คุณค่าของปลาไม่มีเกล็ด

คุณค่าของปลาไม่มีเกล็ด
บ้านเขาเมืองเรา : ดร.ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2548
ถ้าเวียดนามตามไทยไม่ทัน คงไม่ใช่เพราะคนญวนไม่ขยัน หากเพราะความฉ้อฉลมีมากกว่า แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ไทยจะพัฒนาหนีญวนไปได้แบบไม่เห็นฝุ่น เพราะความฉ้อฉลในเมืองไทยมีไม่น้อยกว่าในเวียดนาม
ในวาระครบรอบ 30 ปีที่สงครามเวียดนามยุติเมื่อสัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสอ่านหนังสือเรื่อง Catfish and Mandala เขียนโดยชาวอเมริกันเชื้อสายเวียดนามชื่อ Andrew X. Pham อันที่จริงผมตั้งใจจะอ่านก่อนไปเมืองญวนเมื่อปีกลาย แต่ไม่ได้อ่าน
หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในหลายเล่มซึ่งเขียนโดยผู้อยู่ในเหตุการณ์บ้านแตกสาแหรกขาด ผมเคยนำบางเล่มมาเล่าไว้ในภาคจุดประกายวรรณกรรม เช่น เรื่องในเขมรชื่อ “ฝ่าทุ่งละเลงเลือด” (First They Killed My Father) ในพม่าชื่อ “จากแดนผีดิบ” (From the Land of Green Ghosts) ในจีนชื่อ “ฝ่ากำแพงเมืองจีน” (Escape from China) ในเอธิโอเปียชื่อ “บันทึกจากท้องหมา” (Notes from the Hyena’s Belly) และในเซียร์ราลีโอนชื่อ “ปีศาจเต้นระบำ” (The Devil that Danced on the Water)
ผู้เขียน Catfish and Mandala อายุ 8 ขวบ เมื่อสงครามเวียดนามยุติ พ่อของเขาถูกขังเพราะเป็นฝ่ายญวนใต้ แม่หาเงินไปติดสินบนเจ้าหน้าที่พ่อจึงหนีออกมาได้ ทั้งสองพาลูก 6 คนลงเรือหาปลาหนีออกทางทะเล ได้รับการช่วยเหลือจากเรือบรรทุกสินค้า และถูกพาไปส่งที่อินโดนีเซียก่อนจะไปลี้ภัยในสหรัฐ
เช่นเดียวกับหนังสือแนวความทรงจำที่กล่าวถึง เล่มนี้อาจอ่านได้จากหลากหลายมุมมอง แรงบันดาลใจของผู้เขียนเกิดจากความเศร้าสลดเมื่อพี่ผูกคอตาย มองอย่างเผินๆ สมาชิกในครอบครัวของเขาได้รับความสำเร็จสูงยิ่งทั้งที่ไม่มีสมบัติอะไรเมื่อไปถึงสหรัฐ และไม่รู้ภาษาอังกฤษ
ผู้เขียนเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ น้องชายจบกฎหมายหนึ่งคนและจบแพทย์สองคน น้องสาวคนเล็กกำลังเรียนมหาวิทยาลัยในตอนที่เขาเขียนหนังสือ แต่ความสำเร็จนั้นไม่ได้เกิดจากหยาดเหงื่อเพียงอย่างเดียว หากยังคละเคล้าด้วยเลือดและน้ำตา
พ่อเป็นคนโมโหร้ายและมักตีลูกจนเลือดหยด โดยเฉพาะพี่สาวของผู้เขียนซึ่งชอบทำตัวเป็นผู้ชาย ในที่สุดเธอหนีออกจากบ้าน เพราะไม่ต้องการให้ปากคำต่อศาลเมื่อพ่อถูกดำเนินคดีฐานตีลูก น้องชายสองคนเป็นกะเทย เขาเองก็โมโหร้ายและทุบตีน้องชายเป็นประจำจนคนหนึ่งชักมีดออกมาสู้จึงเลิก หลังจากหนีหายไปหลายปีพี่สาวที่เขารักอย่างสุดซึ้งจึงกลับมาบ้าน แต่ตอนนั้นเธอได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนเพศเป็นชายแล้ว ต่อมาพี่คนนั้นผูกคอตายเมื่อภรรยาไม่ยอมคืนดีด้วย
เป็นที่ยอมรับกันว่า ชาวญวนซึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐ เป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จสูงมาก อาจสูงกว่าชาวเกาหลีเสียอีก ในโรงเรียนของชุมชนที่มีชาวเกาหลีและชาวญวนอาศัยอยู่ เด็กเรียนดีจะมีนามสกุล “คิม” และ “เหงียน” จำนวนหนึ่งเสมอ ในขณะที่ชาวเกาหลีมักชอบตีกอล์ฟเป็นชีวิตจิตใจ ชาวญวนตั้งหน้าทำมาหากินจนแทบไม่มีวันหยุด ความขยันหมั่นเพียรของชาวญวนทำให้ผมเคยทำนายว่า อีกไม่ช้าญวนจะพัฒนาแซงหน้าไทย แต่หลังจากไปเที่ยวเมืองญวนและอ่านหนังสือเล่มนี้ ผมชักไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรนัก
ผมไม่สงสัยในความขยันหมั่นเพียรของคนญวน โดยเฉพาะผู้หญิง เพื่อนๆ มักพูดทีเล่นทีจริงกันว่า ถ้าอยากสบายต้องแต่งงานกับสาวญวน เรื่องนี้ดูจะมีฐานของความเป็นจริงอยู่บ้าง เพราะเพื่อนที่มีภรรยาญวนดูจะประสบความสำเร็จด้านเศรษฐกิจกันทุกคน
ในการเดินทางท่องเที่ยวโดยรถยนต์และรถไฟ ระหว่างกรุงฮานอยกับนครโฮจิมินห์ ผมสังเกตว่า ในท้องไร่ท้องนา ร้านค้าและแหล่งบริการ ผู้หญิงดูจะเป็นกระดูกสันหลังเกือบทั้งหมด
แต่ความขยันหมั่นเพียรอย่างเดียวอาจไม่พอ เพราะในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีที่ชาวญวนใช้ในการทำนายังล้าหลังมาก เช่น ยังใช้ควายไถนา หรือไม่ก็ใช้จอบขุด โรงงานก็ดูจะยังใช้เครื่องจักรเก่า ตรงข้ามกับเกาหลีใต้ หลังจากสงครามเกาหลียุติได้ไม่ถึง 30 ปี เกาหลีมีอู่ต่อเรือบรรทุกน้ำมันแบบทันสมัยที่สุดในโลก และสามารถสร้างรถยนต์ เครื่องจักรบางชนิดและรถไถได้เอง
มองอย่างกว้างๆ นโยบายดูจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ญวนพัฒนาช้ากว่าเกาหลีทั้งที่มีคนขยันหมั่นเพียรคล้ายกัน หลังจากรวมประเทศได้ญวนใช้นโยบายสังคมนิยม กระทั่งทุกวันก็ยังไม่ยอมรับระบบตลาดเสรีอย่างเต็มที่ ส่วนเกาหลีใต้ใช้ระบบตลาดเสรีมาตลอด
นอกจากนั้น ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อเกาหลียังมี ปัก จุง ฮี เป็นผู้นำอยู่ถึง 18 ปี ผมแน่ใจว่า การมีผู้นำที่เข้มแข็งและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล แต่ไม่ฉ้อฉลจนร่ำรวยมหาศาลเป็นปัจจัยที่ทำให้หลายประเทศพัฒนารวดเร็ว เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวันและสิงคโปร์ ต่างกับอีกหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย หลังจากสงครามยุติเวียดนามไม่มีผู้นำเช่น ปัก จุง ฮี
จริงอยู่ในปัจจุบันนี้ เวียดนามไม่มีผู้นำจำพวกฉ้อฉล เช่น เฟอร์ดินาน มาร์กอส และ ซูฮาร์โต แต่ระดับความฉ้อฉลในเวียดนามดูจะไม่ต่ำกว่าในฟิลิปปินส์และไม่ต่างจากในอินโดนีเซียมากนัก หากเราดูจากตัวเลขขององค์กรความโปร่งใสสากล (Transparency International) ก่อนเขียนหนังสือ ผู้เขียนใช้เวลาหลายเดือนขี่จักรยานท่องเที่ยวไปในส่วนต่างๆ ของเวียดนาม นอกจากความยากจนแล้วสิ่งที่สร้างความประทับใจให้เขามากที่สุดดูจะได้แก่ ความฉ้อฉลของพนักงานของรัฐโดยเฉพาะตำรวจ เขาเขียนไว้เป็นนัยว่า ความฉ้อฉลเป็นปัจจัยที่ทำให้ญวนใต้รบแพ้ญวนเหนือ
ตัวเลขขององค์กรความโปร่งใสสากลรวมกับความประทับใจของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ น่าจะชี้ว่า ถ้าเวียดนามตามไทยไม่ทันคงไม่ใช่เพราะคนญวนไม่ขยันเท่าคนไทย หากเพราะความฉ้อฉลมีมากกว่า
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ไทยจะพัฒนาหนีญวนไปได้แบบไม่เห็นฝุ่น เพราะความฉ้อฉลในเมืองไทยมีไม่น้อยกว่าในเวียดนามมากนัก หากเราดูตัวเลขขององค์กรความโปร่งใสสากล ความประทับใจของคนไทยต่อสถาบันของรัฐ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร กรมทางหลวง และกระทรวงคมนาคม
และรายงานของสื่อซึ่งตอนนี้มีทั้งเรื่องระดับชาติ เช่น การจัดซื้ออุปกรณ์ในสนามบินแห่งใหม่ และเรื่องระดับท้องถิ่น เช่น การใช้อิทธิพลและอำนาจในตลาดโบ๊เบ๊ หากเมืองไทยยังไม่สามารถลดระดับความฉ้อฉลลงได้ โอกาสที่จะพัฒนาทันเกาหลีและหนีเวียดนามสำเร็จมีน้อย
ขอสารภาพว่า ผมไม่เข้าใจว่า ทำไมผู้เขียนจึงตั้งชื่อหนังสือว่า Catfish and Mandala เพราะ “Catfish” เป็นปลาจำพวกไม่มีเกล็ด เช่น ปลาดุก ปลากด ปลาคัง ปลาสวาย ปลาเทโพ และปลาบึก ส่วน “Mandala” เป็นสัญลักษณ์ของธรรมจักรหรือระบบจักรวาล
เขากล่าวถึงปลาจำพวกนั้นหลายครั้ง แต่ไม่ได้กล่าวถึงธรรมจักร ตอนที่เขากล่าวถึงปลาจนเห็นภาพอย่างแจ้งชัดได้แก่ ช่วงที่เขาขี่จักรยานท่องไปในชนบท และได้รับเชิญไปพักค้างคืนในกระท่อมของทหารผ่านศึกคนหนึ่ง ซึ่งต้มปลาให้เขากินเป็นกับข้าวมื้อเย็น ตอนเช้าเขาออกไปทำกิจวัตรจึงรู้ว่า ส้วมปลูกไว้เหนือสระน้ำลูกใหญ่ ในนั้นมีปลารอท่าเขาอยู่แล้ว! ผมจึงไม่แน่ใจว่า การที่คนญวนสามารถเปลี่ยนของเสียให้เป็นของดีได้ จะเป็นปัจจัยหรืออุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนา
ผู้อ่านล่ะเห็นอย่างไร? เป็นไปได้ไหมว่า เวียดนามจะพัฒนาแซงหน้าไทยในเร็ววันนี้?

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *