถึงรากกับความมั่งคั่งร่ำรวยทางวัตถุ! และเราอาจต้องทำใจที่ไม่สามารถรอบรู้อย่างรอบด้าน ไม่สามารถบูรณาการความรู้แขนงอื่นๆ อย่างเป็นองค์รวมได้ เราอาจต้องทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อจะสามารถรู้แค่ “ทุกข์ สมุหทัย นิโรธ มรรค” แต่ไม่รู้ว่านาโนเทคโนโลยีมีความสำคัญต่อโลกและชีวิตผู้คนได้อย่างไร และไม่รู้กระทั่งว่าชาวนาจะมีชีวิตที่ลืมตาอ้าปากได้อย่างไร จะเพาะปลูกอย่างไรให้ได้ผลดี จะทำให้การเมืองเป็นไปในทางสร้างสรรค์ได้อย่างไร ฯลฯ

ในความเห็นของผม มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะบรรลุตัวตนสูงสุดทางด้านจิตวิญญาณได้ โดยที่เราก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งวัตถุ และโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน แม้บางคนอาจจะหลอกตัวเองว่าทางโลกทางธรรมทางเดียวกัน แต่คนพูดก็ยังหลงทางไปอย่างชนิดกู่ไม่กลับ! คือทางโลกก็ไม่เป็นส่ำ ทางธรรมก็ไม่เป็นท่า! ทว่าเขาก็ยังพร่ำเพ้อว่า “มาถูกทางแล้ว” เขายังไม่รู้เลยว่าเขาจะไปไหน แต่เขากลับกล้าพูดว่ามาถูกทางแล้ว นี่นับเป็นเรื่องที่วิปลาสที่สุดเรื่องหนึ่งที่คนผู้หนึ่งจะสามารถคิดได้และพูดออกมาได้!

ถ้าเราไม่แจ่มชัดว่าเราต้องการจะมุ่งเน้นไปที่โลกด้านไหน เราก็จะทำชีวิตมั่วไปหมด เราพยายามจะบรรลุโลกทางจิตวิญญาณ ทั้งๆ ที่ก็ยังไม่สามารถตัดโลกทางวัตถุออกไปจากชีวิตได้ และเราก็พยายามจะมั่งคั่งร่ำรวยทางวัตถุ ไปพร้อมๆ กับความหวังว่าจะรู้แจ้งได้ หลุดพ้นได้ ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หลายคนพยายามจะเอาหลักการแนวคิดทางจิตวิญญาณ มาใช้ มาอธิบายในเรื่องทางโลกของวัตถุ แล้วก็เสียเวลาไปทั้งชีวิตกับความมั่วเหล่านั้น มิหนำซ้ำก็อาจทำให้ผู้อื่นพลอยเวียนหัวและสับสนไปด้วย

แม้แต่เมื่อได้เลือกและตัดสินใจแล้วว่าจะมุ่งเน้นไปที่โลกด้านใด เราก็ยังต้องระมัดระวังเรื่องของ “ทิศทาง” ที่เราจะมุ่งไปในด้านนั้นไว้ไห้ดี เพราะหลายคนอาจรู้แล้วว่าตนเองจะไปไหน แต่ปรากฏว่าไปผิดทิศ ไปผิดทาง ที่นับว่าผู้คนหลงทิศผิดทางกันมากที่สุด ก็เห็นจะเป็นเรื่อง “โลกทางจิตวิญญาณ” นี่แหละ เนื่องจากมันเป็นโลกที่ดูเหมือนว่าจะลึกลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนมีเงื่อนงำมากที่สุด เอาแค่เพียงอ่านคำสอนของคุรุด้านจิตวิญญาณ แม้จะเลือกเอาจากคุรุตัวจริง ของแท้แล้วก็ตาม หากเราอ่านไปแบบคนหัวสี่เหลี่ยม เราก็อาจสับสน ไปจนถึงคับข้องใจได้เลยทีเดียว

อย่างเช่น ลองคิดดู คุรุหลายท่านสอนเราว่า “นกไม่ได้พยายามที่จะบิน มันก็แค่บินไปเท่านั้น..ต้นไม้ไม่ได้พยายามที่จะเติบโต มันก็แค่เติบโต..ดอกไม้ไม่ได้พยายามที่จะบาน มันก็แค่บานเท่านั้น” ดังนั้นมนุษย์ก็ไม่จำต้องดิ้นรนหรือพยายามอะไรให้มันวุ่นวาย ก็แค่ทำอย่างที่นก ต้นไม้ และดอกไม้มันทำเท่านั้น!?! นี่เป็นคำพูดที่คมคาย เก๋ไก๋ แต่ทำยากที่สุด จนถึงอาจทำไม่ได้เลย เพราะอะไร ก็เพราะเราเป็นคน เราไม่ใช่สัตว์ หรือพืช (นี่ยังไม่ได้พูดว่าในความเป็นจริง แม้สัตว์และพืช มันก็ไม่ได้ทำอะไรได้อย่างง่ายดายปานนั้นหรอก มันก็ต้องพยายามอย่างสุดกำลังทีเดียวเพื่อจะบิน เพื่อจะเติบโต เพื่อจะเบ่งบาน เพื่อจะมีชีวิตให้รอดได้! เพียงแต่ว่าในความพยายามของมันนั้น มันไม่ได้มีปัญหาคับข้องใจอะไร!)

ครั้นพอได้เวลาสอนอีกเรื่องหนึ่ง คุรุก็บอกกับเราว่า คนเรานั้นต่างกับสัตว์และพืช เพราะคนเรามีความคิด มีจิตใจ มีอารมณ์ การสนองตอบเพียงด้านร่างกายเท่านั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์และพืช คนเราต้องรู้จักคิด คนเราต้องมีความรู้สึก ต้องมีความรัก อันเป็นคุณสมบัติที่เราสูงส่งกว่าสัตว์และพืช !?!

เป็นอันว่าเราต้องสมบูรณ์แบบ ต้องไม่มีที่ติเลย ต้องสามารถทำได้แบบสัตว์และพืช และต้องทำให้ได้มากไปกว่าพืชและสัตว์ เพราะเราเป็นคน! คำถามมีว่า เราจะผสมผสานคำสอนของคุรุทั้งหมดเข้าด้วยกันได้อย่างไร จึงจะสามารถทำชีวิตได้ถูกต้อง!?!

ถ้าเราไม่ชัดเจน เราก็จะสับสน เพราะเรื่องทางโลกแห่งวัตถุหลายอย่างก็ต้องใช้ความรู้ทางโลกแห่งวัตถุเท่านั้นมาเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุความสำเร็จที่เราต้องการ หรือเพื่อให้ไปให้ถึงที่เราตั้งเป้าหมายอยากมี อยากทำ อยากเป็น แต่นี่หลายคนเอาเรื่องนี้ไปอธิบายเรื่องโน้น เอาเครื่องมือโน้นไปใช้แก้ปัญหาเรื่องนั้น มั่วไปหมด แล้วก็หลอกตัวเองต่อไปว่า “ทางโลกทางธรรม เรื่องเดียวกัน!” นี่ยังไม่นับการตีความคำสอนของศาสดาหรือมหาคุรุอย่างผิดพลาดวิปลาสคลาดเคลื่อน เพียงเพื่อหาเหตุผลดีๆ มารองรับพฤติกรรมวิปริตของตัวเองให้ได้เท่านั้น! และยังไม่นับถึงเรื่องที่บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตหมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝนที่จะเป็น “แม่มด” (เช่น บางคนมีอาชีพเป็น “นักขาย” แต่วันๆ เอาแต่ทำปาฏิหาริย์อยู่ในบ้าน แทนที่จะออกไปทำการขายที่นอกบ้านโน่น) และหรือฝักใฝ่แต่ในเรื่องการเป็น “หมอผี” (เช่น บางคนก็มีอาชีพเป็นนักขายเช่นกัน แต่วันๆ เอาแต่สะกดจิตระลึกชาติ หมกมุ่นมัวเมาแต่ในเรื่องหมอดู เป็นต้น) แต่พวกแม่มด หมอผี พวกนี้นี่แหละ ที่กลับมาลอยหน้าลอยตาบอกผู้คนอย่างหน้าชื่นตาบานว่าหล่อนและเขากำลังอยู่บนเส้นทางของการบรรลุทางด้านจิตวิญญาณ บางคนถึงกับหลับตาพริ้มยิ้มทั้งน้ำตา รำพึงรำพันหลอกตัวเองว่า “ฉันมาถูกทางแล้ว!” บางคนก็อาจไม่เสียสติไปถึงขนาดนั้น แต่พยายามที่จะเป็น “แม่ชี” ทั้งที่กำลังเป็นปุถุชนคนธรรมดา สุดท้ายเลยกลายเป็น “แม่ชีสมองไหล” คือพูดพร่ำแต่เรื่องธรรมะทั้งวัน สวดมนต์เช้ายันเย็น ฟังธรรมค่ำยันเช้า แต่ทว่า หล่อนก็เอาแต่เดิน “แผ่รังสีโง่” ไปทั้งวันทั่วทั้งปริมณฑล! คนพวกนี้มักรู้อะไรแค่ครึ่งๆ กลางๆ และเกือบทั้งหมดที่รู้ก็มักเป็นการ “รู้จด” และ “รู้จำ” ไม่ได้ “รู้จริง” จึงป่วยการที่จะฝันไปถึงการ “รู้แจ้ง” การรู้อะไรแค่ครึ่งๆ ไม่ได้รู้แบบทั้งหมดอย่างเป็น “องค์รวม” อย่างเป็นระบบ อย่างเข้าใจชนิด “กระจ่างแจ้งแทงตลอด” พวกเขาก็มักท่องจำสิ่งที่รู้เพียงครึ่งเดียว หรือรู้แค่เศษเสี้ยว มาบอกผู้คนด้วยคำพูดทำนองนี้ เช่น “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” แต่หล่อนหรือเขากลับไม่เข้าใจว่า “ที่ใดมีรักที่นั้นมีสุข” อยู่ด้วยเช่นกัน คนพวกนี้จึงมีชีวิตอยู่ที่อาจเรียกได้ว่า “กึ่งดิบกึ่งดี” หรือ “ครึ่งผีครึ่งคน” ไปในที่สุด

บางคนก็ตะแบงตีความคำสอนของคุรุให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของตน อย่างเช่น ที่ดีพัค โชปรา ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขา ว่าด้วย “กฎแห่งความพยายามให้น้อยที่สุด” นั้น ไม่น่าเชื่อว่ามีคนเสียสติไปตีความว่า คือการที่เมื่อต้องการอะไรแล้ว ก็ไม่ต้องไปทำอะไรมาก แค่ “ขอ” แล้วก็ “เชื่อ” แล้วก็ “รอรับได้เลย” แค่นั่งๆ นอนๆ แถกเหงือกไปวันๆ คิดถึงแต่สิ่งที่ต้องการ ทำอารมณ์ดีไว้ตลอดเวลา สะกดจิตสะกดใจตัวเอง พูดหลอกตัวเองให้ได้ตลอดเวลาว่า “มันกำลังมา..มันกำลังมาแล้ว..มันกำลังจะมาถึงแล้ว!”

บางคนก็ทำในสิ่งที่วิตถารไปกว่านั้น ด้วยการหา “ทางลัด” หา “ตัวช่วย” แทนที่จะลงมือทำในสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้สิ่งที่ต้องการนั้นบรรลุผล ก็กลับนั่งลงสวดมนต์เช้าเย็น เลือกเอาบทสวดมนต์ที่ขลังที่สุด สวดแล้วมีแต่ได้ไม่มีเสียที่สุด (มีบางคนสติฟั่นเฟือนถึงขนาดเชื่อว่ามีบทสวดที่หากสวดเป็นประจำแล้ว สิ่งดีๆ จะมีมาไม่ขาดสาย และสิ่งร้ายๆ ก็จะหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในบรรดาความฟั่นเฟือนทั้งหลายในโลกนี้ นี่นับเป็น “ที่สุด” แห่งความฟั่นเฟือนที่วิปลาสที่สุดในโลก แต่เป็น “ที่สุด” ชนิดที่กินเนสบุ๊คส์ออฟเรคคอร์ดยังขยะแขยงและรังเกียจเดียดฉันท์ที่จะบันทึกไว้ให้เป็นเสนียดจัญไรกับหนังสือของเขา!) บางคนเปลี่ยนที่อยู่เพื่อหาฮวงจุ้ยที่ดีที่สุด ไปพบเทพ พบเทวดา พบร่างทรง พบหมอดู พบหมอผี เพื่อขอคำชี้แนะ หาเครื่องมือทั้งการระลึกชาติ การสะกดจิต การสั่งจิตใต้สำนึก ฯลฯ สารพัดสารพัน มุ่งเน้นแนวไสยศาสตร์และอิทธิปาฎิหาริย์ คือทำทุกอย่างที่จะสามารถทำได้ ยกเว้นลงมือทำสิ่งที่ต้องทำจริงๆ อย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แล้วก็หลอกตัวเองว่า นี่แหละคือ “การพยายามให้น้อยที่สุด” นี่แหละ “มาถูกทางแล้ว!”

หลายคนชอบคำสอนของโชปราในข้อนี้ เพราะมันสามารถตีความให้สอดคล้องกับนิสัยที่เกียจคร้านของเขาได้ เขามีนิสัยนอนตื่นสาย ไม่มีระเบียบวินัยในชีวิตและในการทำงาน เขาชอบชีวิตที่ “อิสระ” แต่ไม่สนใจเรื่อง “ความรับผิดชอบ” เขาคร้านที่จะลงมือทำในสิ่งที่ต้องทำ แต่เขาเลือกทำอะไรแค่นิดๆ หน่อยๆ แล้วเที่ยวมองหา “ตัวช่วย” หา “ทางลัด” แล้วก็หลอกตัวเองและผู้อื่นว่า นี่ไง..การพยายามให้น้อยที่สุด! นี่แหละ..มาถูกทางแล้ว! นี่ไง “เสน่ห์” ของความพยายามให้น้อยที่สุด

ก็สุดแท้แต่เราจะเชื่อหรือไม่ แต่ปรากฏหลักฐานเป็นที่แน่ชัดมาทุกยุคทุกสมัย (ต้องขออภัย ผมไม่อยากยกหลักฐานทางวิชาการใดมาอ้างอิงให้มันพะรุงพะรัง แต่ถ้าใครต้องการ ผมก็พร้อมจะแสดงให้ดู) ว่า คนที่จะประสบความสำเร็จในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือในวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่งได้นั้น จะต้องมี “ชั่วโมงบิน” (การฝึกฝนอย่างหนัก และอย่างชาญฉลาดด้วย ไม่ใช่เอาแต่ขยันแต่โง่ และต้องผ่านการลงมือทำมาอย่างโชกโชน) ในเรื่องนั้นๆ เป็นเวลาอย่างน้อย “10,000 ชั่วโมง” ขึ้นไป ไปด้วยกันทั้งสิ้น นั่นแหละ จึงจะสามารถพอหวังได้ว่าเขาจะได้รับในสิ่งที่เขาอยากมี อยากทำ อยากเป็น ได้!

มาถึงตรงนี้ ก็อาจมีคนตั้งคำถามว่า ถ้างั้นคำสอนของดีพัค โชปรา ก็ผิดน่ะซี? โชปรา ไม่ได้สอนผิดหรอกครับ คำสอนเรื่องความพยายามให้น้อยที่สุดของเขานั้นไม่ผิด แต่มันไปวิปริตตรงที่มีคนขี้เกียจแถม ขี้โกงเอาไปตีความเข้าข้างตัวเองอย่างข้างๆ คูๆ อย่างเอาแต่ได้ถ่ายเดียว เพื่อจะได้ไม่ต้องลงมือทำอะไรให้มันมากๆ ให้มันยากๆ เท่านั้น ถ้าจะประยุกต์คำสอนของโชปรา เรื่อง “กฎแห่งความพยายามให้น้อยที่สุด” กับ “กฎหนึ่งหมื่นชั่วโมงบินขึ้นไป” แล้ว ก็อาจอธิบายได้ว่า เราต้องปฏิบัติหนึ่งหมื่นชั่วโมงบินของเราให้ได้อย่างไม่ต้องวิตกกังวล ต้องไม่เครียดจนเกินไป ต้องไม่รู้สึกว่ามันเป็นภาระ เป็นทุกข์ ต้องสามารถปล่อยวางผลลัพธ์ ต้องมีความสุขกับวิถีแห่งการเดินทาง ซึ่งถ้าเราสามารถค้นพบได้ว่าอะไรเป็นความถนัดแท้จริงของเราได้ และเรากำลังไปมีประสบการณ์พัฒนาความถนัดนั้นของเราแล้ว เราก็จะไม่รู้สึกว่ามันหนักหน่วงอะไรเลย เราจะไม่สามารถแยกได้ด้วยซ้ำว่าการทำงานและการพักผ่อนมันต่างกันอย่างไร เพราะมันกลายเป็นเรื่องเดียวกันไปแล้ว! กล่าวโดยสรุปก็คือ ความพยายามให้น้อยที่สุดนั้น ก็คือการที่ต้องทำอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายหลายอย่าง อย่างหนัก อย่างขยันขันแข็ง อย่างมีระเบียบวินัย อย่างเข้มงวด อย่างต่อเนื่อง อย่างมีจังหวะและระยะเวลา อย่างเป็นขั้นเป็นตอน แต่ทว่าในทั้งหมดนั้น ก็..อย่างมีความสุขอย่างยิ่ง! ไม่ใช่ไปตะแบงตีความว่าคือการไม่ต้องทำอะไรเลย แค่หาตัวช่วย แค่หาทางลัด แค่หาสูตรเด็ด แค่ไสยศาสตร์อย่างเดียวเท่านั้น ก็สร้างปาฏิหาริย์ได้แล้ว! ครั้นมีคนเขามาช่วยติติง ก็ยังหันไปเถียงเขาอีกว่า “ไม่ใช่แค่โชปราคนเดียวที่ไหนที่จะคิดเรื่องนี้ได้ คนอื่นเขาก็คิดเรื่องความพยายามให้น้อยที่สุดในความหมายและมิติอื่นๆ ได้เหมือนกัน! อย่ามายุ่งกับชีวิตฉัน ทางใครทางมัน ฉันมาถูกทางของฉันแล้ว” นี่ไงครับ ที่ภาษิตจีนว่าเอาไว้ว่า “คนบางคนนั้น ขนาดสวรรค์เปิดประตูรอรับแล้วยังไม่ยอมเข้าไป แต่นรกปิดประตูลั่นดาลแน่นหนากลับไปเคาะเรียก ตัวสั่นเร่าๆ แถมเขย่าจะขอเข้าไปให้ได้!”

ที่ผมต้องยกตัวอย่างเรื่องนี้อย่างละเอียด ก็เพื่อให้พวกเราได้เห็นภาพว่า เมื่อเราจะเอาทั้งหมด ทั้งโลกแห่งวัตถุ (ทางร่างกาย) โลกแห่งวิสัยทัศน์ (ความคิดจิตใจ) และโลกแห่งการหลุดพ้น (จิตวิญญาณ) อย่างไม่จำแนก ไม่แยกหลักแยกรอง ไม่รู้ว่าอะไรสำคัญกว่า ซึ่งต้องทำก่อน เราก็ต้องระมัดระวังให้ดี เพราะมันอาจจะพัวพันกันจนมั่วไปหมด และมันอาจจะทำให้เราเป็นทุกข์ที่ไม่อาจจะบรรลุอะไรได้เลยสักด้านหนึ่ง และที่สำคัญ มันอาจทำให้เรากลายเป็น “เหยื่อ” เหมือนคนจำนวนมากมายในสังคม เพราะผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังสนสนวุ่นวายใจในเรื่องทั้งหมดนี้ โดยเฉพาะเรื่อง “โลกทางจิตวิญญาณ” แต่กลับมี “คนบ้า” บางคน ที่กำลังเรียนวิชาแม่มด หมอผี กลับมาประกาศตนเป็นผู้รู้ทางจิตวิญญาณ เชี่ยวชาญทางศาสนา ออกมาพูดนั่นนิด เขียนนี่หน่อย อย่างผิดๆ ถูกๆ แต่ส่วนมากผิด! ผู้คนที่สับสนอยู่แล้ว เลยยิ่งเวียนหัวหนักยิ่งขึ้นไปอีก นี่คือเหตุผลว่าทำไมหนังสือในแนว “นานาสารพัดกรรม” ทั้งหลายจึงขายดี ทำไมคนที่อวดอ้างว่าตนสามารถสแกนกรรมได้ เอ๊กซ์เรย์กรรมได้ เป็นองค์อวตารของพระนารายณ์สามารถถอดกายย้ายวิญญาณย้อนไปแก้กรรมให้ผู้คนได้ จึงต่างร่ำรวยไปตามๆ กัน แจ๊ค เทร้าท์ กูรูด้านการตลาดคนสำคัญ เคยพูดว่า “มีคนโง่เกิดใหม่ทุกวัน และมีคนที่โง่น้อยกว่าเขาหน่อยนึง มีของมาขายให้เขาได้”

บางคนศึกษาเรียนรู้ด้านจิตวิญญาณมากไป ทั้งๆ ที่ก็ยังอยาก (หรือยังจำต้อง) อยู่ในโลกแห่งวัตถุ ก็ต้องมาประสบกับความคับข้องใจ เพราะไม่อาจสร้างความสำเร็จทางการเงินได้ ชืดชากับเกียรติยศชื่อเสียง ไม่อยากฟัง ไม่อยากอ่านหนังสือแนวอื่นอีกแล้ว เบื่อการเบื่องาน หรือบางทีก็เบื่อๆ อยากๆ ไม่ว่าจะหยิบฉวยจับทำอะไร ก็ให้รู้สึกว่าทำไมมันถึงได้ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกับ ติดสนุ้กหนุบหนับอะไรอยู่ก็ไม่รู้ได้ ผมจึงเห็นด้วยกับ OSHO อย่างยิ่งที่เขาได้กล่าวไว้ในคำสอนของเขาว่า “ความอยากที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก คือการอยากเปลี่ยนผ่านด้านในของตัวเรา ความอยากเรื่องเงินทองไม่สามารถเทียบได้…ความอยากเรื่องอำนาจ เรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ก็ไม่สามารถเทียบได้…ความอยากที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือความต้องการทางด้านจิตวิญญาณ และเมื่อท่านตกลงไปในความต้องการนั้น ท่านก็จะทุกข์ทรมานตลอดไป การเปลี่ยนผ่านเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่ต้องไม่ใช่มาทางความอยาก การเปลี่ยนผ่านเป็นไปได้หากมาจากการผ่อนคลาย จากการปล่อยวาง และจากการยอมรับทุกอย่างโดยไม่มีเงื่อนไข พวกเราต้องเข้าไปในปรากฏการณ์นี้ เพราะนี่คือสิ่งที่เป็นหัวใจในสถานการณ์ของทุกคน…..”

แม้ผมจะเห็นด้วยกับ OSHO แต่ผมก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะทำได้ หากเราอยากบรรลุโลกทางจิตวิญญาณ ในขณะที่ก็ยังไม่อาจตัดโลกด้านอื่นๆ ออกไปจากชีวิตได้ เลิกหลอกตัวเองและผู้อื่นได้แล้วว่าทางโลกทางธรรมทางเดียวกัน (มันอาจเป็นทางเดียวกัน หากเราอธิบายมันได้อย่างรู้จริง อย่างถูกต้องเหมาะสม และอย่างสร้างสรรค์ เฉกเช่นที่ท่านพุทธทาสท่านสอนว่า “การทำงานก็คือการปฏิบัติธรรม” นี่จึงจะนับว่าเป็นเรื่องเดียวกันได้) ที่เราจะสามารถทำได้ก็คือ ถามตัวเองว่าต้องการอะไรจริงๆ ในชีวิต ต้องการบรรลุตัวตนสูงสุดในโลกด้านใด แล้วก็จงมุ่งเน้นไปที่โลกด้านนั้นเป็นสำคัญ ทำสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุในโลกด้านนั้น ส่วนโลกด้านอื่นก็ถ่วงดุลมันไว้ อย่าให้หายหกตกหล่น แม้มันอาจจะไม่เข้มข้นเท่าโลกที่เราอยากมี อยากทำ และอยากเป็น ก็ตาม ก็ไม่ต้องไปรู้สึกคับข้องใจ

ถ้าต้องการบรรลุ “โลกทางด้านร่างกาย” หรือ “โลกทางวัตถุ” หรือ “โลกแห่งความมั่งคั่งร่ำรวยทางการเงิน” ก็จงมุ่งไปอย่างมี “ทิศทาง” ที่ถูกต้อง เข้าไปอยู่ในธุรกิจที่ถูกต้อง มีสินค้าและบริการที่ถูกต้อง อยู่กับกลุ่มคนที่ถูกต้อง อยู่ในจังหวะและเวลาที่ถูกต้อง และที่สำคัญ ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วย ศึกษาเรียนรู้จากผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อย่างถูกคน ถูกวิธี มีผู้รู้มากมายที่สามารถสอนให้เราสามารถ “รวยอย่างมีคุณธรรมและมีความสุขไปพร้อมๆ กัน” ได้ บิล เกตส์ , วอเรน บัฟเฟ็ตต์ , เซอร์ริชาร์ด แบรนสัน ฯลฯ เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมในข้อนี้ พวกเขาโดดเด่นในการบรรลุตัวตนสูงสุดใน “โลกทางร่างกาย” (หรือโลกทางวัตถุ) แต่พวกเขาก็มีวิสัยทัศน์ และเป็นคนดีที่ทำคุณประโยชน์มากมายให้กับผู้คนและโลกใบนี้ แม้อาจไม่นับได้ว่าเขาหลุดพ้นแล้ว รู้แจ้งแล้วก็ตาม ซึ่งพวกเขาก็ไม่พยายามดัดจริตว่าจะเป็นเช่นนั้นให้ได้

ถ้าต้องการบรรลุ “โลกแห่งความคิดจิตใจ” ก็จงมุ่งไปอย่างมีทิศทางที่ถูกต้อง จงไปมีชื่อเสียงด้วยการไปอยู่ให้ถูกที่ถูกเวลา ถูกวงการ ไปอยู่กับกลุ่มคนที่จะสามารถพาเราขึ้นสู่ที่สูงได้อย่างถูกต้องเหมาะสม จำไว้ว่า “พญาอินทรีจะไม่ไปคลุกคลีกับอีแร้ง!” อย่าแสวงหาการยอมรับ หรือการมีชื่อเสียง เพียงเพื่อลบปมด้อยของตัวเอง จงไปมีอำนาจ หากมันจะสามารถทำให้เราบรรลุฝันอันสูงสุดของเราได้ และมันจะทำให้เราทำคุณประโยชน์ต่อผู้อื่นและโลกใบนี้ได้มากยิ่งขึ้น แต่อย่ามีอำนาจเพื่อสนองอัตตาผิดๆ ของตนเอง จงไปเป็นผู้รอบรู้ ผู้ทรงปัญญา ด้วยความสามารถที่จะบูรณาการศาสตร์ต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ มีวิสัยทัศน์ที่จะมองเห็นป่าทั้งป่า และเห็นต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่งในป่านั้นไปพร้อมๆ กันได้อย่างชัดเจน จงอย่าแสวงหาความรู้ไปอย่างไร้ทิศทาง บางคนเรียนรู้ทุกอย่างที่ขวางหน้า เพียงเพื่อจะเอามาเป็น “ป้ายติดหน้าอก” ประกาศให้คนยอมรับเท่านั้น และหลายคนก็ทำในสิ่งที่ผมพูดอยู่บ่อยๆ ว่า “เอาแต่คลานหาเหรียญอยู่ใต้เสาไฟ เอาแต่แอบฟังอะไรก็ไม่รู้อยู่ข้างผนังตึก” อยู่ทั้งชีวิต เขาเรียนรู้ศาสตร์ทุกแขนงด้วยความอยากรู้อยากเห็น ด้วยความสนุกสนาน รื่นเริงบันเทิงใจ แต่ไม่สามารถเอามาบูรณาการให้เป็น “องค์รวม” อันจะนำไปเป็นประโยชน์แก่ผู้คนและโลกใบนี้ได้เลย ตัวอย่างคนที่มุ่งเน้นโลกด้านนี้ได้อย่างมีทิศทางที่ถูกต้อง โดยที่ก็ไม่ได้เสียสมดุลของโลกด้านอื่นไป ก็เช่น สตีเฟ่น อาร์ โควีย์ , โธมัส เจ ปีเตอร์ส , อัลวิน ทอฟเลอร์ เป็นต้น พวกเขาอาจไม่เคยติดกลุ่มอภิมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ที่นิตยสารฟอร์จูนได้จัดอันดับอยู่ทุกปี แต่ก็ไม่มีใครสามารถเถียงได้ว่า พวกเขานั้นไม่ได้ร่ำรวย และแม้พวกเขาอาจไม่ได้ชื่อว่าเป็นคุรุด้านจิตวิญญาณ พวกเขาอาจจะยังไม่ได้หลุดพ้นหรือรู้แจ้ง แต่พวกเขาก็สามารถ “ข้ามพ้น” และ “รู้กระจ่าง” อยู่บ้างตามสมควร

ถ้าเราต้องการบรรลุ “โลกแห่งจิตวิญญาณ” ก็เช่นเดียวกัน เราก็ต้องมุ่งไปใน “ทิศทาง” ที่ถูกต้อง ต้องมุ่งที่การรู้แจ้งอย่าแท้จริง มุ่งที่การหลุดพ้นอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำเป็นสนใจเรื่องจิตวิญญาณเพียงเพื่อเอาไว้ให้ผู้คนยอมรับ เอาไว้ข่มคนอื่น หรือสนใจด้านจิตวิญญาณเพราะเอาดีด้านอื่นไม่ได้แล้ว เหลือแค่เรื่องนี้เรื่องเดียวที่ผู้คนในโลกเขาก็ยังสับสนกันอยู่ ตนเองก็เลยถลาถลำเข้าไปเพื่อสร้างอะไรพิเศษให้ตนเองอย่างผิดทิศผิดทาง ผิดวิธี อย่างน้อยการทำเป็นมาสนใจด้านนี้ก็ทำให้ผู้อื่นจับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน เพราะคนอื่นก็กำลังสับสน มึนไปหมดอยู่เหมือนกัน คนกลุ่มนี้มักเข้าไปทำกิจกรรมมั่วไปหมด หมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องแม่มด หมอผี แม่ชีสมองไหล เทพไท้เทวา เทวดาต๊ะติ๊งโหน่ง ฯลฯ เราต้องมีครูที่ “ถูกคน” ที่จะช่วยชี้นำ ชี้แนะเราในเรื่องนี้ เราต้องอ่านหนังสือให้ “ถูกเล่ม” อย่างมีสติรู้ตัว และเราต้องปฏิบัติด้วยวิธีการที่ “ถูกต้อง” ต้องเข้าให้ถึง “เทพองค์ใหญ่ตัวจริง” ให้ได้ อย่าไปเสียเวลากับเทพองค์เล็กเกินไป บางคนเพียงไปได้พบแค่ “สัมภเวสีขี้เรื้อนเร่ร่อน” เท่านั้น ก็ทำเป็นกระดี๊กระด๊า เริงร่า ระริกระรี้ ดังกระดี่ได้น้ำ ทรุดตัวลงนั่ง ปูผ้าขาวกราบไหว้บูชา ยกให้เป็น “องค์ศาสดา” ไปเลยทีเดียว บางคนถือโอกาสนอนร่วมเตียงเป็นผัวเมียกับเทพไท้เทวานั้นไปด้วยเลยก็มี! นี่เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังให้จงหนัก ที่ผู้ซึ่งใฝ่ใจจะบรรลุ “โลกแห่งจิตวิญญาณ” ต้องไม่เผลอตกลงไปในหลุมดำนี้ ตัวอย่างคนที่มุ่งเน้นโลกด้านนี้ ทว่าก็สามารถสมดุลโลกด้านอื่นได้ดี ก็เช่น ดีพัค โชปรา , กฤษณะ มูราติ , โอโช่ เป็นต้น คนเหล่านี้โดดเด่นด้านการเป็นคุรุทางจิตวิญญาณ แต่เขาก็รอบรู้ มีวิสัยทัศน์ และมีฐานะทางวัตถุอยู่ในขั้นเศรษฐี โอโชนั้น เป็นที่รู้กันว่าเขาใช้รถยนต์ยี่ห้อ “โรล์สรอยส์” เลยทีเดียว นี่ถ้าเขาไม่ได้ตายไปตั้งแต่อายุ 59 ปี เมื่อหลายปีก่อน ป่านนี้เขาอาจซื้อเครื่องบินส่วนตัวไว้ใช้แล้วก็ได้

สิ่งที่ต้องตราไว้ในใจก็คือ หากเรามุ่งเน้นด้านใดด้านหนึ่ง เราก็ต้องทำใจยอมรับความพร่องของอีกด้านหนึ่งให้ได้ อย่าพยายามเอาศาสตร์ด้านใดด้านหนึ่งไปอธิบายเรื่องของโลกอีกด้านหนึ่ง เพราะมันจะยิ่งทำให้เราสับสน และคับข้องใจ แน่นอนว่าในทุกโลก (3 โลก) มันมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอยู่เป็นหนึ่งเดียว แต่เรายังไม่แตกฉานพอที่จะสามารถเชื่อมโยงมันได้อย่างแนบเนียนเป็น “ผ้าทั้งผืน” ได้ ถ้าเรายังจะพยายามทำเช่นนั้น มันก็อาจปรากฏผลออกมาพิกลพิการ เป็น “หัวมังกุ ท้ายมังกร กลางวันหอน กลางคืนเห่า เช้าขัน” ไปได้เหมือนกัน คือไม่รู้กลายเป็นสัตว์อะไรแน่ไปแล้ว กลายเป็นทุกอย่างมันวิปริตผิดพลาด วิปลาสคลาดเคลื่อนไปหมด

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อเรากำลังมุ่งเน้นไปที่ด้านใดด้านหนึ่งอย่างมีสติรู้ตัว เราก็จะสามารถอ่อนน้อมถ่อมตนในอีกสองด้านที่เหลือ และรู้จักเลือกที่จะปฏิบัติ หรือนำความรู้ในสองด้านนั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างเหมาะสม พอดีๆ ที่น่าสังเวชที่สุดก็คือ คนจำนวนมากกำลังทำชีวิตเสมือนเป็น “นักบวช” ทั้งๆ ที่เขาก็ไม่ได้ต้องการจะเป็นจริงๆ หรือไม่สามารถจะเป็นได้จริงๆ พวกเขาจึงมีชีวิตที่อาจเรียกได้ว่า “อยู่ก็ไม่สบาย ตายก็ไม่สะดวก” ไปจนตลอดชีวิต!

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าท่านจะ “เลือก” และ “ตัดสินใจ” เช่นไร ผมก็ยังคงจะขอให้ท่านถามตัวเองอีกสักครั้งว่า นี่เป็นสิ่งที่ท่านเกิดมาเพื่อจะทำมันได้ดีที่สุดแล้วหรือไม่ และมันทำให้ท่านสามารถทำประโยชน์ให้กับผู้คนและโลกใบนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดแล้วใช่ไหม ถ้าคำตอบทั้งสองข้อมันออกมาว่าใช่ ด้วยหัวใจของท่านจริงๆ ไม่ใช่หลอกตัวเองแล้วละก็ ขอได้โปรดรับการคารวะอย่างจริงใจและอย่างหมดหัวใจจากผมด้วยเถิด

ขออวยพรให้ทุกท่านจงมีชีวิตอยู่ในสามโลก ด้วยการเลือกและตัดสินใจที่ถูกต้อง อย่างมีสติรู้ตัว อย่างมีสำนึก และอย่างมีความสุข

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *