จงมีชีวิตอยู่ ‘ด้วยความรัก’ เถิด อย่ามีชีวิตอยู่ ‘ด้วยความกลัว’

จงมีชีวิตอยู่ “ด้วยความรัก” เถิด อย่ามีชีวิตอยู่ “ด้วยความกลัว” เลย

ทุกเช้า และทุกวัน ผู้คนจำนวนมากมายในโลกใบนี้ อาจนับได้ว่าถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ต่างพาสังขารร่างกาย รวมทั้งเคลื่อนย้ายวิญญาณ เร่งรีบออกจากบ้านไปทำมาหากิน ออกไปทำมาหาเลี้ยงชีวิต เพื่อให้ผ่านชีวิตไปได้อีกวันหนึ่ง และก็เป็นเช่นนี้อย่างต่อเนื่องอยู่เกือบตลอดสามสิบถึงสี่สิบปีเลยทีเดียว (ถ้าเรานับว่าอายุยี่สิบปีเริ่มทำงาน และหยุดทำงานเมื่ออายุหกสิบปี)

ผมมีคำถามสำคัญ ที่อยากถามทุกท่านที่กำลังดำเนินชีวิตไปในลักษณะเช่นที่กล่าวข้างต้นนี้ว่า “อะไรเป็นพลังขับเคลื่อนให้เราออกไปดำเนินชีวิต อย่างที่เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตลอดสามสิบถึงสี่สิบปีนั้น?” หากจะให้แตกประเด็นออกมาให้เห็นชัด ก็อยากจะถามทุกท่านว่า…

เรากำลังดำเนินชีวิต ด้วยพลังขับเคลื่อนของ “ความรัก” หรือ “ความกลัว”
เรากำลังดำเนินชีวิต ด้วยแรงขับเคลื่อนของ “แรงจูงใจ” หรือ “แรงกระตุ้น”
เรากำลังดำเนินชีวิต ด้วยการพึ่งพา “พลังจากภายใน” หรือ “พลังจากภายนอก”

ถ้าเรากำลังดำเนินชีวิต ด้วยพลังขับเคลื่อนของ “ความรัก” ก็เท่ากับว่าเรากำลังดำเนินชีวิตด้วยแรงขับเคลื่อนของ “แรงจูงใจ” และเรากำลังดำเนินชีวิต ด้วยการพึ่งพา “พลังจากภายใน” เป็นสำคัญ
แต่ถ้าเรากำลังดำเนินชีวิต ด้วยพลังขับเคลื่อนของ “ความกลัว” ก็เท่ากับว่าเรากำลังดำเนินชีวิต ด้วยแรงขับเคลื่อนของ “แรงกระตุ้น” และเรากำลังดำเนินชีวิต ด้วยการพึ่งพา “พลังจากภายนอก” เป็นหลัก

ด้วยพลังขับเคลื่อนของ “ความรัก” “แรงจูงใจ” “พลังจากภายใน” และด้วยพลังขับเคลื่อนของ “ความกลัว” “แรงกระตุ้น” “พลังจากภายนอก” นี้ ยังมีรายละเอียดตามมาเพื่อให้เห็นรูปธรรมได้อีกหลายประการ ดังที่จะแสดงให้เห็นเป็นแผนภูมิ ได้ดังนี้ :-

เมื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากแผนภูมินี้แล้ว ทำให้เราพอจะมองเห็นได้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าถึงกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ที่พาชีวิตออกจากบ้านทุกวัน ไปทำมาหากิน ไปทำโน่นทำนี่ นั้น ก็ด้วยพลังขับเคลื่อนของ “ความกลัว” เป็นสำคัญ! ผู้คนส่วนใหญ่ใช้ “แรงกระตุ้น” เพื่อให้ตนสามารถมีแรงไปทำโน่นทำนี่ได้ทุกเมื่อเชื่อวัน และแรงกระตุ้นที่ว่านี้ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องพึ่งพาจาก “ภายนอก” ทั้งสิ้น! ผมขออภิปรายในส่วนนี้เพิ่มเติมสักเล็กน้อย
ผมไม่ปฏิเสธที่เราจะใช้ “แรงกระตุ้น” เช่น เงิน ทรัพย์สินทางวัตถุ ชื่อเสียงเกียรติยศ แรงขับทางกามารมณ์ อำนาจ/อิทธิพล เครื่องมือปลุกเร้าต่างๆ และการแข่งขัน มาเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตเรา แต่เราต้องรู้ไว้ว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เราต้องพึ่งพาจากภายนอก เราต้องเอาชีวิตไปผูกติดอยู่กับมัน และถึงที่สุดแล้ว มันเป็นพลังขับเคลื่อนที่เกิดจาก “ความกลัว!” มันอาจทำให้เรามีเรี่ยวมีแรงออกจากบ้านได้ทุกวัน เพื่อไปวิ่งไล่ล่าหาเงิน ถ้าเงินมาก ก็ดูเหมือนเราจะมีเรี่ยวมีแรงมากขึ้นตามไปด้วย เรามีเป้าหมายใหญ่ที่จะได้มีบ้านหลังใหญ่ และหลายหลัง ที่หรูหรา สะดวกสบาย เราต้องการขับรถหรูหราราคาแพง และต้องมีหลายคันด้วย เรามีความทะเยอทะยานที่จะเป็นคนมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จัก เป็นที่ยอมรับของคนในสังคม เราปรารถนาที่จะทำทุกอย่างเพื่อคนที่เรารัก (แรงขับทางกามารมณ์) เราอุทิศทั้งชีวิตได้เลยเพื่อคนที่เรารัก (ซึ่งนี่ก็ยังต้องทำความเข้าใจกันต่อไปว่ามันไม่ใช่ทำเพราะ “ความรัก” อย่างแท้จริงในความหมายที่ถูกต้อง แต่จริงๆ แล้ว มันคือการทำไปเพราะ “ความกลัว” ต่างหาก)

เราอาจมีเรี่ยวมีแรงมหาศาลที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและการมีอิทธิพลเหนือผู้อื่น เรายินดีทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มีอำนาจทางการเมือง เพราะลำพังมีเงินอย่างเดียวอาจไม่พอเสียแล้ว ต้องมีอำนาจทางการเมืองด้วย หรือมิฉะนั้นก็ต้องมีอำนาจในหน่วยงานนั้นๆ ให้มากที่สุด สูงที่สุด และบางคนก็ต้องพึ่งพาเครื่องมือปลุกเร้าต่างๆ ที่จะทำให้ตนเองมั่นใจ ทำให้ตนเองมีแรงบันดาลใจ ทำให้มีแรงกระตุ้นที่จะวิ่งไปข้างหน้าได้ทุกวัน เช่น บางคนนั้นต้องอ่านหนังสือปลุกเร้าทุกวันเพื่อให้มีพลัง ต้องฟังผู้รู้ทุกคนที่จะมาปลุกระดมเขาได้ ต้องฟังซีดีที่ปลุกเร้า ฟังเพลงที่กระตุ้นต่อมตื่นเต้นทุกอณู จึงจะมีเรี่ยวมีแรงได้ดั่งพญาช้างสาร วันไหนไม่ได้อ่าน ไม่ได้ฟัง เครื่องมือปลุกเร้าเหล่านี้แล้ว มันก็ดูเหมือนว่าเขาจะอ่อนระโหยโรยแรง เหี่ยวเฉาไปได้เลยทีเดียว! เขาไม่สามารถกระตุ้นตนเองได้ ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ถึงกับพบว่ามีคนจำนวนมาก “ติดเครื่องมือปลุกเร้า” เหมือนกับติดยาเสพย์ติดไปแล้วเลยทีเดียว หลายคนถึงกับติดตั้งเคเบิลทีวีของกูรูนักพูดปลุกใจ เพื่อให้สามารถปลุกระดมเขาได้ทั้งเวลาหลับและเวลาตื่น เรียกว่าเป็น “แรงกระตุ้นเดลิเวอรี่” ส่งแรงบันดาลใจถึงเตียงนอนไปได้เลยทีเดียว
คนจำนวนมากจะมีแรงฮึด แรงสู้ ก็ด้วยการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยการพยายามที่จะเอาชนะคนอื่นให้ได้ จะต้องเหนือกว่าคนอื่น จะต้องแซงหน้าคนอื่นเสมอ คนพวกนี้ถือคติว่า “ของล้ำค่านั้นมีน้อยและหายาก ถ้าเราไม่ไปช่วงชิงเอามันมา ก็จะต้องมีคนอื่นคว้าเอามันไป” ซึ่งเป็นเรื่องที่เขายอมไม่ได้ ชีวิตของคนเหล่านี้จึงเต็มไปด้วยการแข่งขัน การชิงไหวชิงพริบ การต่อสู้เพื่อแย่งชิงกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน

สรุปแล้ว คนที่มีชีวิตอยู่ด้วยความกลัวนี้ ก็มักทำทุกอย่างเพื่อให้หายกลัว ซึ่งหลักๆ แล้วคนเราก็มักกลัวกันอยู่วนเวียนแต่ในเรื่องเหล่านี้ คือ กลัวยากจน กลัวแก่ กลัวเจ็บ กลัวตาย กลัวไม่ได้ไปสวรรค์ กลัวไม่สะดวกสบาย กลัวถูกวิพากษ์วิจารณ์ กลัวไม่เป็นที่ยอมรับ กลัวสูญเสียความรัก กลัวความไม่มั่นคง กลัวการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น ดังนั้น คนเราจึง….
หาเงิน ก็เพราะกลัวความยากจน กลัวแก่ กลัวเจ็บ กลัวตาย
หาทรัพย์สินทางวัตถุ หาชื่อเสียงเกียรติยศ รวมทั้งหาอำนาจ/อิทธิพล
ก็เพราะกลัวไม่เป็นที่ยอมรับ กลัวถูกวิพากษ์วิจารณ์ กลัวความไม่มั่นคง
กลัวการเปลี่ยนแปลง
หาทางทำทุกอย่าง หาทรัพย์สินทุกอย่าง เพื่อทำให้คนที่ตนเองรักพอใจ
(แรงขับทางกามารมณ์) ก็เพราะกลัวสูญเสียความรักจากใครบางคน
ต้องพึ่งพาเครื่องมือปลุกเร้าสารพัด ก็เพราะกลัวว่าตัวเองไม่เก่งพอ
กลัวว่าพลังที่มีอยู่มีไม่พอ กลัวว่าตัวเองจะไม่สามารถควบคุมอะไรได้
ต้องพึ่งพาการแข่งขัน ก็เพราะเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่นตลอดเวลา
กลัวว่าคนอื่นจะเก่งกว่า ดีกว่า รวยกว่า จึงมีแรงฮึดเพื่อเอาชนะผู้อื่น

ซึ่งถึงที่สุดแล้ว แม้บางคนจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนปรารถนามา ด้วยแรงขับเคลื่อนจาก
“ความกลัว” ดังกล่าว แต่ก็กลับพบว่าตนเองไม่มีความสุข ไม่มีความสงบใจ อย่างแท้จริงและยั่งยืนได้เลย
และหลายคนก็ไม่สามารถไปถึงไหนได้เลย ด้วยการใช้แรงกระตุ้นเหล่านั้น หลายคนพบว่าเงินมากแค่ไหน ก็กลับไม่สามารถทำให้เขามีเรี่ยวแรงพอที่จะออกไปดำเนินชีวิตได้เลย แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะอาศัยอะไรที่จะขับเคลื่อนชีวิตเขาได้ดีไปกว่าเงิน หลายคนเหนื่อยเหลือเกินกับการต้องไปดิ้นรนขวนขวายเพื่อเสาะหาทรัพย์สินทางวัตถุ เขาจึงหยุดทุกอย่างหมด ไม่ปรารถนาสิ่งใด หันมามีชีวิตอย่างอดๆ อยากๆ อย่างหมดอาลัยตายอยาก หลายคนชืดชากับเกียรติยศชื่อเสียง หันไปปลีกวิเวก แต่ก็กลับพบว่าไม่สามารถหาความสงบใจได้เลย หลายคนเมื่อสูญเสียคนที่ตนรักไป ก็กลับหมดแรงกระตุ้นไปเสียเฉยๆ ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่อใคร ไม่รู้ว่าจะทำอะไร จะสะสมอะไรไปเพื่อใคร หลายคนพอไม่ได้อ่าน ไม่ได้ฟัง ไม่ได้รับการปลุกเร้าจากใครและจากอะไร ก็ดูเหมือนจะไม่มีเรี่ยวมีแรง ไม่สามารถพาสังขารร่างกาย เคลื่อนย้ายวิญญาณออกจากบ้านได้เลย หลายคนเมื่อสามารถเอาชนะคู่แข่งทุกคนได้หมด ก็พาลหมดไฟที่จะทำอะไรต่อไปจากนั้น หรือมิฉะนั้น เมื่อรู้สึกเบื่อหน่ายกับการแข่งขัน การประหัตประหารกัน ก็กลับไม่รู้ว่าแล้วจะหาอะไรมาเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตต่อไปดี
กล่าวโดยสรุปก็คือ พลังขับเคลื่อนที่มาจากความกลัว มาจากแรงกระตุ้น นั้น มันไม่สามารถทำให้คนเรามีพลังพอที่จะออกไปดำเนินชีวิตได้ทุกวันอย่างมีความสุข ได้อย่างทรงพลัง ได้อย่างสร้างสรรค์ มันอาจช่วยให้เราคึกได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่มันไม่สามารถขับเคลื่อนเราได้ตลอดไป และแม้มันอาจช่วยให้เราคึกได้เรื่อยๆ แต่มันก็เต็มไปด้วยพลังและรังสีด้านลบ ที่ไม่เคยทำให้เราพบกับความสุขสงบใจได้อย่างแท้จริงเลย

นอกจากนี้ พลังขับเคลื่อนที่มาจากความกลัว มาจากแรงกระตุ้น นั้น ก็ล้วนเป็นสิ่งที่เราต้องพึ่งพาจากภายนอกตัวเราทั้งสิ้น เราไม่สามารถสร้างขึ้นมาได้ด้วยตัวของเราเองเลย เราต้องให้ผู้อื่นเอาเงินมาล่อเรา เราถึงจะคึก เราต้องใช้ทรัพย์สินทางวัตถุมายั่วกิเลสเรา เราถึงจะเนื้อเต้น เราต้องให้ผู้อื่นมายกย่องสรรเสริญเยินยอ ห้อมล้อมเรา เราจึงจะเผ่นโผนโจนทะยานได้ เราต้องมีคนที่เรารักเป็นตัวตั้ง เราจึงจะรู้ได้ว่าเราจะทำทุกอย่างเพื่อใคร ต้องมีใครประเคนอำนาจและอิทธิพลให้เรา เราจึงจะลืมตัวลืมตายได้ เราต้องอาศัยเครื่องมือปลุกเร้าสารพัด เราจึงจะเหาะเหินเดินอากาศได้ เราต้องมีคู่แข่ง เราต้องมีตัวบุคคลเอาไว้อ้างอิง เอาไว้เปรียบเทียบ เพราะมิฉะนั้นเราก็มิอาจให้คะแนนตัวเองได้ว่าเก่งกว่าหรือแย่กว่าใครได้ สรุปคือเราต้องเอาชีวิตไปผูกติดไว้กับอะไร และหรือกับใครสักอย่างหนึ่งเท่านั้น มันจึงจะขับเคลื่อนชีวิตเราได้

แต่ถ้าเรามีชีวิต เราดำเนินชีวิต ด้วยพลังขับเคลื่อนของ “ความรัก” ด้วย “แรงจูงใจ” อันเป็น “พลังจากภายใน” แล้ว สถานการณ์ของชีวิตมันก็จะพลิกกลับไปเป็นอีกด้านหนึ่งทันที!

ด้วย “ความรัก” ด้วย “แรงจูงใจ” ด้วย “พลังจากภายใน” เราก็จะขับเคลื่อนชีวิตทุกวัน อย่างมีพลัง อย่างสร้างสรรค์ อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง อย่างมีความสุขสงบในใจ ปราศจากแรงกดดันใดๆ ปราศจากการคาดหวังใดๆ (จะมีก็แต่ “ความหวัง” หรือ “Hoping” เท่านั้น แต่จะไม่มี “ความคาดหวัง” หรือ “Expecting” ให้ต้องมากดดันชีวิตจนรุ่มร้อนใดๆ เลย)
เรามีพลังที่จะออกจากบ้านไปทำงาน หรือไปดำเนินกิจกรรมใดๆ ได้ทุกวัน ก็เพราะเรารู้ว่าเรากำลังออกไปค้นหา “ความหมายแห่งชีวิต” การทำงานและหรือการดำเนินชีวิตประจำวันของเรานั้นมันมิใช่อะไรอื่นเลย แต่มันคือการออกไปค้นหาว่าเราเกิดมาเพื่อเป็นอะไรได้ดีที่สุด จักรวาลส่งเรามาเกิดบนโลกใบนี้เพื่อให้เรามาทำอะไรได้ดีที่สุด ชนิดที่มีแต่เราเท่านั้นที่จะทำได้ดีกว่าใคร การเคลื่อนที่ไปในชีวิตประจำวันของเรามันจึงมี “ทิศทาง” (Direction) และไม่ว่าเราจะค้นพบหรือไม่ แต่การมีชีวิตอยู่ของเราในทุกวันนั้นมันก็จะมีความหมาย แต่เชื่อเถิด เมื่อเราค้นหา เราก็จะต้องค้นพบวันยังค่ำ
คนที่ค้นพบแล้วว่าสวรรค์ส่งเขามาเกิดเพื่อจะทำ และเพื่อจะเป็นอะไรได้ดีที่สุดนั้น เขาก็จะมีชีวิตทุกวันด้วยการสร้างสรรค์เพื่อความเป็นเลิศในตัวเขาเอง เขาจะทำทุกอย่างอย่างชนิดดีที่สุด โดยไม่สนใจว่าจะได้เงินมากหรือได้เงินน้อย ความสุขของเขาก็คือการได้สามารถ “เจริญพัฒนา” (Growing Up) ไปสู่จุดสูงสุดแห่งศักยภาพของเขาเอง เขาจะหาทางที่จะต้องไปมีประสบการณ์ใดๆ ที่จะสามารถทำให้เขาบรรลุศักยภาพสูงสุดของตัวเขาเองให้ได้ นี่เป็นแรงขับเคลื่อนที่พาเขาเคลื่อนที่ไปได้ทุกวันอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย คนพวกนี้มักจะแยกไม่ออกว่าการทำงานกับการพักผ่อนนั้นมันแตกต่างกันอย่างไร เพราะมันกลายเป็นเรื่องเดียวกันไปแล้ว! นี่เป็นสภาวะที่นักจิตวิทยาชื่อ มิฮาย ซิกเซ็นต์มิฮายยี (Mihaly Csikszentmihali) ได้กล่าวไว้ว่า คือ “สภาวะไหลลื่น” (Flow) หรือที่วิศิษฐ์ วังวิญญู ได้กล่าวไว้ว่าคือสภาวะของการได้เข้าไปอยู่ใน “มณฑลแห่งพลัง” ซึ่งการที่คนเราสามารถเข้าไปอยู่ใน “สภาวะไหลลื่น” หรือเข้าไปอยู่ใน “มณฑลแห่งพลัง” ได้นั้น เขาจะมีพลังสูงสุด มีความสร้างสรรค์สูงสุด มีความพึงพอใจสูงสุด และมีความสุขสูงสุด!
คนที่ค้นพบว่าเขาเกิดมาเพื่อเป็นอะไรได้ดีที่สุดนั้น หากเขาจะสามารถตอบคำถามอีกข้อหนึ่งให้ได้ ที่ว่า “แล้วเขาจะเอาความสามารถเฉพาะตัว ที่มีแต่เขาเท่านั้นที่ทำได้ดีที่สุดนั้น ไปช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างไรบ้าง?” ได้แล้วละก็ การมีชีวิตอยู่ของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำนั้น มันไม่ใช่แค่ได้มาซึ่งความสำเร็จเท่านั้น (ไม่ว่าจะนิยามคำว่าความสำเร็จในมิติมุมมองใด) แต่มันคือการทำให้บุคคลผู้นั้น มี “ความยิ่งใหญ่” ด้วย นี่เป็นแรงจูงใจอันเป็นอมตะ เป็นแรงจูงใจที่ไม่มีวันเหือดแห้ง เป็นแรงจูงใจที่ทรงพลังสูงสุดของ “ความรัก” เป็นแรงจูงใจที่ข้ามพ้นเรื่องทางวัตถุใดๆ ไปแล้วอย่างสิ้นเชิง แรงจูงใจจากการนำความเก่งของตนไปรับใช้ผู้คนและโลกใบนี้ จะสามารถสร้างผลงาน และหรือปรากฏการณ์ ที่แม้จะเล็กน้อยที่สุด แต่มันก็สามารถทำให้ผืนดินสะท้าน ทะเลสะเทือนได้เลยทีเดียว!!

คนที่มีแรงจูงใจจาก “ความสุขในการใช้ชีวิต” นั้น เขารู้ว่าเขาไม่ได้ออกจากบ้านทุกวันเพื่อไปทำเพียงแค่ “การทำมาหาเลี้ยงชีวิต” เท่านั้น แต่มันคือ “การใช้ชีวิต” เขากำลังไปมีประสบการณ์ที่ล้ำค่าทุกวัน ซึ่ง OSHO คุรุทางจิตวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ เรียกว่า “การมีชีวิตในแนวตั้ง” ซึ่งประสบการณ์ประจำวันของเขาจะเพิ่มพูนชนิดทบเท่าทวีคูณขึ้นทุกวัน (ส่วนคนที่ “มีชีวิตในแนวนอน” นั้น ก็มักเกิดแก่เจ็บตายไปโดยไม่ได้สั่งสมอะไรที่พอจะเป็นประโยชน์กับโลกใบนี้ได้เลย ชีวิตผ่านไปวันๆ กับกิจกรรมหากินเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเท่านั้น) คนที่มีความสุขในการใช้ชีวิตนั้น เขาจะใช้ชีวิตในแบบของเขา เขาจะใช้ชีวิตตามที่เขาได้เลือกและตัดสินใจด้วยตัวของเขาเอง เป็นอิสระจากค่านิยมความเชื่อของคนอื่น จากสังคม เขามีความสุขกับ “การเคลื่อนที่ไป ‘ขณะต่อขณะ’ อย่างมีสติรู้ตัว”…ทุกวันของเขาจึงมีสีสัน มีความสดใหม่เสมอ ไม่ซ้ำซากจำเจ ทุกวันเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น เขาออกไปใช้ชีวิต เพื่อให้อิ่มเอมทางจิตใจ ไม่ใช่ออกไปทำมาหาเลี้ยงชีวิต เพื่อให้อิ่มท้องไปมื้อๆ หนึ่งแค่เพียงเท่านั้น เพราะถ้ามีชีวิตอยู่เพียงแค่นั้น แม้แต่สัตว์เซลล์เดียวชั้นต่ำ จำพวกอะมีบา พารามีเซียม มันก็สามารถทำได้!
คนที่มีแรงจูงใจจาก “ความสุขในวิถีการเดินทาง” จะมีชีวิตอย่างมีความสุขทุกวัน และจะว่าไปแล้ว บางคนมีความสุขทุกเวลาได้เลยทีเดียว เขาจะรู้จัก “ปล่อยวางผลลัพธ์” เขาจะ “ยึดมั่น” กับเป้าหมาย แต่เขาจะไม่ “ยึดติด” เขารู้ว่าเขาต้องการอะไร แต่ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรกับการจะได้มันมาหรือไม่ เขาไม่ได้กระเหี้ยนกระหือรือกับการได้มาหรือไม่ได้มา เขาไม่ได้รุ่มร้อน ร้อนลน กับการบรรลุเป้าหมาย เขารู้ว่าเขาจะไปไหน และเขามีความสุขกับการเดินทาง โดยไม่กังวลว่าเมื่อไหร่จะเดินทางไปถึง! เขามีความต้องการที่จะไปถึงที่นั่น แต่ไม่เคยกลัวว่าจะไปถึงที่นั่นหรือไม่ เขามีพลังขับเคลื่อนจากความรัก ไม่ใช่ความกลัว เขารักที่จะเป็นคนรวย แต่เขาไม่ได้เกลียดการเป็นคนจน เขาอยากอยู่บ้านหลังใหญ่ แต่เขาไม่ได้รังเกียจบ้านหลังเล็กที่เขากำลังอาศัยอยู่ เขาอยากขับรถเมอร์เซเดส เบ๊นซ์ แต่เขาก็ไม่ได้เกลียดโตโยต้าคันเก่งที่เขาใช้อยู่ เขาทำทุกอย่างให้คนที่เขารัก ก็เพราะเขารักคนที่เขารัก ไม่ใช่ทำทุกอย่างให้คนที่เขารักเพราะกลัวว่าคนที่เขารักจะไม่รักเขา แรงจูงใจจาก “ความสุขในวิถีการเดินทาง” ทำให้เราเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง และเป็นไปในแนวตั้ง ซึ่งไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรในขั้นสุดท้าย ก็ไม่เป็นปัญหาแล้ว เพราะเราก็มีความสุขอยู่ทุกขณะ และทุกวันอยู่แล้ว
เราทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ด้วยความเต็มใจ เพราะเรารู้ว่ามันเป็นอิสรภาพของเราที่จะสามารถเลือกได้ ตัดสินใจได้ ไม่ใช่เป็นเพราะใครมาชี้นิ้วสั่ง หรือจำใจทำเพราะกฏระเบียบต่างๆ นี่เป็นแรงจูงใจที่สร้างสรรค์และยั่งยืน เราทำสิ่งที่ต้องทำโดยไม่ต้องรอให้มีใครมาบอกให้ทำ เราปฏิบัติตามระเบียบ เพราะเราเลือกและตัดสินใจเอง ด้วยความรับผิดชอบ ด้วยความรัก (รักความถูกต้อง รักระเบียบวินัย รักองค์กร ฯลฯ) มันมาจากข้างในของเราเอง มิใช่ฝืนใจทำด้วยความกลัว (ถูกบังคับ กลัวถูกลงโทษ ฯลฯ) ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่คนเดียวหรือมีใครอยู่ด้วย เราก็จะทำเช่นนั้น เพราะเราเต็มใจที่จะทำมัน แต่คนที่ต้องอาศัยแรงกระตุ้นนั้น เขาจะทำมันก็แต่เฉพาะเวลาที่มีคนอยู่และเห็นเขาเท่านั้น เขากลัวความผิด เขากลัวถูกลงโทษ เขากลัวว่าจะไม่ได้รางวัล ฯลฯ เขาต้องมีปัจจัยภายนอกมาคอยควบคุมเขาอยู่ตลอดเวลา และเมื่อเขาอยู่ตามลำพัง เขาก็พร้อมที่ไม่ทำอะไรตามระเบียบนั้นเลย
ถ้าเราทำตามความฝันของเรา มันก็เป็นแรงจูงใจจากภายใน มันเป็นความรักที่เรารักจะทำตามความฝันนั้น มันทำให้เรามีพลังออกไปตามหาความฝันได้ทุกวัน ทุกเวลา เราจะไม่คำนึงถึงปัจจัยภายนอก จำพวกเงิน ทรัพย์สินทางวัตถุต่างๆ และหรือแรงกระตุ้นอื่นๆ ที่มันไม่สามารถทำให้ฝันของเราเป็นจริงได้ เราจะข้ามพ้นสิ่งเหล่านี้ไปได้หมด และยิ่งเป็นความฝันที่เต็มไปด้วยความหวังแล้ว คนผู้นั้นก็เหมือนพยัคฆ์ติดปีกอินทรี ราชสีห์ติดครีบฉลาม คชสารติดเขี้ยวมังกร ไปได้เลยทีเดียว!
และสุดท้าย คนที่มีแรงจูงใจจากการมุ่งเน้นไปที่ “การสร้างสรรค์” แล้ว เขาจะไม่สนใจเรื่อง “การแข่งขัน” เลย เขาจะไม่เปรียบเทียบกับใคร เขาจะไม่สนใจว่าเขาเหนือกว่า หรือด้อยกว่าใคร เขาทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวของเขาเองเป็นเลิศ เขาจะไม่เอาชีวิตของเขาไปผูกติดไว้กับใคร เขาจะไม่เอาใครมาเป็นตัวอ้างอิงเพื่อเปรียบเทียบ เขาไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วยมาตรฐานของผู้อื่น ด้วยค่านิยมของผู้อื่น ด้วยความเชื่อของผู้อื่น เขามีมาตรฐานสูงสุดของเขาเอง การพุ่งทะยานไปข้างหน้าของเขานั้นเป็นไปในตัวของมันเอง เพื่อสร้างสรรค์สู่ความเป็นเลิศเท่านั้น ส่วนใครอื่นจะขึ้นช้างลงม้า เร็วช้ากว่าเขาอย่างไร เขาก็ไม่เอามาเป็นธุระเลย เขาไม่กลัวการวิพากษ์วิจารณ์ เขาไม่กลัวเรื่องการยอมรับ เขาไม่สนใจเรื่องชนะแพ้ เรื่องได้เสีย คนพวกนี้จะอยู่ “เหนือการแข่งขัน” (Sur-Petition) ทั้งปวงไปได้เลยทีเดียว ดังนั้นเขาจึงมีพลังมากกว่า พลังเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ไม่มีคำว่าเบื่อๆ อยากๆ บางวันมีอารมณ์ บางวันไม่มีอารมณ์ บางวันก็หมดอารมณ์แล้ว ใดๆ ทั้งสิ้น

“แรงกระตุ้น” ซึ่งเป็น “พลังจากภายนอก” นั้น ถ้าเรานำมันมาใช้ประโยชน์บ้างเป็นครั้งคราว อย่างมีสติรู้ตัว มันก็พอจะเป็นประโยชน์กับชีวิตเราได้บ้างตามสมควร แต่ถ้าเรายึดมันมาเป็นทั้งหมด เพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตเราแล้วละก็ เราก็ได้ทำสิ่งผิดพลาดที่สุดในชีวิตไปแล้ว
“แรงจูงใจ” ซึ่งมาจาก “พลังจากภายใน” ต่างหาก จึงจะเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตที่แท้จริง เพราะมันเป็นพลังที่สร้างสรรค์กว่า มีพลังมากกว่า ยั่งยืนกว่า และไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายหามาจากไหน มันเป็นพลังแห่งความรัก มันอยู่ในตัวของเราทุกคนนี่เอง ขอเพียงหามันให้พบ นำมันออกมาใช้ พัฒนามันให้เปล่งประกายสูงสุด จากนั้นแล้ว ไม่ว่าชีวิตแบบไหนที่เราต้องการ เราก็จะได้ชีวิตแบบนั้นอย่างแน่นอน

จึงจะขอย้ำกับทุกท่านว่า “จงมีชีวิตอยู่ด้วยความรักเถิด อย่ามีชีวิตอยู่ด้วยความกลัวเลย!” และที่สำคัญ การมีชีวิตอยู่ด้วยความกลัวนั้น เหนื่อยยากกว่าการมีชีวิตอยู่ด้วยความรักมากมายหลายเท่านัก

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *