คิดให้เหมือนดาวินชี ตอนที่ 4

คิดให้เหมือนดาวินชี ตอนที่ 4
มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2548
สัปดาห์นี้คงจะเป็นตอนสุดท้าย เกี่ยวกับแนวคิดของดาวินชี
ขอเท้าความหน่อยนะครับว่า เนื้อหาใน 3 สัปดาห์และสัปดาห์นี้ผมเรียบเรียงมาจากหนังสือ How to Think Like Leonardo da Vinci เขียนโดย Michael J. Gelb ซึ่งเป็นการนำเสนอหลักคิดและวิธีการคิดของดาวินชี สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเสนอเนื้อแนวคิดของดาวินชีไปทั้งหมดห้าประการแล้ว สัปดาห์นี้มาดูในอีกสองประเด็นที่เหลือ
แนวคิดประการที่หก เรียกว่า Arte/Secienza (เป็นภาษาอิตาเลียน) หมายความว่า การสร้างความสมดุลระหว่างวิทยาศาสตร์ ศิลปะ เหตุผล และจินตนาการ หรืออีกนัยหนึ่ง คือการคิดโดยใช้สมองทั้งหมด พวกเราคงทราบอยู่แล้วว่าสมองเรามี 2 ด้าน พวกที่ชอบใช้สมองด้านขวามักจะเป็นพวกที่ออกแนวศิลป์ เน้นสัญชาตญาณในการตัดสินใจ ส่วนพวกที่ใช้สมองด้านซ้าย จะเป็นพวกที่ชอบหลักการ การคิดเชิงวิเคราะห์ และการตัดสินใจที่เป็นเหตุเป็นผล
คนเราส่วนใหญ่มักจะใช้สมองเพียงข้างใดข้างหนึ่งในการคิดตัดสินใจ ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นสมองด้านซ้าย (พวกชอบใช้เหตุผล) จะเรียนหนังสือดี มีหลักการ แต่ขาดจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ในขณะพวกที่ใช้สมองข้างขวา ก็มักจะรู้สึกว่าตนเองชอบคิดเพ้อเจ้อ ฟุ้งซ่าน ขาดหลักเหตุผล
ดาวินชีเองถือเป็นอัจฉริยะที่ใช้สมองทั้งซีกซ้ายและขวาในการคิด สังเกตได้ว่า ดาวินชีเป็นทั้งนักคิด นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก และในขณะเดียวกัน ก็เป็นศิลปินเอกของโลก (หาได้ไม่กี่คนที่จะใช้สมองทั้งสองข้างได้เก่งเท่าดาวินชี)
ประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือดาวินชีไม่ได้แยกวิทยาศาสตร์และศิลปะออกจากกันชัดเจน ดาวินชีเองยอมรับในหลายโอกาสว่า ในการสร้างสรรค์งานศิลปะนั้น เขาได้นำเอาหลักการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาผสมผสาน ทำให้ดาวินชีเป็นคนที่สามารถมองเห็นทั้งภาพรวม (ใช้สมองข้างขวาเป็นหลัก) และรายละเอียดของสิ่งต่างๆ (ใช้สมองข้างซ้ายเป็นหลัก) ได้พร้อมกัน
ปัญหาที่มักจะพบเจอในที่ทำงานก็คือ เรา มักจะยึดติดกับสิ่งที่เราเป็นและมี พวกที่ชอบใช้สมองฝั่งซ้ายก็มักจะคิดตลอดว่า ตนเองขาดความคิดสร้างสรรค์ ส่วนพวกที่ใช้สมองฝั่งขวาก็มักจะคิดว่าตนเองขาดวินัยและคิดเชิงเหตุผลไม่เป็น
ในความเป็นจริงแล้วเราต้องรู้จักที่จะพัฒนาการใช้งานสมองทั้งสองด้านไปพร้อมกัน นั่นคือให้เกิดความสมดุลระหว่างศิลป์และวิทยาศาสตร์ ระหว่างสัญชาตญาณและเหตุผล ระหว่างการเล่นและการเอาจริงเอาจัง และระหว่างการวางแผนกับการทำตามใจตนเอง
มรดกในการคิดของดาวินชีได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นแนวคิดที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน ในเรื่องของ Mindmapping (ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย Tony Buzan) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสมุดบันทึกต่างๆ ของดาวินชี
กล่าวกันว่า การใช้ Mindmapping อย่างสม่ำเสมอ จะเป็นการฝึกหัดให้ใช้สมองทั้งสมองคิด และทำให้เป็นนักคิดอย่างสมดุล เฉกเช่นเดียวกับดาวินชี ทั้งนี้ เนื่องจากวิธีการคิดแบบเดิมของเราที่คิดเป็นข้อๆ จะทำให้กระบวนการในการคิดขาดจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมกันนั้น ก็รู้สึกเหมือนกับมีสิ่งปิดกั้นหรือขวางความคิดของเราอยู่ ทำให้เปรียบเหมือนเราใช้ประโยชน์จากเพียงแค่ครึ่งหนึ่งของสมองเรา ในการคิด แต่การใช้ Mindmap ผสมผสานด้วยศิลปะและรูปภาพใน Mindmap จะเป็นการฝึกหัดให้เราใช้ทั้งสมองข้างซ้ายและข้างขวาไปพร้อมๆ กัน
หลักการประการสุดท้าย ของดาวินชี คือเรื่องของ Connessione หรือการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ หรืออีกนัยหนึ่ง คือการคิดเชิงระบบหรือคิดเชิงองค์รวม หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ Syetems Thinking ดาวินชีเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามแนวคิดนี้มาตลอด งานหลายๆ ชิ้นของดาวินชีแสดงให้เห็นถึงความสามารถของเขาในการคิดเชิงองค์กรรวม หรือความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆ
รูปภาพหลายรูปของดาวินชีก็เป็นผลจากความสามารถในการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปของสัตว์ในเทพนิยาย) แนวคิดในประเด็นสุดท้ายของดาวินชีนี้สอดคล้องกับหนึ่งในแนวคิด ในเรื่องขององค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน
ก่อนจบขอทบทวนหลักของดาวินชีทั้ง 7 ประการอีกครั้งหนึ่ง เผื่อผู้อ่านจะลืมไปแล้ว หลักทั้ง 7 ข้อ ประกอบด้วย เรื่องของ การตั้งคำถามและแสวงหาคำตอบอยู่เสมอ การพร้อมที่จะพัฒนาตนเองจากการเรียนรู้ในข้อผิดพลาดและประสบการณ์ การใช้พัฒนาและใช้ประโยชน์จากประสาทสัมผัสทั้งห้า การดำรงตนเองอยู่ท่ามกลางคลุมเครือ ไม่แน่นอน ความสับสน การสร้างความสมดุลระหว่างวิทยาศาสตร์และศิลปะ การสร้างความสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจ และการมองภาพความสัมพันธ์ และเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยต่างๆ
ผู้อ่านคงจะเห็นด้วยนะครับว่า หลักทั้ง 7 ประการ เราจะพบเห็นอยู่เป็นประจำไม่ว่าตามหลักด้านการจัดการ หลักพระพุทธศาสนา หลักจิตวิทยา หลักการดูแลสุขภาพ เพียงแต่ในกรณีของดาวินชีนั้นอาจจะกล่าวได้ว่า เขาเป็นผู้นำหลักทั้ง 7 ประการไปใช้ปฏิบัติจนเห็นผลสำเร็จ ซึ่งก็คงจะไม่สามารถทำได้ง่ายๆ ไม่งั้นเราคงได้เป็นดาวินชีกันหมดทั้งโลกแล้ว แต่อย่างน้อยก็น่าจะเป็นแนวทางสำหรับผู้อ่านในการพัฒนาตนเองบ้าง

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *