คิด’บวก’ ช่วยเพิ่ม ‘พลังใจ’

คิด”บวก” ช่วยเพิ่ม “พลังใจ”

“ความเครียด” นอกจากจะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สุขภาพจิตของคนไทยเสื่อมลงแล้ว ยังเป็นต้นเหตุทำลาย “พลังใจ” ในการดำเนินชีวิตไปพร้อมๆ กันด้วย โรงพยาบาลมนารมย์ จึงจัดโครงการ “คนไทย พลังใจดี” เพื่อร่วมถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนม พรรษา๘๐ พรรษา ด้วยการผนึกกำลัง ๓ กระทรวงใหญ่ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข โดย กรมสุขภาพจิตกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อต้องการสร้างพื้นฐานจิตใจที่เข้มแข็ง และพลังใจที่ดีให้แก่ประชาชน และในวันเปิดตัวโครงการได้จัดให้มีการเสวนาหัวข้อ “พลังใจดี ช่วยกู้วิกฤติแห่งชีวิตได้อย่างไร” โดยการเชิญผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์ในชีวิตต่างๆ อย่างพญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล โชค บูลกุล รศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ และ คริส เบญจกุล มาร่วมเสวนา โดยมี “อี้” แทนคุณ จิตต์อิสระ ดำเนินรายการ
โชค บูลกุล ทายาทรุ่นที่ ๒ ที่เข้าบริหารกิจการฟาร์มโชคชัย เล่าถึงครั้งที่เข้ามาบริหารงานที่ฟาร์มโชคชัย ซึ่งถือว่าเป็นช่วงวิกฤติที่สุด เนื่องจากมีหนี้สิน ๔๐๐-๕๐๐ ล้านบาท แต่เขามีความคิดว่า เมื่อรักที่จะทำงานแล้วก็ต้องรักที่จะแก้ไขปัญหาด้วย “พอมีปัญหาเข้ามา ผมจะคิดเสมอว่าจะเป็นโอกาสที่ทำให้เราได้แสดงความสามารถที่มีอยู่ออกมา วิกฤติที่ผ่านเข้ามาทำให้ผมเข้าใจโลกในอีกมุมมองหนึ่ง และมีความ สุขกับการทำงาน จริงๆ แล้วในส่วนของหนี้สินประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า ถ้าผมขายสินทรัพย์ได้ ผมก็สามารถที่จะนำเงินจำนวนนั้นมาสะสางหนี้สินได้ แต่ผมเลือกที่จะทิ้งความคิดนี้เอาไว้ก่อน แ ละด้วยความที่ผมไม่มีประสบการณ์ ทำให้ผมมองโลกได้อย่างสดใสและชัดเจนมากกว่าคนมีประสบการณ์ ทุกครั้งที่ผมทำงานผมจะบอกตัวเองเสมอว่าผมจะมองโลกแบบเด็ก แต่จะลงมือทำแบบผู้ใหญ่ ซึ่งผมมองว่าสิ่งนี้เป็นสูตรสำเร็จในการทำงานของผมด้วย” โชค แจกแจง พร้อมกับกล่าวว่าพลังใจสำหรับเขาหมายถึง การที่พยายามมองโลกในแง่ดี ไม่ควรเอาสิ่งที่ตัวเองขาดหรือบกพร่อง ไปเปรียบเทียบกับสิ่งที่คนอื่นมี เพราะจะทำให้เสียสุขภาพจิต เกิดความท้อแท้ ควรจะมองในมุมกลับกันเพื่อให้กำลังใจตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องเริ่มต้นจากการมีทัศนคติที่ดีก่อนเป็นอันดับแรก
ด้าน”โฉ” รศ.ดร.ปาริชาต สถาปิตานนท์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้สูญ เสียครอบครัวจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อ ๓ ปีก่อน กล่าวว่า การจะผ่านวิกฤติชีวิตที่เลวร้ายไปได้ ต้องมองชีวิตในหลายๆ ด้าน หากเมื่อไรที่มองชีวิตข้างหลัง ต้องบอกตัวเองเสมอว่า พรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้และต้องมีความเชื่อมั่นว่าวันต่อไปต้องดีขึ้นเรื่อยๆ”อย่างโฉสูญเสียครอบครัวไปกับเหตุการณ์สึนามิ ๔ คนแต่โฉก็มองครอบครัวคนอื่นที่เขาเสียมากกว่า บางคนเสียทั้งบ้านทั้งครอบครัว บางคนพิการด้วยซ้ำ โฉรู้ว่าอาจ จะเป็นการยากที่เราต้องสูญเสียคนที่เรารักไป แต่ถ้ามองกันดีๆ ทุกคนก็สูญเสียกันทั้งนั้นไม่ช้าก็เร็ว ทำให้โฉมองเรื่องเหล่านี้ได้อย่างเข้าใจ ว่ามันคือส่วนหนึ่งของชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกสิ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลง สำคัญที่สุดคือเราต้องมองไปข้างหน้าเสมอ โฉรู้ว่ากว่าที่เราจะคิดได้แบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ที่ทำได้น่าจะเป็นเพราะภูมิคุ้มกันที่ดีที่โฉได้จากครอบครัว แล้วการสูญเสียเรื่องเล็กๆ จะเป็นเหมือนแบบฝึก หัดเสริมให้เรารู้จักที่จะเข้มแข็งและสู้ต่อไป” ดร.โฉ กล่าวฝากแง่คิด
ปิดท้ายกันที่”แอร์” พญ.อัญชุลี ธีระวงศ์ไพศาล ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและผู้ใหญ่ กล่าวว่า คนไทยจะมีอาการเครียดที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละวัย และปัจจุบันนี้คนเมืองมักจะหาเรื่องเครียดได้จากสิ่งรอบตัว แต่ถ้ารู้จักมองในแง่บวกจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด “สังคมไทยขาดการช่วยเหลืออบรม แต่ละสถาบันก็มักจะโยนความรับผิดชอบให้แก่กัน เมื่อก่อนเด็กๆ จะใกล้ชิดกับพ่อแม่ ญาติ แม้กระทั่งเพื่อนข้างบ้าน บางบ้านก็ยังช่วยอบรม แต่ปัจจุบันสังคมเราเปลี่ยนแปลงไป เราจึงต้องเปลี่ยนตาม แต่ที่เกิดปัญหาขึ้นในสังคม เป็นเพราะควบคุมอารมณ์กันไม่ได้ คงไม่เคยมีใครไม่โกรธ แต่เมื่อโกรธแล้วต้องรู้จักที่จะควบคุมอารมณ์โกรธให้ได้ด้วย “อยากให้ทุกคนมองโลกในแง่บวกแล้วจะมีความสุข แต่การจะมีความสุขก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกมองมุมไหนของปัญหา ถ้าเรามองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเล็ก เราก็สามารถปรับตัวอยู่กับปัญหาเหล่านั้นได้อย่างมีความสุข เราต้องเชื่อว่าทุกปัญหามีทางแก้เสมอ ถอยออกมาสักหนึ่งก้าวแล้วมองปัญหาให้รอบด้าน ค่อยๆ คิด ค่อยๆ แก้ไขอย่ารีบร้อนจนเกินไป แล้วปัญหาเหล่านั้นก็จะผ่านไปได้ด้วยดี ที่สำคัญอย่าลืมให้กำลังใจตัวเองทุกวันว่าเราจะต้องก้าวผ่านปัญหาเหล่านั้นไปได้ด้วย” พญ.อัญชุลีแนะนำ ( คม ชัด ลึกออนไลน์ ๒ ตค. ๒๕๕๐ )

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *