จน-ไม่ได้เรียน-เครียด-ฆ่าตัวตาย

จน-ไม่ได้เรียน-เครียด-ฆ่าตัวตาย
• คุณภาพชีวิต
ปัญหาใหญ่ที่ต้องรีบเยียวยาแก้ไข

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเงินคงคลังที่น้อยลง การขาดสภาพคล่องเงินหมุนเวียนภายในประเทศ และเรื่องที่รัฐบาลประกาศให้ค่าเงินบาทลอยตัว ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ส่งผลทำให้สินค้าอุปโภค-บริโภคต่างพากันถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อการดำรงชีพของประชาชนทำให้เกิดความเครียดร้อนอย่างหนัก ซึ่งความ เครียดที่เกิดขึ้นจะมาก-น้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกันไป

ทั้งนี้ปัญหาด้านความเครียดบางครั้งอาจส่งผลไปถึงการตัดสินใจ “ฆ่าตัวตาย” โดยมีสาเหตุไม่ต่างอะไรไปจากที่ผ่านมา ซึ่งปัญหายอดนิยมการตัดสินใจลาโลกส่วนใหญ่จะมาจากเรื่องความรัก การเรียน น้อยใจครอบครัว หรือหลายสาเหตุผสมผสานรวมกัน จนกลายเป็นว่ามีเรื่องหนึ่งเรื่องใดทำหน้าที่ “ฟางเส้นสุดท้าย” ทำให้ชีวิตต้องจากไปอย่างน่าเสียดาย

ล่าสุดสังคมไทยต้อง ช็อก กับ ข่าวสลดเกี่ยวกับการตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองของ น.ส.สุชชญา แก้วสมชาติ อายุ 18 ปี นักเรียนชั้น ม.6 ใช้เชือกไนลอนผูกคอตัวเองโยงกับขื่อกลางบ้านฆ่าตัวตาย เหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 68 หมู่ 7 ต.ต้นโพธิ์ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ส่วนสาเหตุที่ทำให้นักเรียนสาวคิดสั้นมาจากเรื่องผู้ตายฝ่าอุปสรรคโดย สามารถสอบแอดมิชชั่นติดมหาวิทยาลัยศิลปากรเพชรบุรี คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร แต่ด้วยความที่ทาง บ้านฐานะยากจน ไม่สามารถ หาเงินไปลงทะเบียนเรียนเป็นนักศึกษาใหม่ได้ทันตามกำหนด เลยเกิดความเครียดก่อเหตุสลดดังกล่าวอย่างไรก็ตามการติดสินใจฆ่าตัวตายของนักเรียนที่ผิดหวังเรื่องการเรียน ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง สร้างความสูญเสียให้กับคนที่อยู่ข้างหลังเป็นอย่างยิ่ง

ทั้งนี้หลังเกิดเรื่อง นายสุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการอุดมศึกษา(กกอ.)ออกมาเปิดเผยว่า รู้สึกเสียใจและเสียดายมากเพราะเด็กมีความพยายามจนสามารถติดมหาวิทยาลัย แต่ต้องมาจบชีวิตเพราะสาเหตุไม่มีเงินไปลงทะเบียน ปัญหาเรื่องนี้เป็นปัญหาที่น่าห่วงใยมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค.สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)ได้ ทำหนังสือเวียน ไปยังมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ขอให้ผ่อนผันการขยายเวลาลงทะเบียนจากนักศึกษาใหม่ ที่มีสิทธิกู้ยืมเงินจากกองทุนกู้ยืมที่ผูกติดกับรายได้ในอนาคต(กรอ.)และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)ออกไปก่อน เพราะนักศึกษาทุกคนมีสิทธิกู้ยืมเงินจากกองทุนฯ อยู่แล้วไม่ว่าทางบ้านจะมีฐานะหรือไม่มีฐานะก็ตาม ทั้งนี้ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยต่าง ๆ เปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้าปรึกษาขอผ่อนผันการลงทะเบียนได้ แต่ส่วนใหญ่ อาจจะไม่กล้าเข้าไปสอบถาม ส่งผลให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น

นายสุเมธ กล่าวด้วยว่า ได้รายงานปัญหาที่เกิดขึ้นให้ นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รมช.ศึกษาธิการ ทราบแล้ว ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)ได้ จัดตั้งศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือ นักศึกษาที่ไม่มีเงินลงทะเบียน รวมถึงนักศึกษายากจน ไม่มีเงินเป็นค่าเดินทางมาลงทะเบียน และนักศึกษาที่มีปัญหาทางการเงินต่าง ๆ สามารถโทรศัพท์ติดต่อมาที่เบอร์ 0-2576-5777 ตลอด 24 ชั่วโมง จากนั้นเจ้าหน้าที่ สกอ.จะประสานความช่วยเหลือและติดต่อกลับไปยังนักศึกษาเอง

ด้าน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวหลังการประชุมหารือเกี่ยวกับการขยายหลักเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำของครอบครัว ผู้ที่จะมีสิทธิกู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)ร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่กระทรวงศึกษาธิการ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าต้อง ขยายหลักเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำของครอบครัว จากเดิมไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี เป็น 200,000-250,000 บาทต่อปี เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เดือดร้อนสามารถกู้ได้มากขึ้น ถือเป็นเรื่องดี แต่มีข้อเสียที่อาจมีเด็กบางคนมาขอกู้เงินและนำเงินไปใช้ผิดประเภท

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า คงต้องกลั่นกรองให้ผู้ที่เดือดร้อนจริง ๆ ได้กู้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาอย่างแท้จริง ทั้งนี้ข้อสรุปดังกล่าวจะต้องเสนอต่อคณะกรรมาร กยศ.เพื่อพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง และจะเนินการให้ทันใช้ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551 ทั้งนี้การขยายหลักเกณฑ์ดังกล่าว ไม่ใช่เพราะมีเด็กฆ่าตัวตายแล้วถึงจะมาแก้ไข หรือ วัวหายล้อมคอก แต่เป็นสิ่งที่เราจะทำอยู่แล้ว เนื่องจากเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานาน

ขณะที่หนึ่งชีวิตต้องจากไปอย่างไม่มีวันคืนมาได้ นักเรียนที่ประสบปัญหาเดียวกันต่างออกมาร้องขอความช่วยเหลือ โดยก่อนหน้านี้ กองบรรณาธิการ “เดลินิวส์” ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือจาก นางกฤตยา นามเจริญ อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 86/6 หมู่ 6 ซอยประชาอุทิศ 113 แขวง-เขตทุ่งครุ ว่า น.ส.อลิสา หรือเอ้ เมธีชน อายุ 18 ปี ลูกสาวสามารถทำคะแนนแอดมิชชั่นติดคณะวิทยาศาสตร์สาขาสถิติประยุกต์ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แต่ไม่มีทุนการศึกษา เนื่องจากตัวเองป่วยเป็นโรคเบาหวาน ไม่สามารถทำงานหาเงินส่งให้ลูกเรียนได้ ทั้งนี้เมื่อทาง “เดลินิวส์” ทราบข้อมูลพร้อมตรวจสอบอย่างแน่ชัด จึงได้ ทำหน้าที่สื่อมวลชนเสนอข่าวช่วยเหลือทันที ปรากฏว่ามี ผู้ใจบุญหลั่งไหลเสนอตัวยื่นมือช่วยเหลือ เรื่องการเรียนของน้องเอ้ อย่างไม่ขาดสาย

เช่นเดียวกับรายของ นายปกรณ์พล มงคลวงศ์ อายุ 18 ปี สอบติดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีประสบปัญหาขาดทุนการศึกษา เนื่องจากฐานะทางบ้านยากจน กระทั่ง คนสวยน้ำใจงาม น้อง เจี๊ยบ-ลลนา ก้องธรนินทร์ อดีตนางสาวไทย ปี 49 ดารานักแสดง-พิธีกรชื่อดัง ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทราบเรื่องความเดือดร้อนของว่าที่นักเรียนแพทย์รุ่นน้อง รีบติดต่อเข้ามาช่วยเหลือทันที โดยไม่ได้หวังอะไรตอบแทน สาเหตุเป็นเพราะประทับใจในความตั้งใจของนายปกรณ์พลที่ตั้งใจเรียนเพื่อสำเร็จออกมาเป็นหมอที่ดี ขณะที่ นายเจริญสุข กัญโคตร เพื่อนของนายปกรณ์พลที่ประสบปัญหาทางบ้านยากจน โดยสามารถสอบติดคณะเดียวกันกับนายปกรณ์พล ก็ได้รับการยื่นมือช่วยเหลือจากผู้ใจบุญด้วยเช่นกัน

ตัวอย่างที่ยกมาให้เป็นเป็นเด็กนักเรียนที่ โชคดี ได้รับโอกาสจากผู้ใจบุญ ยื่นมือช่วยเหลือจนสามารถเรียนต่อได้อย่างที่ตั้งใจเอาไว้ ขณะเดียวกันยังมี เด็กอีกหลายคนที่ไม่มีโอกาสหรือโชคดีเหมือนกับเด็กเหล่านี้ บางคนคิดมากหาทางออกไม่ได้เกิดความเครียด ลงมือก่อเหตุ ลักทรัพย์เหมือนอย่างกรณีนักเรียนสาว ม.6 ชาวชัยภูมิ ฐานะยากจน ไม่มีค่าเทอม หารายได้พิเศษช่วงปิดเทอมเป็นคนใช้บ้าน ส.ส.คนหนึ่ง เมื่อสบโอกาสกลับเปลี่ยนบทบาทตัวเองเป็น หัวขโมย สุดท้ายถูกตำรวจจับดำเนินคดี อนาคตดับวูบ อย่างไม่ควรจะเป็นที่หนักสุดเห็นจะเป็นกลุ่มเด็กที่ตัดสินใจหนีปัญหาชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย สุดท้ายผู้ที่เจ็บปวดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ใครที่ไหนก็คือ “ครอบครัว” นั่นเอง คงต้องฝากไปถึงภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รีบหาทางเยียวยาแก้ไข อย่างเร่งด่วน ทั้งนี้เพื่อจะได้ไม่เกิด ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย มีนักเรียนสังเวย กับเรื่องการศึกษาขึ้นมาอีก

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) รายงานว่าปี 50 พบคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จ 3,458 คน คิดเป็นอัตรา 5.48 ต่อประชากรแสนคน ในจำนวนนี้เป็นชาย 2,703 คน หญิง 755 คน โดยในปีนี้ตั้งเป้าว่าจะมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จไม่เกิน 5.3 ต่อประชากรแสนคน หรือไม่เกิน 3,341 คน ทั้งนี้ โรคซึมเศร้า เป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย จังหวัดที่มีจำนวนคนฆ่าตัวตายสำเร็จเกินกว่า 100 คน มีหลายจังหวัด อาทิ เชียงใหม่ 227 คน กรุงเทพฯ 122 คน เชียงราย 132 คน ชลบุรี 120 คน และนครราชสีมา 113 คน

องค์การอนามัยโลก(WHO)คาดว่าภายในปี 2563 โรคซึมเศร้าจะเป็นโรคที่ก่อให้เกิดความ สูญเสีย ที่สำคัญเป็นลำดับ 2 ในประเทศไทย การสังเกตผู้ใกล้ชิดว่ามีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปเช่น แยกตัว บ่นอยากตาย พูกฝากฝังสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า ทั้งนี้การฆ่าตัวตายสำเร็จของคน 1 คนจะมีผลกระทบต่อผู้อื่นอีก อย่างน้อย 5 คน ได้แก่ พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อนสนิท และคนรัก ดังนั้นในประเทศไทยที่มีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จเฉลี่ยปีละ 3,000-5,000 คน ก็จะมีผู้รับผลกระทบทนทุกข์กับการสูญเสียถึงปีละไม่ต่ำกว่า 20,000 คน

อย่างไรก็ตามในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มีผู้ทุกข์ใจเครียดกับปัญหาเกี่ยวกับเศรษฐกิจกว่า 200,000 คน ซึ่งความรู้สึกแรกของครอบครัวที่มีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ จะรู้สึกช็อก ทำอะไรไม่ถูก ไม่เชื่อตาเชื่อหูตัวเองว่าเกิดเหตุการณ์สลดขึ้นจริง ๆ รู้สึกผิดหวังโทษตัวเอง หรือผู้อื่นว่าเป็นสาเหตุที่เกิดขึ้น เศร้าโศกเสียใจร้องไห้ บ้างรู้สึกว่าเป็นตราบาปเก็บตัวไม่ไปเจอหน้าผู้คน บางครั้งถึงกับย้ายบ้านไปให้ไกล ๆ หนักสุดคิดอยากฆ่าตัวตายตามไปก็มี ทั้งนี้คนใกล้ชิดมีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายไปได้ โดยการรับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ตัดสิน ไม่ตำหนิ วิจารณ์สิ่งที่เกิดขึ้น พ่อแม่บางรายที่สูญเสียลูกอันเป็นที่รัก ในช่วงแรกต้องทุนทุกข์ทรมานเจ็บปวดเศร้าใจ ถึงขนาดอยากตายตามลูกไป ต้องใช้เวลานานกว่า 8 เดือน จึงสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้อีกครั้ง แต่ในใจลึก ๆ ก็ยังมีความเศร้าอยู่

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *