คิดบวก 360 องศา

คิดบวก 360 องศา

เวทีสัมมนา “ประชาชาติธุรกิจ” คืนกำไร ประจำปี 2551 เมื่อวันที่ 19, 24 และ 26 พฤศจิกายน 2551 ภายใต้แนวคิดหลักเรื่อง “คิดบวก 360 องศา” นอกจากจะเป็นการถ่ายทอด เรื่องราว วิธีคิด ในการบริหารธุรกิจ ประสบการณ์ และแรงบันดาลใจจาก นักธุรกิจหลายกลุ่ม หลากวัย ยังสะท้อนให้เห็นว่า หากไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและมีมุมมองที่เต็มเปี่ยมด้วยความหวัง ประตูแห่งความสำเร็จย่อมเปิดกว้างอยู่ตลอดเวลา

เวทีดังกล่าวยังรวบรวมเกร็ดความรู้ ตลอดจนวิธีคิดเชิงบวกที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับภาคธุรกิจและคนทั่วไปที่จะต้อง เตรียมใจรอรับความท้าทายในปี 2552

ไม่ว่าจะคิดแบบเถ้าแก่รุ่นใหม่-เถ้าแก่น้อย, แบรนด์ ปัญญ์ปุริ, คิดตกผลึกแบบ ไมโครซอฟท์ หรือเอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ไปจนถึงการฝึกคิดเชิงสร้างสรรค์แบบอาจารย์สิงห์ อิทรชูโต กับ “พี่จิก-ประภาส ชลศรานนท์”

อิทธิพันธ์ กุลพงษ์วณิชย์ ผู้ก่อตั้ง “สาหร่ายเถ้าแก่น้อย” ซึ่งหวังว่าปีนี้ (2552) ธุรกิจที่ก่อตั้งด้วยมือทั้งสองข้างจะทะลุ 2,000 ล้านบาท เทียบกับปี 2551 ที่ผ่านมา มียอดขายไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท เจ้าตัวยังถือเป็นผู้บริหารธุรกิจพันล้านที่หนุ่มที่สุดคนหนึ่งของประเทศ เพราะมีอายุเพียง 24 ปีเท่านั้น

เถ้าแก่น้อยมีจุดเริ่มต้นจากเจ้าตัวไปเดินเล่นที่เมืองทองและเห็นบูทที่มาจากญี่ปุ่น เป็นบูทขายเครื่องคั่วเกาลัด จึงเกิดความคิดว่า ทำไมเวลาคนจะกินเกาลัดถึงต้องไปเยาวราช ? ขายที่ห้างคนก็มีกำลังซื้อ ทำไมถึงไปขายที่ห้าง ? นำไปสู่การตัดสินใจครั้งสำคัญ ด้วยการเปิดซุ้มขายเกาลัดคั่วเสียเอง

“ผมตัดสินใจดรอปเรียนมาทำธุรกิจที่ผมชอบ” อิทธิพันธ์บอก

สำหรับ “สาหร่าย-เถ้าแก่น้อย” เกิดขึ้นภายหลังขยับขยายสาขาไปได้ 30 แห่ง และคิดมองหาสินค้าอื่นๆ มาวางขายเพิ่ม กระทั่งมาลงเอยที่ “สาหร่าย”

ถามว่าอะไรคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเถ้าแก่น้อย คำตอบก็คือ อยู่ที่การฝ่าฝันจนนำสินค้าไปวางขายในเซเว่นอีเลฟเว่นได้สำเร็จ

เคล็ดลับในการก่อร่างสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง “อิทธิพันธ์” แนะว่า “ต้องถามตัวเองว่า ชอบอะไร ถ้าทำอะไรที่คุณชอบแล้วจะมีความสุข” จากนั้นให้ลงมือทำใน สิ่งนั้น

ขณะที่วรวิทย์ ศิริพากษ์ เจ้าของผลิตภัณฑ์สปา-ปัญญ์ปุริ บอกว่า การก่อกำเนิดผลิตภัณฑ์สปาชื่อก้องมีที่มาจากการที่เขาเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในเหตุการณ์ 911 และรอดตายมาได้อย่างเฉียดฉิว ทำให้ความคิดบางอย่างแวบเข้ามา

“ตอนวิ่งออกมาจากตึก คิดว่ายังไม่ได้ทำอะไรอีกตั้งเยอะแยะ คิดว่าถ้าผ่านไปได้ต้องทำอะไรที่ยากทำ”

จากชีวิตการเป็นวาณิชธนกิจ วรวิทย์สอบชิงทุนไปศึกษาต่อด้าน Luxury Goods Management ที่อิตาลี เป็นต้นทางการสร้างแบรนด์ “ปัญญ์ปุริ”

ที่มาของปัญญ์ปุริ ยังมาจากความชอบส่วนตัว ที่คิดว่า ทำอะไรก็ได้ที่ได้ติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ “ตอนแรกก็ไม่มั่นใจเท่าไร แต่ก็เห็นช่องว่างทางการตลาด แบรนด์ไทยในยุคนั้นยังไม่ตอบโจทย์ ผมก็เป็นคอนซูเมอร์คนหนึ่ง โปรดักต์ที่เราอยากได้ยังไม่มี”

เส้นทางของปัญญ์ปุริ เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ จากการเปิดตัวในงานเทรดแฟร์ จากนั้นถึงได้ก้าวไปในศูนย์การค้าและตามด้วยการเปิดตัวสู่ตลาดโลก

ถึงวันนี้ปัญญ์ปุริมีวางขายใน 21 ประเทศทั่วโลก

มุมมองของ “วรวิทย์” คล้ายๆ กับผู้ก่อตั้งเถ้าแก่น้อย ก่อนจะคิดอ่านทำธุรกิจ “อันดับแรกต้องค้นหาตัวเอง มีเรื่องอะไรที่คุยได้ทั้งวัน พูดได้ไม่หยุด ที่พอตื่นอยาก จะทำกับมัน ใจกับความมุ่งมั่นเป็นจุดประกายเชื้อเพลิงอันแรกซึ่งสำคัญพอจะต่อยอดไปได้”

“ไม่มีวิกฤตไหนไม่มีดีมานด์” คือ วิธีคิดของอนุพงษ์ อัศวโภคิน CEO ของบริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้

วิธีการของ CEO ผู้นี้คือ “ต้องลงไปสัมผัสความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด ประสบการณ์บอกว่าไม่มีวิกฤตไหนไม่มีดีมานด์ อยู่ที่จะซื้อหรือไม่ซื้อเท่านั้นเอง ทุกวิกฤตสิ่งแรกที่คนหาคือหาของถูก ทำยังไงตอบสนองคนกลุ่มนี้ให้ได้

“ถ้าเตรียมตัวดี คงไม่โดนลูกเห็บหล่น ใส่หัว”

สิ่งที่ “อนุพงษ์” เห็นอย่างหนึ่งก็คือ “พอมีวิกฤต สิ่งแรกที่จะตัดก่อน ในเมืองไทยคือเซอร์วิสที่ให้กับลูกค้า เพราะเป็น cost center ไม่ใช่ profit center ทุกคนพยายามลดบริการที่จะให้ลูกค้าเสมอ”

“วอร์เรน บัฟเฟต” บอกว่า บริษัทที่เขาคิดจะลงทุนเสมอ เป็นบริษัทที่คิดตัดคอสต์ในทุกๆ ช่วงของไซเคิลธุรกิจ ไม่ใช่คิดตัดคอสต์ในช่วงธุรกิจแย่

บทสรุปของ “อนุพงษ์” ชัดเจนว่า แม้ว่าวิกฤตจะมาเยือน (อีกครั้ง) แต่หาก “บริหารเงิน” ให้เป็น ย่อมมีโอกาสอยู่รอดปลอดภัย

หันมาทาง “ปฐมา จันทรักษ์” เอ็มดี ของบริษัทไมโคซอฟท์ (ประเทศไทย) เป็นอีกคนหนึ่งที่กล่าวว่า “การหาโอกาสในช่วงวิกฤต” เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

มีข้อแม้ว่าต้องวิ่งให้ทันความเปลี่ยน แปลงที่เกิดขึ้น

แม้จะเป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลกแต่วันนี้ไมโครซอฟท์ก็ต้องเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจ

“วันนี้เราต้องรู้จักลูกค้า จะช่วยอะไรเขาบ้าง สิ่งที่มีอยู่จะเอาไปช่วยฝ่าฟันมรสุมได้อย่างไร พนักงานต้องทำงานหนักกว่าปกติ ภาวะเศรษฐกิจวันนี้ไม่เอื้ออำนวยให้พนักงานออกไปขายได้เหมือนช่วงเศรษฐกิจดีๆ วันนี้ต้องทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา และบอกกับลูกค้าได้ว่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายอะไรได้บ้าง ตัดขั้นตอนอะไรได้บ้าง นี่คือหน้าที่พนักงานไมโครซอฟท์ที่จะออกไปช่วยลูกค้า ถือเป็นช่วงซื้อใจลูกค้าและคู่ค้า”

ขณะเดียวกัน “เราต้องทำให้พนักงานรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ไม่ใช่เป็นแค่พนักงานของบริษัท มีความรับผิดชอบว่าเขาเป็นผู้ขับเคลื่อนธุรกิจ เศรษฐกิจเป็นอย่างไรก็ตาม ถ้าเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเรา คนของเรา โอกาสจะรอดในธุรกิจข้างหน้ามีสูง”

การมองโลกด้วยแง่มุมเชิงสร้างสรรค์ยังก่อให้เกิดธุรกิจที่มีคุณค่า

ดร.สิงห์ อินทรชูโต อาจาร์ยผู้สอน ด้านการออกแบบของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้บริหารบริษัทผู้ออก แบบเฟอร์นิเจอร์ OSISU ที่มีดีไซน์และ สไตล์ไม่เหมือนใคร เพราะเน้นใช้วัสดุที่ถูกทิ้งเป็นเศษขยะแล้ว

ที่มาของเฟอร์นิเจอร์ในสไตล์ของ ดร.สิงห์ เริ่มต้นจากงานออกแบบสถาปัตย กรรมที่ตัวเองถนัด

“ผมต้องออกไปคุมการก่อสร้างทุกวัน ทำให้ได้เห็นเศษวัสดุจากงานก่อสร้างถูก ขนออกไปทุกวัน เห็นเศษวัสดุถูกทิ้งไปทั่ว ก็ถามตัวเองว่า ทำไมถึงทิ้งแบบนี้ รู้สึกว่าที่เราสอนว่าต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มันไม่เป็นมิตรจริง”

กลายเป็นจุดตัดสินใจในการบุกเบิกการออกแบบเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุเหลือใช้ โดยมีเป้าหมายที่มากกว่าเชิงธุรกิจ

นั่นคือการจุดประกายให้ผู้คนได้มีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะลง

OSISU มีที่มาจากภาษาฟินแลนด์ แปลว่า อย่าท้อถอย ทำจากใจ ทำให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้

ขณะที่ประภาส ชลศรานนท์ ผู้ร่วมบุกเบิก-ก่อตั้ง บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเตอร์ เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งตกผลึกกับการขับเคลื่อนธุรกิจที่มีรากความสำเร็จมาจาก creative idea ได้แบ่งปัน “คาถาฝึกคิด” (เจ็ดวิธีตีหิน) ที่กลั่นจากประสบ การณ์การทำงานของตัวเอง

“เจ็ดวิธีตีหิน” ตามแบบฉบับของประภาส ประกอบด้วย

1.”ต้องทำลายกรอบลวงตา” เพื่อเปิดกว้างความคิดของตัวเองว่า ไม่มีข้อจำกัดใดๆ มาขวางกั้น 2.”คิดย้อนศร” ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงคือ การ (คิดย้อนศร) นำห้างไปอยู่ในโรงหนัง เทียบกับในอดีตที่โรงหนังจะต้องอยู่ในห้าง 3.”หนามยอกเอาหนามบ่ง” คล้ายๆ กับการทำของที่ไม่มีค่า ให้เกิดเป็นสิ่งที่มีค่าขึ้นมา 4.”เรื่องเล็กรอบตัว” เปรียบเปรยให้เห็นว่า ความคิดดีๆ อาจเกิดขึ้นจากสิ่งเล็กๆ รอบๆ ตัวเรา ที่ดูแล้วไม่มีค่าอะไร เหมือนกับสิ่งประดิษฐ์มากมายที่เกิดขึ้นเพราะสิ่งนี้ 5.”จับคู่ผสมพันธุ์” เพื่อนำไป สู่ความคิดใหม่ๆ 6.”สมมตินะสมมติ” ซึ่ง เวิร์คพอยท์ฯใช้ในการสร้างสรรค์รายการใหม่ๆ อาทิ อัจฉริยะข้ามคืน ที่เกิดจากความคิดว่า สมมติว่านำคนเก่งๆ ไปขังไว้ในห้องสมุดแล้วจะเกิดอะไรขึ้นมาก

และ 7.”ขีดไปก่อน เขียนไปก่อน” เมื่อไม่มีไอเดียอะไรอยู่ในหัวเลย จะขีดไปก่อน เขียนไปก่อน

กระทั่งกลายเป็นความคิดใหม่ๆ ขึ้นมา

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *