คุณเป็นผู้บริหารที่มีจริยธรรมหรือไม่?

คุณเป็นผู้บริหารที่มีจริยธรรมหรือไม่?
นับวันประเด็นปัญหาเรื่องจริยธรรม (Ethics) และความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibilities) ได้กลายเป็นประเด็นที่สาธารณชนให้ความสนใจกันอย่างกว้างขวางในทุกระดับ กล่าวคือ ภาคธุรกิจทั่วโลกก็มีความห่วงใย (ปนไม่ไว้วางใจ) ในระดับของจริยธรรมของ CEO ทั้งหลาย เพราะมีคดีของบริษัทชั้นนำ เช่น Enron WorldCom กรณีของ Martha Stuart ฯลฯ ที่แสดงให้เห็นถึงความไม่โปร่งใสในการบริหาร ส่วนในภาครัฐนั้น ประชาชนของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ก็คอยจับตาดูพฤติกรรมของนักการเมืองที่เป็นผู้นำของประเทศอย่างไม่คลาดสายตาว่าจะมีการกินนอกกินในหรือไม่ นี่พูดถึงในระดับผู้นำขององค์กรระดับโลก และผู้นำระดับประเทศ ส่วนในระดับประชาชนคนธรรมดาๆ เช่น เจ้าหน้าที่รัฐระดับล่าง พนักงานตามห้างร้าน นักเรียน นิสิต นักศึกษานั้น ถ้าเราติดตามข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ก็จะเห็นมีรายงานการทุจริตของข้าราชการ การโกงการสอบของนักศึกษาให้เห็นอยู่เนืองๆ จนสังคมเกิดความวิตกว่าในปัจจุบันนี้เรากำลังประสบกับวิกฤตในเรื่องศีลธรรม จริยธรรม กันแล้วใช่หรือไม่ เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่เรื่องทุจริตคิดมิชอบกันทั้งสิ้น ทุจริตกันตั้งแต่ผู้อยู่ในวัยดรุณจนถึงผู้หลักผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้นำขององค์กรและชุมชน และที่สำคัญก็คือเราไม่สามารถจับผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ เพราะปัจจุบันนี้เราอยู่ในสังคมแห่งองค์ความรู้ที่ผู้มีปัญญาทั้งหลายสามารถใช้สติปัญญา ความเฉลียวฉลาดของตนในการชี้แจงแสดงเหตุผล (หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “แก้ตัว”) มาอรรถาธิบายพฤติกรรมอันมิชอบให้กลายเป็นชอบด้วยเหตุผลได้!
ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผู้เขียนเป็นนักวิชาการและเป็นอาจารย์ผู้สอนหลักสูตรการบริหารการจัดการ และการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ผู้เขียนได้สังเกตว่าในระยะ 4–5 ปีหลังที่ได้สอนนิสิต นักศึกษา และผู้บริหารจากองค์กรต่างๆ ที่มาเข้ารับการฝึกอบรมจากผู้เขียนในหลักสูตรต่างๆ นั้น มีจำนวนของนิสิต นักศึกษา และผู้เข้าฝึกอบรมหลายคนที่มีทัศนคติเกี่ยวกับจริยธรรมธุรกิจ (Business Ethics) และความรับผิดชอบต่อสังคมที่น่าวิตกเป็นจำนวนมากขึ้นในแต่ละปี ทั้งนี้บุคคลเหล่านี้มีพฤติกรรมการตัดสินใจที่อิงกับหลักประโยชน์นิยม (Utilitarianism) โดยไม่สนใจหลักจริยธรรม และความต้องการของบุคคลกลุ่มน้อย (Minority Group) เท่าที่ควร และเมื่อผู้เขียนถามว่าเราควรคำนึงถึงคนกลุ่มน้อยที่ต้องเสียเปรียบหรือไม่ คำตอบที่ได้รับจะเป็นไปในทำนองนี้ เช่น “ช่วยไม่ได้นี่นา!” หรือไม่ก็ “การทำธุรกิจก็ต้องมุ่งกำไรเป็นหลัก มิฉะนั้นจะทำไปทำไม” หรือไม่ก็ “เราก็ทำถูกต้องตามกฎหมายแล้ว อยากออกกฎหมายหละหลวมทำไม!” เป็นต้น จากตัวอย่างคำตอบเช่นนี้คงทำให้ท่านผู้อ่านบางท่านเข้าใจแล้วว่า ทำไมผู้เขียนจึงรู้สึกวิตกกับระดับจริยธรรมในจิตใจของคนรุ่นใหม่บางคน
ผู้เขียนขออธิบายง่ายๆ โดยสรุปเกี่ยวกับหลักการประโยชน์นิยมว่าเป็นหลักที่เน้นการตัดสินใจที่นำประโยชน์สูงสุด เช่น กำไรสูงสุด ประหยัดสูงสุด ผลผลิตสูงสุด เป็นต้น และเมื่อนำหลักประโยชน์สูงสุดมาใช้ร่วมกับหลักเสียงส่วนมาก (Majority Vote) แล้ว ก็จะเป็นเรื่องของการตัดสินใจที่เอื้อประโยชน์สูงสุดให้กับคนส่วนใหญ่ที่เห็นด้วยกับทางเลือกนั้นๆ ซึ่งในสังคมแบบประชาธิปไตยก็มักจะนิยมนำแนวความคิดนี้มาใช้ทั้งในด้านการบริหารปกครองประเทศ และการบริหารธุรกิจโดยผนวกกับหลักทุนนิยมด้วย เพราะหลักทุนนิยมนั้นก็เป็นหลักการที่ประเทศประชาธิปไตยนิยมใช้
แล้วหลักประโยชน์นิยม กับการใช้เสียงข้างมากนี้มันผิดตรงไหนหรือไม่ดีตรงไหนหรือ? คนที่นิยมในหลักการนี้ก็มักจะปุจฉากับผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์พวกเขา (ซึ่งมักเป็นคนกลุ่มน้อยที่สูญเสียประโยชน์) ว่าคำนึงแต่ผลประโยชน์เป็นหลักจนอาจละเลยความถูกต้องยุติธรรมไป อันที่จริงแล้วหลักการประโยชน์นิยมและหลักการเสียงข้างมากนั้นก็อาจถือเป็นหลักการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าผู้บริหารหรือผู้ปกครองจะต้องใคร่ครวญอย่างถ้วนถี่ว่าการตัดสินใจนั้นตั้งอยู่บนรากฐานของจริยธรรมความถูกต้อง ความยุติธรรม ความเสมอภาคและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใหญ่ของสังคม หรือขององค์กรจริงๆ โดยไม่ใช่เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่เป็นพรรคพวกของตน
ทั้งนี้ ข้อควรระวังของการคำนึงถึงเสียงส่วนมากเป็นหลักก็คือ เสียงส่วนมากนั้นอาจเป็นเสียงสะท้อนของความต้องการที่ไม่ชอบธรรมก็ได้ ดังนั้นการที่มีเสียงส่วนมากเห็นด้วยกับการตัดสินใจใดๆ ไม่ได้หมายความว่าความต้องการนั้นเป็นความต้องการที่ชอบธรรมและต้องได้รับการสนองตอบ สังคมประชาธิปไตยที่ปกครองโดยเสียงส่วนมากจึงไม่สามารถละเลยความเห็นและความต้องการของเสียงส่วนน้อยเป็นอันขาด ผู้บริหารองค์กรและผู้นำชุมชนทุกระดับจึงต้องมีวิจารณญาณอันถี่ถ้วนและมีหลักจริยธรรมในการตัดสินใจ…และแล้วในที่สุดก็มาลงตรงคำถามสำคัญว่าผู้นำที่มีจริยธรรมนั้นเขาวัดกันด้วยอะไร เพราะแต่ละคนก็มีมาตรฐานไม่เหมือนกัน ในกรณีนี้ผู้เขียนขอนำเสนอแนวคิดจากสมาคม Business Roundtable ซึ่งเป็นสมาคมที่มีสมาชิกเป็น CEO จากบริษัทชั้นนำหลายบริษัททั่วประเทศสหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้ R. Edward Freeman เป็นผู้ทำหน้าที่หลักในการวิจัย ศึกษาความเห็นของ CEO และนักวิชาการทั้งหลาย เพื่อตอบคำถามว่าผู้นำที่มีจริยธรรมนั้นควรมีคุณลักษณะอะไรบ้าง ซึ่งงานวิจัยของ Freeman นั้น เป็นการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ นานถึง 25 ปีที่ผ่านมา จนสามารถสรุปเป็นคุณสมบัติ 10 ประการให้นักบริหารทั้งหลายได้นำมาพิจารณาตนเองในวันนี้ได้
คุณสมบัติ 10 ประการของผู้นำที่มีจริยธรรม
1.ประกาศวัตถุประสงค์และค่านิยมขององค์กร และประพฤติตัวตามแนวทางที่ประกาศไว้ ไม่ใช่พูดอย่าง ทำอีกอย่าง เข้าทำนองมือถือสากปากถือศีล
2.มุ่งเน้นความสำเร็จขององค์กร แทนที่จะเน้นเรื่องอัตตาส่วนตน ผู้นำที่มีจริยธรรมต้องเข้าใจว่าบทบาทหน้าที่ของเขานั้นคือการบริหารเพื่อผลประโยชน์ของบุคคลโดยส่วนรวม เช่น ผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกค้า ผู้จำหน่ายวัตถุดิบ เป็นต้น การเป็นผู้นำจึงไม่ใช่เรื่องของการสร้างชื่อเสียงหรือความสำเร็จของตนเอง เมื่อผู้นำสามารถบริหารงานให้บริษัทประสบผลกำไรและความสำเร็จ ความสำเร็จนั้นเป็นของบริษัท อย่าไปยึดติดว่ามันเป็นความสำเร็จของผู้นำ ผู้นำไม่ควรยึดติดกับตำแหน่งหรือความสำเร็จ การทำงานของผู้นำจึงเป็นการทำงานเพื่องานและเพื่อส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อตนเอง
3.จัดสร้างระบบสรรหาคนเก่งที่เป็นคนดีมีจริยธรรมและพัฒนาคนเหล่านั้น การจะเป็นองค์กรที่มีจริยธรรมนั้น มีผู้นำเพียงคนเดียวไม่พอ ต้องเพาะเมล็ดพันธุ์ของคนเก่งที่มีจริยธรรมไว้มากๆ เพื่อต่อสู้กับ “ทายาทอสูร” ที่แพร่พันธุ์เร็วแบบไข้หวัดนก
4.ต้องหมั่นสนทนาพร่ำสอนเรื่องจริยธรรม ค่านิยม และการสร้างค่านิยมด้านจริยธรรมให้ซึมติดเข้าไปในสมองและหัวใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย (Stakeholders = ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งหมายความถึงผู้ถือหุ้น พนักงาน ลูกค้า เป็นต้น) จนสะท้อนออกมาในพฤติกรรมให้ได้
5.สร้างกลไกในการหยุดหรือยับยั้งการตัดสินใจหรือพฤติกรรมที่ขาดจริยธรรมในองค์กร กล่าวคือ ผู้นำต้องสร้างวัฒนธรรมและระบบที่พนักงานทุกระดับมีสิทธิมีเสียงที่จะสอบถาม หยุดหรือยับยั้งพฤติกรรมที่เขาคิดว่าขาดจริยธรรมได้ ไม่ใช่ทุกคนกลัวอำนาจมืดจนหัวหด
6.เปิดใจกว้างที่จะเข้าใจค่านิยมของคนอื่นๆ ผู้นำต้องมีโลกทัศน์กว้าง รอบรู้ และสามารถเข้าใจว่าทำไมบุคคลทั้งหลายจึงมีความคิดเห็นและทางเลือกที่แตกต่างกัน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องตระหนักดีว่าสิ่งที่ผู้นำควรทำนั้นคืออะไร
7.กล้าตัดสินใจในเรื่องยากๆ อย่างใช้ความคิดสร้างสรรค์ ผู้นำที่มีจริยธรรมมักต้องเจอกับปัญหาหินๆ ที่ต้องกล้าตัดสินใจ โดยไม่หวั่นว่าการทำในสิ่งที่ถูกต้องนั้นอาจทำให้หลายคนไม่พอใจ พูดง่ายๆ คือ ต้องไม่กลัวคนไม่รัก อย่างไรก็ตามผู้นำที่ฉลาดจะพยายามหาหนทางให้ทุกฝ่ายพอใจโดยที่ไม่ผิดหลักการ
8.ต้องทราบดีว่าค่านิยมหรือหลักการความเชื่อทุกอย่างล้วนมีข้อจำกัด และในบางครั้งก็จำเป็นต้องมีกรณียกเว้น แต่ผู้นำต้องตระหนักว่ากรณียกเว้นนั้นสมควรได้รับการยกเว้นจริงๆ ไม่ใช่ยกเว้นจนหลักการกลายเป็นหลักเกหรือหลักโกง
9.ต้องมองให้ทะลุปรุโปร่ง รู้แจ้งแทงตลอดว่าการตัดสินใจแต่ละครั้งนั้นจะส่งผลกระทบกับใคร และในระดับใดบ้าง ในระยะสั้นและในระยะยาวจะเป็นอย่างไร เพราะผู้นำที่มีจริยธรรมจะต้องมีความรับผิดชอบในการกระทำของตน ดังนั้นต้องคิดให้ดี ไม่ใช่ทำผิดอยู่บ่อยๆ แล้วอ้างว่าคิดไม่ถึง หรือไม่ทันคิด
10.ผู้นำต้องจำใส่ใจไว้เสมอว่า หลักจริยธรรมนั้นคือหลักการเดียวกันที่ใช้ในการบริหารธุรกิจ การบริหารปกครอง และการดำเนินชีวิตประจำวัน กล่าวคือผู้นำที่มีจริยธรรมนั้น ตัวจริยธรรมจะอยู่ในสายเลือดของเขาจนแยกจากกันไม่ออก ดังนั้นคนที่พูดว่าหลักจริยธรรมบางอย่างไม่สามารถนำมาใช้กับการบริหารธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรได้ จึงไม่ใช่ผู้นำที่มีจริยธรรมอย่างแท้จริง เพราะ CEO ที่มีจริยธรรมตัวจริงเสียงจริงนั้นยืนยันว่า สามารถทำธุรกิจโดยรักษาจริยธรรมได้ทุกสถานการณ์ค่ะ
จากบัญญัติ 10 ประการนี้ CEO ไทยสอบผ่านกันไหมเอ่ย?
* หากท่านมีข้อเสนอแนะหรือคำถาม กรุณาติดต่อที่ : siriyupa.hrvariety@sasin.edu
ข้อมูลและประสานงาน : คุณอารีย์ พงษ์ไชยโสภณ

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *